รู้เขารู้เรา รบ 100 ครั้ง ขอชนะ "บาห์เรน" ครั้งเดียว

กีฬา > บทความ  :  10 ม.ค. 2562

ฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019 กลุ่ม เอ ทีมชาติไทย จะลงสนามพบ บาห์เรน โดยก่อนเกมจะเริ่มเวลา 18.00 น. ขอพาไปรู้จักคู่แข่งรายนี้ให้ดีกันอีกสักครั้ง

แรงกิงฟีฟ่า บาห์เรน เหนือกว่าเรา 5 อันดับ ตัวแทนจากชาติตะวันออกกลางรั้งอันดับที่ 113 ส่วน ไทย  118 โดยผลงานดีที่สุดของพวกเขาคือการคว้าอันดับ 4 รายการนี้เมื่อปี 2004 ที่จีน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

20/11/18 แพ้ โอมาน 1-2 (อุ่นเครื่อง)

20/12/18 ชนะ ทาจิกิสถาน 5-0 (อุ่นเครื่อง)

28/12/18 ชนะ เลบานอน 1-0 (อุ่นเครื่อง)

30/12/18 ชนะ เกาหลีเหนือ 4-0 (อุ่นเครื่อง)

05/01/19 เสมอ ยูเออี 1-1 (เอเชียน คัพ)

 

ผลงานดีที่สุดในเอเชียน คัพ : อันดับ 4 เอเชียน คัพ 2004

ผลงานครั้งล่าสุด เอเชียน คัพ 2015 : อันดับ 3 รอบแบ่งกลุ่ม สาย ซี (ชนะ 1 แพ้ 2)

รู้เขารู้เรา รบ 100 ครั้ง ขอชนะ "บาห์เรน" ครั้งเดียว

กุนซือ : มิโรสลาฟ ซูคูป

สัญชาติ เช็ก

เฮดโค้ช วัย 53 ปี สร้างชื่อขึ้นมาจากการปลุกปั้นทีมชาติเช็กชุดเยาวชนซึ่งเขาผ่านการคุมทีมไล่มาตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 18 - 21 ปี โดยผลานที่โดดเด่นที่สุดคือการพาเช็กชุด ยู-20 คว้ารองแชมป์เยาวชนโลกเมื่อปี 2007 ซึ่งลูกศิษย์ชุดนั้นที่คุ้นหูได้แก่ โทมัส เพคฮาร์ต, มาร์ติน เฟนิน และ แยน ซิมูเนค ก่อนเสียท่าให้ อาร์เจนตินาที่มี เซร์คิโอ อเกวโร กับ อังเคล ดิ มาเรีย เป็นตัวชูโรง

แม้จะทำทีมชุดเล็กได้ดีแต่ ซูคูป ก็ไม่เคยสมพงษ์กับทีมชาติชุดใหญ่ของบ้านเกิด ส่วนผลงานในระดับสโมสรก็มีเพียง เอฟซี สโลวัคโก ทีมเดียวที่โค้ชรายนี้ได้รับงานกับทีมระดับลีกสูงสุด ก่อนจะมารับงานกับ เยเมน เมื่อปี 2014 ซึ่งได้คุมทีมเป็นเวลา 2 ปี กระทั่งมารับไม้ต่อจาก เซร์คิโอ บับติสตา เมื่อปี 2016 ในฐานะนายใหญ่ทีมชาติบาห์เรน

กับพลพรรค“เดอะ เรด” ซูคูป ถือว่าทำงานได้เกินความคาดหมายอย่างมาก โดยเฉพาะศึกกัลฟ์ คัพ 2017 เที่ยวล่าสุดสามารถพา บาห์เรน หักปากกาเซียน เสมออิรัก 1-1 ชนะเยเมน 1-0 เเละเสมอกาตาร์ 1-1 จนทะลุถึงรอบรองชนะเลิศเป็นครั้้งแรกในรอบ 10 ปี ก่อนเสียท่า โอมาน ทีมแชมป์ในปีนั้นหวุดหวิด 0-1

เบ็ดเสร็จสถิติการคุมทีมที่ผ่านมาทั้งหมดของ ซูคูป 128 เกม ชนะ 41นัด (32%) เสมอ 29 นัด (23%) และแพ้ 58 นัด (45%)

 

รู้เขารู้เรา รบ 100 ครั้ง ขอชนะ "บาห์เรน" ครั้งเดียวกัปตันทีม : อับดุลวาฮับ อาลี อัล-ซาฟี (สโมสรอัล มูฮารัค)

กองกลางกัปตันทีม วัย 34 ปี ติดทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2011 ผ่านประสบกรณ์เอเชีนคัพมาแล้ว 1 สมัย เมื่อปี 2015 ที่ออสเตรเลีย โดยได้ลงเล่นครบทั้ง 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่มและไม่ถูกเปลี่ยนตัวออกแม้แต่นัดเดียวแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้

ขณะที่ในเอเชียน คัพ หนนี้ที่ยูเออี ประสบการณ์ของดาวเตะซึ่งรับใช้ชาติมาแล้ว 82 นัด ยิงได้ 1 ประตู น่าจะมีประโยชน์อย่างมากกับบาห์เรนชุดนี้ที่เต้มไปด้วยดาวรุ่งอย่างไม่ต้องสงสัย และแน่นอนในฐานะที่เป็นกองกลางตัวตัดเกมนี่จึงเป็นคู่แข่งที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ตัวปั้นเกมของทัพช้างศึก จะได้เผชิญหน้าตลอดทั้งเกมอย่างเลี่ยงไม่ได้

