royal coronation
วันที่ 21 กรกฎาคม 2562
กีฬา

เก็บตกเกม"แอนฟิลด์ มิราเคิล"หงส์แดงพลิกนรกดับบาร์ซา

วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 - 18:00 น.
ลิเวอร์พูล,บาร์เซโลนา,ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก,รอบรองชนะเลิศ
Shares :
เปิดอ่าน 3,559 ครั้ง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโลกลูกหนังอย่างแน่นอน

     หลัง ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ ถล่ม บาร์เซโลนา 4-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 พ.ค.) พร้อมพลิกสถานการณ์ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแบบปาฏิหารย์ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3

     โดยเชื่อว่าแฟนๆ “เดอะ ค็อป” ส่วนใหญ่คงยกธงขาวในการลุ้นถ้วยบิ๊กเอียร์ตั้งแต่สิ้นเสียงนกหวีดของเกมเลกแรกที่ คัมป์ นู เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อนถึง 3-0 และหมายความว่า “หงส์แดง” ต้องยิงให้ได้อย่างน้อย 3 ประตูเพื่อยื้อไปถึงช่วงทดเวลา หรือยิง 4 ประตูเพื่อผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

     อย่างไรก็ตามคำว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในโลกของฟุตบอล” นั้นสามารถนำมาพูดได้เสมอ เพราะ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายไล่ถล่ม บาร์เซโลนา ไปแบบขาดลอย 4-0 พร้อมคว้าตั๋วไปลุ้นแชมป์ที่สนาม ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน เป็นทีมแรกแบบไม่มีใครคาดคิด และกลายเป็นปรากฎการณ์ “แอนฟิลด์ มิราเคิล” ที่ได้รับการพูดถึงไปทั่วโลกในขณะนี้

ปาฎิหารย์อิสตันบลูภาค 2
    ก่อนเกมดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้น ลิเวอร์พูล กำลังอยู่ในสถานการณ์กดดัน หลังต้องไล่บี้แชมป์พรีเมียร์ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ทำให้ในเกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาไม่สามารถพักตัวผู้เล่นหลักได้ ซึ่งแม้จะเก็บชัยจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้แบบหวุดหวิด 3-2 แต่ “หงส์แดง” ต้องเสีย โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกคนเก่ง ที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง และไม่สามารถลงเล่นในเกมชี้ชะตานี้ได้ รวมไปถึง โรแบร์โต ฟีร์มีโน และนาบี เกอิตา ที่เจ็บอยู่ก่อนหน้า
     ส่งผลให้ เจอร์เกน คลอปป์ เหลือตัวผู้เล่นเกมรุกในทีมชุดใหญ่เพียง 4 ราย คือ ซาดิโอ มาเน, ดิวอก โอริกี, เซอร์ดาน ชากิรี และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ขณะที่ตัวหลักคนอื่นๆ ทั้ง เวอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และฟาบินโญ ก็มีความฟิตไม่เต็มร้อย เนื่องจากกรำศึกหนักในช่วงหลัง
    “เราจะขาด 2 กองหน้า (ซาลาห์ และฟีร์มีโน) และต้องพยายามยิงให้ได้ 4 ประตูในการเจอกับ บาร์เซโลนา ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่ยาก แต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งถ้าไม่สำเร็จ เราจะขอตกรอบแบบมีศักดิ์ศรี” เทรนเนอร์ชาวเยอรมนี กล่าวก่อนเกม
     และเป็นไปตามคาดเมื่อ ลิเวอร์พูล ยังไม่ยอมแพ้ด้วยการส่งผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนาม แม้จะมีเกมสำคัญในการชี้ชะตาแชมป์ลีกกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในวันอาทิตย์นี้ (12 พ.ค.) นำโดย อลีสซง เบคเกอร์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, ซาดิโอ มาเน, ดิวอก โอริกี และเซอร์ดาน ชากิรี
     โดยจุดเปลี่ยนของเกมนี้ นั่นก็คือการที่ ลิเวอร์พูล มาได้ประตูออกนำเร็วจาก ดิวอก โอริกี ตั้งแต่ นาทีที่ 7 ทำให้เจ้าบ้านมีกำลังใจมากขึ้น และกดดันทีมเยือนได้มาก ส่วนอีกจุดที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของแมตช์นี้ คือการเปลี่ยนตัวเอา จอร์จินโญ ไวล์นัลดุม ลงมในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งเจ้าตัวทำ 2 ประตูสำคัญในช่วงเวลาห่างกันเพียง 2 นาที (นาทีที่ 54 และ56) ทำให้ทีมออกนำเป็น 3-0 ก่อน โอริกี จะมายิงประตูที่ 2 ของตัวเอง พร้อมเป็นประตูชัยในนาทีที่ 79


