"ราฟาแอล วาราน"ภูผาน้ำแข็งแห่งทัพตราไก่

กีฬา > บทความ  :  19 ก.ค. 2561

แม้จะผ่านไปแล้ว 4 วัน แต่กลิ่นไอแห่งการเฉลิมฉลองแชมป์โลกสมัยที่ 2 ของทีมชาติฝรั่งเศส ยังคงไม่จางหาย และยังได้รับการพูดถึงการสื่อทั่วโลกอยู่อย่างต่อเนื่อง

     สำหรับการคว้าแชมป์โลกดังกล่าวคงต้องยกเครดิตให้กับ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ผู้จัดการทีมที่วางแท็คติกได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งเกมรับ และเกมรุก พร้อมเป็นการแก้ตัวได้สำเร็จหลังเคยพาทีม “ตราไก่” ชวดคว้าแชมป์ยูโร 2016 ด้วยการพ่ายต่อ โปรตุเกส ในรอบชิงชนะเลิศ

     ขณะที่อีกส่วนสำคัญที่ส่งผลให้ฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกคือทัพนักเตะยุคทอง ที่บ่มประสบการณ์มาจากศึกยูโร 2016 และนำมาพัฒนาตนเองจนสามารถซิวแชมป์เวิลด์ คัพ มาครองได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998

      โดยหลายคนยกเครดิตในการคว้าแชมป์ครั้งนี้ให้กับ อองตวน กรีซมันน์ และคิเลียน เอ็มบัปเป 2 แนวรุกตัวหลักที่ทำไปคนละ 4 ประตูในทัวร์นาเมนต์ รวมไปถึง ปอล ป็อกบา กับเอ็นโกโล ก็องเต คู่กองกลางตัวรับซึ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น
อย่างไรก็ตามแท้จริงแล้วกลุ่มนักเตะที่ควรได้รับเครดิตไม่ต่างกับแข้งชื่อก้องข้างต้น นั่นก็คือ กองหลัง ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนของ เดส์ชองส์ ซึ่งนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสม่ำเสมอมากที่สุดในเกมรับของ ฝรั่งเศส คือ ราฟาแอล วาราน เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจาก เรอัล มาดริด ที่คว้าแชมป์ไปแล้วถึง 16 รายการทั้งๆที่มีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น

      ทำให้ไม่น่าแปลกใจหากดาวเตะรายนี้ จะกลายเป็นนักเตะในตำแหน่งปราการหลังคนแรกที่ได้รับการคาดหมายว่าจะมีสิทธิ์คว้ารางวัลบัลลงดอร์ต่อจาก ฟาบิโอ คันนาวาโร อดีตเซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติอิตาลี

กองหลังเชื้อสายมาร์ตินีก
     สำหรับ วาราน แท้จริงแล้วเจ้าตัวไม่ได้มีเชื้อสายฝรั่งเศส 100 เปอร์เซนต์ เนื่องจากแกสตัน คุณพ่อของเขามาจากเกาะมาร์ตินีก ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 70
     โดยเซ็นเตอร์แบ็กผู้นี้เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักเตะอาชีพตั้งแต่ช่วงอายุ 9 ขวบกับทีม ล็องส์ ที่ปัจจุบันอยู่ในลีก 2 ของฝรั่งเศส ก่อนขัดเกลาฝีเท้าในทีมเยาวชนร่วมกับ 2 เพื่อนร่วมทีมที่ปัจจุบันคือนักเตะชื่อดังอย่าง ธอร์แกน อาซาร์ และเจฟฟรีย์ กองดอกเบีย
     จนกระทั่งในปี 2010 หลังจากที่เขาโชว์ฟอร์มได้ดีกับทีมเยาวชน วาราน ก็ได้ถูกดันขึ้นชุดใหญ่ พร้อมเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพเป็นเวลา 1 ปี และเขาก็ได้รับโอกาสให้ลงสนามทันทีจาก ลาซโร โบโลนี เทรนเนอร์ในขณะนั้นทั้งในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง รวมไปถึงมิดฟิลด์ตัวรับในบางเกม
     ด้วยผลงานอันโดดเด่นทั้งในเกมรับ และจังหวะเติมเกมรุกที่เจ้าตัวมีจุดแข็งอยู่ตรงลูกกลางอากาศจากส่วนสูง 191 เซ็นติเมตร ส่งผลให้มีหลายทีมดังจากยุโรปต้องการดึงตัวไปร่วมทัพ ทั้งๆที่ลงสนามให้ ล็องส์ ไปเพียง 23 เกม ซึ่งสุดท้ายเป็น เรอัล มาดริด ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ มูรินโญ ที่ได้ตัว วาราน ไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโร (ราว)
     โบโลนี กล่าวถึงแข้งรายนี้ว่า “เขาคือเพชรเม็ดงามแห่งวงการลูกหนัง เขาเรียนรู้เร็ว เพราะเขารู้จักที่จะฟัง ซึ่งเขาเป็นกองหลังที่มีทั้งความเร็ว และความฉลาด เทียบได้กับ คริสเตียโน โรนัลโด สมัยที่เขาค้าแข้งอยู่กับสปอร์ติง ลิสบอน”