รู้เขารู้เรา รบ 100 ครั้ง ขอชนะ "บาห์เรน" ครั้งเดียวสตาร์เด่น : อับดุลลา ยูซูฟ ฮีลาล (โบฮีเมียนส์ 1905)

ดาวเตะบาห์เรนคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังของประเทศนี้ที่ได้โอกาสไปค้าแข้งในยุโรป

ศูนย์หน้า วัย 25 ปี ปัจจุบันค้าแข้งกับ “โบฮีเมียนส์ 1905” ในลีกสูงสุดของเช็ก โดยนักเตะสร้างผลงานได้ไม่เลวทีเดียวจากการนำเป็นดาวซัลโวของทีม ด้วยการสังหารไป 5 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จาก 15 เกม และจากจากจำนวนทั้งหมดหัวหอกจากตะวันออกกลางพลาดลงช่วยทีมในลีกฤดูกาลนี้ไปแค่ 4 นัดเท่านั้น แถมยังได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงถึง 10 เกม ซึ่งตัวเลขนี้น่าจะบ่งบอกถึงความสำคัญและพิษสงของดาวเตะรายนี้ได้เป็นอย่างดี

สไตล์ของ ยูซูฟ มีการเล่นตามแบบฉบับเพชฌฆาตเบอร์ 9 (แต่ในทีมชาติสวมเบอร์ 10) เคยผ่านประสบการณ์เอเชียน คัพ มาแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน ที่ออสเตรเลีย และถึงจะได้สัมผัสเกมไปแค่ 5 นาที แต่จากนั้นดาวยิงเจ้าของส่วนสูง 195 ซม. ค่อยๆสั่งสมประสบการณ์จนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ในที่สุด โดยในเอเชียน คัพ 2019 รอบคัดเลือกมีเพียง เมดีห์ อัลดุลจับบา เจ้าของผลงาน 4 ประตู คนเดียวเท่านั้นที่ทำประตูได้มากกว่าเขาที่กดไป 3 ลูกด้วยกัน

จุดแข็งของคีย์แมนรายนี้ที่แนวรับทีมชาติไทยต้องระวังให้ดีคือ การเคลื่อนที่และหาโอกาสยิงที่ดีเอามากๆ และด้วยรูปร่างทีสูงใหญ่การเล่นลูกกลางอากาศจึงเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญของดาวยิงรายนี้ และถึงแม้เกมแรกในเอเชียน คัพ เที่ยวนี้จะได้โอกาสลงสนามแค่ 10 นาที นัดที่บาห์เรนสร้างเซอร์ไพรส์แบ่งแต้มสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ 1-1 แต่กับเกมที่สองที่มีคิวดวลทัพช้างศึกเชื่อว่าดาวยิงดีกรีสูงจะได้โอกาสมากกว่าเดิมแน่นอน

 

ขุมกำลังอื่นๆ

บาห์เรนชุดนี้ยึดแกนหลักด้วยผู้เล่นดาวรุ่งเป็นส่วนมาก โดยค่าเฉลี่ยของทีมชุดนี้อยู่ที่ 24 ปีเท่านั้น ซึ่งแกนหลักส่วนใหญ่ก็มาจากชุด“กัลฟ์ คัพ” ถึง 15 ราย และมีแข้งโอลิมปิกอีก 3 คนรู้เขารู้เรา รบ 100 ครั้ง ขอชนะ "บาห์เรน" ครั้งเดียวมาดัน (ซ้าย)

โดยหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ อาลี มาดัน ปีกขวาวัย 23 ปี ซึ่งแม้จะอายุอานามไม่มากแต่ปีกร่างเล็กได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นทุกนัดในศึกกัลฟ์ คัพที่ผ่านมา พร้อมกับฝากผลงานทำไป 1 ประตูในเกมที่ทีมเสมอกาตาร์ 1-1 เบ็ดเสร็จติดธงไปแล้ว 17 นัด ยิงไป 3 ประตู

ขุมกำลังที่เหลือแดนกลาง จามาล ราชิด มิดฟิลด์ วัย 30 ปี เจ้าของสถิติติดธง 30 นัด ยิงไป 4 ประตู คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในแดนกลางชุดนี้ โดยประสบการณ์และการที่เจ้าตัวผนึกกำลังกับ 

อัล-ซาฟี กัปตันทีมทั้งในสโมสรอัล มูฮารัค และทีมชาติ น่าจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้แดนกลางของไทยต้องเจอกับที่ไม่ง่ายแน่นอน

 

โปรแกรมแข่งขัน

10 ม.ค. พบ ไทย สนามอัล มัคตุม เมืองดูไบ เวลา 18.00 น.

14 ม.ค. พบ อินเดีย สนามชาร์จาห์ เมืองชาร์จาห์ เวลา 23.00 น.

 

2 นัดที่เหลือหลายคนมองว่าเป็นงานที่ยากสำหรับทีมชาติไทยแต่เมื่อยังอยู่บนเส้นทางก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าโอกาสก็ยังมีอยู่และจากโปรแกรมที่เหลือกับ บาห์เรน และ ยูเออี เจ้าภาพ เวลานี้หากจะสะกดคำว่าชนะดูแล้วเกมกับ บาห์เรน น่าจะใกล้เคียงที่สุดแม้มันจะดูเป็นงานที่หนักเอาการก็ตาม