     เกมรับคืออีกหนึ่งจุดที่น่าพูดถึง เพราะเกมนี้พวกเขาสามารถรับมือกับ ลีโอเนล เมสซี รวมถึง หลุยส์ ซัวเรซ ได้อย่างหมดจดต่างกับเกมแรก รวมถึง อลีสซง เบคเกอร์ ซึ่งโชว์ฟอร์ซูเปอร์เซฟหลายครั้ง ซึ่งเหมือนกับปีที่แล้วซึ่งเจ้าตัวพา อาแอส โรมา อดีตต้นสังกัดพลิกเอาชนะ บาร์ซา ได้แบบพลิกนรกเช่นกัน
    หลังเกมมิดฟิลด์ทีมชาติฮอลแลนด์ เผยถึงความรู้สึกว่า “มันเหลือเชื่อสุดๆ หลังจากนัดแรกที่สเปน พวกเรามั่นใจว่าจะต้องยิงคืนได้ 4 ลูก และชนะ 4-0 คนอื่นอาจจะไม่เชื่อในตัวพวกเรา และคิดว่าเราคงทำไม่ได้หรอก แต่แล้วนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เราโชว์ให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ในโลกของฟุตบอล”
     จากผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่ 3 ของศึกยูโรเปี้ยน คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ หลังรอบรองชนะเลิศ นัดแรก ตามหลังคู่แข่งมาก่อนด้วยสกอร์ 3-0 โดยก่อนหน้านี้มีเพียง พานาธิไนกอส (ฤดูกาล 1970-71) และบาร์เซโลนา (ฤดูกาล 1985-86) ที่ทำได้ รวมถึงยังเป็นการผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศของศึกยูซีแอลเป็นครั้งที่ 9 และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันอีกด้วย
     นอกจากนั้นยังมีแฟนบอลหลายคนเชื่อมโยงเกมนี้ไปถึงแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล เคยสร้างประวัติศาสตร์เช่นนี้มาแล้วในเกมนัดชิงชนะเลิศที่ อิสตันบูล เมื่อปี 2005 โดยเกมนั้น “หงส์แดง” ตามหลัง เอซี มิลาน ไปก่อนในช่วงครึ่งแรก 3-0 ทว่าพวกเขากลับมาตีเสมอได้ในช่วงครึ่งหลัง และดวลจุดโทษเอาชนะ “ปีศาจแดงดำ” ด้วยสกอร์รวม 6-5 ซิวแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 มาครอง