ความท้าทายที่ “เรอัล มาดริด”
     เป็นที่ทราบกันดีว่า “ราชันชุดขาว” ถือเป็นยอดทีมของยุโรป ที่มักจะซื้อดาวรุ่งมาปลุกปั้น ซึ่งบางคนก็ประสบความสำเร็จ และได้อยู่เป็นจำนานกับทีม แต่ส่วนมากก็ไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้จนต้องเก็บกระเป๋าออกจากถิ่นซาติอาร์โก เบร์นาเบว
     เช่นเดียวกับ วาราน ในวัยเพียง 18 ปี ที่ต้องจากบ้านเกิดมาค้าแข้งในสเปน ทำให้เขาต้องทำงานหนักเป็นอย่างมากหากหวังจะได้อยู่กับทีม “โลส บลังโกส” ต่อไป ซึ่งในซีซั่นแรกเขาก็สร้างสถิติใหม่ของสโมสรทันที ด้วยการเป็นนักเตะต่างชาติอายุน้อยสุดที่สามารถทำประตูให้ทีมได้ในทุกรายกการด้วยอายุ 18 ปี กับ 152 วัน
     ด้วยความมุ่งมั่น และได้รับการขัดเกลาจากกองหลังรุ่นพี่ทั้ง ริคาร์โด คาร์วัลโญ, เปเป และเซร์คิโอ รามอส ทำให้ วาราน มีพัฒนาแบบก้าวกระโดด จนขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้ตั้งแต่ปี 2012–13 เรื่อยมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ง่ายสำหรับทีมระดับโลกอย่าง “ราชันชุดขาว” ที่จะยอมใช้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟดาวรุ่ง แทนปราการหลังระดับโลก หากเจ้าตัวไม่ได้มีฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
      จนมาถึงปัจจุบันดาวเตะวัย 25 ปี คือกำลังสำคัญในแนวรับของ เรอัล มาดริด ไม่ต่างกับ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีม พร้อมช่วยพาทีมกวาดแชมป์มาแล้วถึง 15 รายการ ประกอบด้วย ลาลีกา สเปน 2 สมัย (2011-2012, 2016-2017), โกปา เดล เรย์ 1 สมัย (2013-2014), ซูเปอร์โกปา 2 สมัย (2012, 2017), ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 4 สมัย (2013–14, 2015–16, 2016–17, 2017–18), ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 3 สมัย ( 2014, 2016, 2017) และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 3 สมัย (2014, 2016, 2017)

ในนามทีมชาติ
     วาราน ติดทีมชาติฝรั่งเศส ตั้งแต่ชุดยู-18 ไล่มาถึงชุดยู-20, ยู-21 และทีมชาติชุดใหญ่เมื่อปี 2013 ตามลำดับ โดยเจ้าตัวเคยทำสถิติเป็นกัปตันทีมให้กับทัพ “ตราไก่” ด้วยอายุน้อยที่สุดในแมตช์ที่ “เลอ เบลอส์” พบกับ ทีมชาติอาร์เมเนีย เมื่อ ปี 2014
     โดยแข้งวัย 25 ปีเคยลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่กับทีมชาติฝรั่งเศสมาแล้ว 2 ครั้งคือในศึกยูโร 2016 ที่พวกเขาได้ตำแหน่งรองแชมป์ และในฟุตบอลโลก 2018 ที่เขาจับคู่กับ ซามูเอล อุมติตี ช่วยให้ทีมเสียเพียง 6 ประตู และคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ จนทำให้สื่อคาดการณ์ว่าเขาจะมีลุ้นในการชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป (บัลลงดอร์) กับ คริสเตียโน โรนัลโด, ลิโอเนล เมสซี และลูกา โมดริช เลยทีเดียว
ปัจจุบัน วาราน ติดทีมชาติฝรั่งเศสไปทั้งหมด 43 นัด พร้อมซัดไป 3 ประตู

     และทั้งหมดนี้คือเส้นทางลูกหนังคร่าวๆของปราการหลังดาวโรจน์ ที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าคือหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลกจากฝีเท้า รวมถึเกียรติยศต่างๆที่ได้รับ ซึ่งในอนาคตต้องมาดูว่าเขาจะสามารถพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตำนานเซ็นเตอร์ฮาล์ฟเหมือนกับรุ่นพี่ทีมชาติอย่าง ลิลิยง ตูราม หรือโลร็องต์ บลองก์ ได้หรือไม่