4บิ๊กดีลตัดหน้าสะท้านโลกลูกหนัง

กีฬา > บทความ  :  27 ก.ค. 2561

ในขณะนี้ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลกวงการซื้อ-ขายของโลกลูกหนัง คือการย้ายที่ บาร์เซโลนา เซ็นสัญญากับ มัลคอม ปีกดาวโรจน์ชาวบราซิลเลียนของ บอร์กโดซ์

       โดยการซื้อ-ขายดังกล่าวจะไม่มีประเด็นใดเลยหากถ้าไม่ใช่การที่ “เจ้าบุญทุ่ม” ไปปาดหน้าคว้าตัวแข้งวัย 21 ปีรายนี้มาจาก อาแอส โรมา ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช เซเรีย อา ที่ได้ยื่นข้อเสนอเข้าไปหา บอร์กโดซ์ ก่อน และทั้ง 2 สโมสรสามารถตกลงค่าตัวกันได้แล้ว เหลือเพียงการตรวจร่างกายของนักเตะ

       ถึงกระนั้น บาร์ซา ได้ยื่นข้อเสนอเกทับเป็นจำนวน 41 ล้านยูโร (ราว 1.57 พันล้านบาท) เพื่อหวังปิดดีลกับปีกรายนี้ตัดหน้า ซึ่งตัวนักเตะเองก็อยากจะไปอยู่ในถิ่นคัมป์ นู มากกว่า จนสุดท้ายเปลี่ยนใจเซ็นสัญญาไปร่วมทัพ “อาซูลกรานา” ในเวลาเพียง 11 ชั่วโมง นับตั้งแต่ยื่นข้อเสนอ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทีม “หมาป่ากรุงโรม” เป็นอย่างมาก จน มอนชี ผู้อำนวยการของ โรมา เตรียมยื่นเรื่องฟ้องร้อง สเตฟอง มาร์แตง ประธาน บอร์กโดซ์ ในกรณีดังกล่าว

      อย่างไรก็ตามการปาดหน้าเซ็นสัญญาในนาทีสุดท้ายดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งแรกในวงการลูกหนัง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีดีลลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ซึ่งล่าสุด “สปอร์ตคีดา” สื่อกีฬาชื่อดังของอินเดีย ได้คัด 4 การเซ็นสัญญาปาดหน้าจนเป็นที่จดจำไปทั่วโลกมาแล้ว

จอห์น โอบิ มิเกล ไป เชลซี (ตัดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

      ในช่วงปี 2005 ดีลดังกล่าวถือเป็นเรื่องอื้อฉาวอย่างมากในวงการฟุตบอลลีกอังกฤษ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่ากองกลางทีมชาติไนจีเรียผู้นี้ ได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาอย่างยาวนาน หลังโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับทีม ลินน์ ออสโล ในลีกนอร์เวย์
     โดยการเซ็นสัญญาดังกล่าวของ มิเกล ที่ขณะนั้นมีอายุ 18 ปี กับ “ปีศาจแดง” ดูเหมือนจะราบรื่นไปได้ด้วยดี เพราะทั้ง 2 สโมสรสามารถตกลงเรื่องค่าตัว รวมถึงบรรลุสัญญาส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อย เหลือเพียงการจรดปากกาอย่างเป็นทางการ ซึ่ง จิม ไรอัน ตัวแทนของ “เร้ด เดวิลส์” ถึงขั้นออกมาแถลงว่าแข้งรายนี้จะสวมเบอร์ 21 ให้กับต้นสังกัดใหม่
     อย่างไรก็ตามเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค.ของปีนั้น “สกาย สปอร์ต” สื่อดังของแดนผู้ดี รายงานว่า มิเกล ไม่ต้องการเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกต่อไป เหตุเจ้าตัวได้พูดคุยกับ เชลซี จนสุดท้ายแล้วอดีตวันเดอร์คิดรายนี้ ก็ย้ายไปอยู่กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” แทน พร้อมยอมจ่ายค่าผิดสัญญาที่จะย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นจำนวนเงินถึง 21 ล้านปอนด์ (ราว 900 ล้านบาท)
     ทั้งนี้ มิเกล ที่ปัจจุบันค้าแข้งในไชนีส ซูเปอร์ ลีก กับ เทียนจิน เทดา อยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดต์ ถึง 11 ปี พร้อมพาทีมคว้าแชมป์มากมาย ทั้ง พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 1 สมัย และยูโรปา ลีก 1 สมัย