“บาร์ซา”กับปัญหาที่แก้ไม่ตก
    “เรายังต้องไปเยือน แอนฟิลด์ ซึ่งเป็นสังเวียนที่ยากมากๆ และเป็นบ้านของยอดทีมอย่าง ลิเวอร์พูล โดยพวกเขาจะกดดันเราอย่างหนัก” นี่คือคำพูดของ ลีโอเนล เมสซี สตาร์ชื่อก้องของ บาร์เซโลนา หลังทำ 2 ประตูใส่ ลิเวอร์พูล ในเกมเลกแรก ซึ่งทำให้เชื่อมั่นว่า บาร์ซา ไม่ประมาท “หงส์แดง” แต่อย่างใดแม้จะตุนสกอร์ถึง 3-0
   เอร์เนสโต บัลเบร์เด ผู้จัดการทีม ตัดสินใจดร็อปผู้เล่นตัวจริง 11 คนในเกมลาลีกา กับ เซลตา บีโก เมื่อสุดสัปดาห์ เพื่อรักษาสภาพความฟิตของผู้เล่นในเกมบุกเยือน แอนฟิลด์ โดยเฉพาะ และต่อยอดเส้นทางการลุ้นทริปเปิลแชมป์ในซีซั่นนี้
    แน่นอนว่าตัวผู้เล่นของ “อาซูลกรานา” ได้เปรียบ ลิเวอร์พูล ทั้งเรื่องชื่อชั้น รวมถึงสภาพความฟิต อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งที่เคยทำได้ในเกมนัดแรกออกมาได้เลย เริ่มจาก กองหลังที่ดูสับสน, กองกลางเก็บบอลไม่ได้ รวมไปถึงแนวรุกที่โดนประกบติด และบีบพื้นที่จนไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน 
    นอกจากนั้นด้วยความกดดันของบรรยากาศใน แอนฟิลด์ กับการเสีย 3 ประตูแบบต่อเนื่อง ทำให้ บาร์เซโลนา ช็อตไปดื้อๆ ก่อนมาโดนประตูที่ 4 แบบง่ายดายเกินไป จนส่งผลให้ทีมตกรอบในที่สุด


    เรื่องดังกล่าวต้องมองย้อนมาที่แท็คติกของ บาร์ซา ในยุคของ บัลเบร์เด ที่มักจะเน้นการครองบอล และความแน่นอนเวลาเล่นเกมเยือน ซึ่งดูขัดกับสไตล์ดั้งเดิมของทีมที่เน้นเกมรุกแบบเต็มสูบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขโดยด่วนหากพวกเขาอยากประสบความสำเร็จในเวทียุโรปอีกครั้ง
    การตกรอบถือเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ถึงกระนั้นการตกรอบหลังจากเลกแรกขึ้นนำคู่แข่งไปก่อนถึง 3-0 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ปกติ หลังปีที่แล้วในศึกยูซีแอล รอบ 8 ทีมสุดท้าย พวกเขาเปิดบ้านเอาชนะ อาแอส โรมา ไปได้ก่อน 4-1 ทว่ากลับบุกไปโดน “หมาป่ากรุงโรม” ถล่ม 3-0 กระเด็นตกรอบด้วยสกอร์รวม 4-4 แต่เสียเปรียบด้วยกฎประตูทีมเยือน


    หลังเกมเทรนเนอร์วัย 55 ปี เปิดใจว่า “พวกเขาแข็งแกร่งมาก พวกเขาเล่นได้ดีจริง ๆ ทำให้เรากระเด็นไปกระเด็นมา มันเป็นผลการแข่งขันที่เลวร้ายสำหรับแฟน ๆ ของเรา และตัวเราเอง แต่ต้องยกเครดิตให้กับ ลิเวอร์พูล มันเจ็บปวด ไม่ว่าใครก็ต้องเจ็บปวด เราไม่คาดคิดว่าจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้”

     และนี่คือประเด็นน่าสนใจทั้งหมดในเกมแห่งความทรงจำระหว่าง ลิเวอร์พูล และบาร์เซโลนา ในรอบตัดเชือกของฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยต้องมาติดตามว่าสุดท้ายแล้ว “หงส์แดง” จะคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 มาครองได้หรือไม่ ส่วน “เจ้าบุญทุ่ม” ก็ต้องรีบลืมความเจ็บปวดในครั้งนี้ และกลับมาฮึดสู้ใหม่ในปี

Shares :
เปิดอ่าน 3,559 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