โรบินโญ ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี (ตัดหน้า เชลซี)

     ในช่วง 10 ปีที่แล้วหากจะพูดถึงหนึ่งในแข้งดาวรุ่งที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับเรื่องฝีเท้ามากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น โรบินโญ กองหน้าเชื้อสายแซมบา ที่ค้าแข้งอยู่กับ เรอัล มาดริด ในขณะนั้น
     โดย โรมัน อับราโมวิช ประธานสโมสร เชลซี ชื่นชอบในสไตล์การเล่นของ โรบินโญ เป็นอย่างมาก และหวังจะคว้าตัวมาร่วมทีมเพื่อเป็นกำลังหลักในการลุยศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2008 ซึ่งทาง “ราชันชุดขาว” ก็ยินดีจะปล่อยตัวแนวรุกทีมชาติบราซิลให้กับ “สิงห์บลูส์” ขณะที่ตัวนักเตะเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อยากอยู่ในกรุงลอนดอน หากได้ย้ายมาค้าแข้งในอังกฤษ
     ถึงกระนั้นทีมเศรษฐีหน้าใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี กลายเป็นอีก 1 ทีมที่ออกมาประกาศตัวว่าต้องการลายเซ็นของแข้งรายนี้เช่นกัน และยื่นข้อเสนอถึง 32.5 ล้านปอนด์ (ราว 1.39 พันล้านบาท) ให้ทีมดังจากสเปนเพื่อเกทับ เชลซี และให้ค่าเหนื่อยจำนวนมหาศาลกับ โรบินโญ
     ด้วยอำนาจเงินทำให้ในที่สุดอดีตแข้งซานโตส ก็ย้ายมาอยู่ในถิ่น เอติฮัด สเตเดียม แทนแบบช็อคแฟนบอลของทีม “สิงห์บลูส์” ทว่าเจ้าตัวกลับไม่สามารถโชว์ฟอร์เก่งได้เท่าที่ควร เหตุมีปัญหาเรื่องการปรับตัว หลังทำไป 14 ประตูจาก 14 นัด และถูกปล่อยตัวออกจากทีมในปี 2010 ให้กับ เอซี มิลาน
 

เดวิด เบ็คแฮม ไปเรอัล มาดริด (ตัดหน้า บาร์เซโลนา)

     เชื่อว่าการย้ายออกจากถิ่น โอล์ด แทร็ฟฟอร์ด ของ เดวิด เบ็คแฮม ปีกขวาซูเปอร์สตาร์เมื่อปี 2003 ถือเป็นอีก 1 โมเมนต์ที่เจ็บปวดของทีม “ปีศาจแดง” เนื่องจากเจ้าตัวเก็บกระเป๋าออกจากทีมที่ค้าแข้งมาตั้งแต่ระดับเยาวชนแบบไม่ดีนัก หลังมีปัญหากับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือผู้ปลุกปั้นเขาขึ้นมา
     โดยหลังจากที่สื่อตีข่าวเรื่องการมีปัญหาของ เบ็คแฮม กับ “เซอร์เฟอร์กี” ซึ่งเรียกว่าเป็นจุดแตกหักของทั้ง 2 คน หลายทีมดังของยุโรปก็ให้ความสนใจในตัวกองกลางทีมชาติอังกฤษรายนี้กันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามทีมที่เป็นตัวเต็งซึ่งจะได้ลายเซ็นของแข้งขวาสั่งได้รายนี้ไปครองคือ 2 ทีมยักษ์ใหญ่ของ สเปน อย่าง บาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด ทว่าเป็น “เจ้าบุญทุ่ม” ที่ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พิจารณาก่อน
     ถึงกระนั้นกลับเป็นตัวของ เบ็คแฮม เองที่อยากย้ายไปอยู่กับ “ราชันชุดขาว” มากกว่า และตอบรับข้อเสนอของทีม “โลส บลังโกส” ที่ยื่นเข้ามาทีหลังแทนด้วยค่าตัว 31.7 ล้านปอนด์ (ราว 1.36 พันล้านบาท) พร้อมเปลี่ยนไปใส่เบอร์ 23 จากเบอร์ 7 จนกลายเป็นเบอร์ซิกเนเจอร์ของเจ้าตัวไปกระทั่งแขวนสตั๊ด
      ขณะที่ทาง บาร์ซา ได้แสดงความไม่พอใจต่อ “เร้ด เดวิลส์” หลังพลาดคว้าตัวนักเตะชื่อก้องแห่งยุครายดังกล่าว ทั้งๆที่เป็นฝ่ายเปิดฉากเจรจาเป็นทีมแรก

โรนัลดินโญ ไปบาร์เซโลนา (ตัดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

     หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเสีย เดวิด เบ็คแฮม ไปให้กับ เรอัล มาดริด ทำให้พวกเขาต้องหาตัวแทนในเกมรุกมาเสริมทัพซึ่ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เล็งเป้าไปที่ โรนัลดินโญ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติบราซิลของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่สร้างชื่อมาจากฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี และสื่อเกือบทุกสำนักก็คาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะลงเอยกันอย่างแน่นอน
     ทว่าไม่รู้จากเหตุผลเรื่องการพลาดเซ็นสัญญากับ เบ็คแฮม หรืออย่างไร ทำให้ ซานโดร โรเซลล์ ประธาน บาร์ซา ในเวลานั้น เบนเข็มมาหา โรนัลดินโญ เช่นเดียวกัน ทั้งๆที่ “เหยินน้อย” เจรจากับ “ปีศาจแดง” ไปแล้ว
     จนกระทั่งสุดท้ายทีมที่ได้ลายเซ็นของแนวรุกชาวแซมบาไปก็คือ “เจ้าบุญทุ่ม” ในนาทีสุดท้าย ซึ่งถือเป็นการฉีกหน้า แมนฯยูไนเต็ด คืน และมำให้เจ้าตัวกลายเป็นตำนานเบอร์ 10 กับทีมที่อยู่ในใจของแฟน “อาซูลกรานา” ตราบจนทุกวันนี้
     โดยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โรนัลดินโญ ออกมาเปิดใจถึงการย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลนา ในวินาทีสุดท้ายว่า “ผมเกือบจะย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้ว ซึ่งเหลือเวลาอีก 48 ชั่วโมงก่อนตลาดนักเตะปิด แต่ ซานโดร โรเซลล์ คุยกับผมก่อนที่ผมจะรับข้อเสนอ ซึ่งมันเหลือแค่รายละเอียดเท่านั้นแล้วกับ ยูไนเต็ด”
     ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้จะพลาดตัว โรนัลดินโญ ไป แต่พวกเขาก็ได้ตัวปีกดาวรุ่งจากสโมสร สปอร์ติง ลิสบอน เข้ามาเสริมทัพแทน ซึ่งดาวเตะผู้นั้นก็คือ คริสเตียโน โรนัลโด ที่พาทีมประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างมากมาย และพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นสุดยอดแข้งระดับโลกในปัจจุบัน

     ทั้ง 4 ดีลข้างต้นนั้นถือเป็นแค่บางส่วนของการเซ็นสัญญาตัดหน้ากันในวงการฟุตบอล ซึ่งทีมที่ได้ประโยชน์ก็จะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทีมที่เสียประโยชน์คงมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม