บทสรุป"ศึกพรีเมียร์ลีก"ฤดูกาล2017-2018

กีฬา > บทความ  :  15 พ.ค. 2561

จบฤดูกาลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับฟุตบอลลีกอาชีพที่ทีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกอย่าง "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ"

     ที่ในซีซั่นนี้ก็มีความตื้นเต้นเร้าใจทั้งเรื่องในสนาม รวมถึงเรื่องนอกสนามเช่นเดิมจนแฟนๆลูกหนังแทบจะละสายตาไม่ได้

       หลังจากผ่านช่วง 38 เกมที่ยาวนานในที่สุดลีกฟุตบอลสูงสุดของแดนผู้ดี ก็ได้รูดม่านปิดฉากลงพร้อมกับเสียงเฮสนั่นของนักเตะ และสตาฟฟ์โค้ชของบางทีม รวมถึงเสียงร่ำไห้ และคราบน้ำตาของแฟนบอลบางทีมเช่นกัน

      โดยบทสรุปของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2017-2018 ดังกล่าวจะเป็นเช่นไร ทีมใดคือแชมป์, ทีมใดจะไดควต้าไปเล่นในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก, ทีมที่ต้องกระเด็นตกชั้น รวมถึงทีมที่ได้เลื่อนชั้นมาสู้ศึกในซีซั่นหน้า
 

แชมป์สมัยที่5ของ“แมนฯซิตี”
     ในฤดูกาลนี้ต้องยอมรับว่าท็อป 6 ของพรีเมียร์ลีก ทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซี, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และอาร์เซนอล ต่างทุ่มเทกันอย่างเต็มที่เพื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองให้ได้
     อย่างไรก็ตามทีมที่ทำผลงานได้โดดเด่น และมีมาตรฐานมากที่สุด คือ “เรือใบสีฟ้า” ภายใต้การคุมทีมเป็นซีซั่นที่ 2 ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งหลังจากที่ปีแรกเขาคว้าน้ำเหลวด้วยการไม่สามารถพาทีมหยิบโทรฟีใดๆมาครองได้เลย แต่ในฤดูกาลนี้เทรนเนอร์ชาวสแปนิชเน้นเต็มที่ โดยเฉพาะในลีกที่ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของทีม
     โดยพวกเขาโชว์ฟอร์มสุดยอดทั้งในเกมรุก และรับด้วยการไม่แพ้ใครใน 22 นัดแรก พร้อมเก็บชัยชนะได้ถึง 20 เกม ก่อนมาสะดุดในเกมที่ 23 ด้วยการบุกพ่าย ลิเวอร์พูล 3-4 แต่ก็เพียงพอให้พวกเขานำจ่าฝูงเดี่ยวมาตั้งแต่ต้นซีซั่น และ     หลังจากนั้นพวกเขาเก็บชัยมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในเกมที่ 33 ซึ่งทีมดังแห่งถิ่นเอติฮัด สเตเดียม บุกอัด สเปอร์ส 3-1 ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมรองจ่าฝูงพ่ายค่าถิ่นต่อ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน 0-1 ส่งผลให้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ไปครองทันที พร้อมเป็นแชมป์สมัยที่ 5 ของสโมสรต่อจากฤดูกาล 1936-37, 1967-68, 2011-12 และ2013-14
     นอกจากจะได้แชมป์สมัยที่ 5 แล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี ยังสร้างสถิติใหม่ในลีกมากมาย ทั้งทำแต้มมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยการทำไป 100 คะแนน ทำลายสถิติสูงสุดที่ เชลซี เคยทำไว้ 95 แต้ม ในฤดูกาล 2004-05, ทำประตูมากที่สุดในลีกจากการทำไป 106 ลูก ทำลายสถิติที่ เชลซี เคยทำไว้ 103 ลูกในฤดูกาล 2009-10 เป็นต้น

โควต้าฟุตบอลยูซีแอล
     ตัดภาพมาที่บิ๊กทีมอื่นๆในลีก ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซี, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และอาร์เซนอล ไม่สามารถรักษามาตรฐาน และความสม่ำเสมอของตัวเองได้ ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์หลุดลอยไปตั้งแต่ซีซั่นยังไม่จบ
     ทำให้พวกเขาต้องเบนเป้าหมายมาเป็นการติด 1 ใน 4 ของลีกเพื่อไปเล่นในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในซีซั่นหน้าแทน เนื่องจากนั่นหมายถึงรายได้ที่จะเข้ามาในสโมสรอย่างมหาศาล รวมถึงเป็นใบเบิกทางในการซื้อแข้งซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมต่อไป โดยทีมที่ลอยลำเป็นทีมแรกด้วยการคว้าอันดับ 2 ไปครอง นั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแท้จริงแล้วผลงานของทีม “ปีศาจแดง” ในซีซั่นนี้นั้นค่อนข้างดี เพราะพวกเขาสามารถเอาชนะทีมในกลุ่ม ท็อป 6 ได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี แต่จากการที่พวกเขามักพลาดท่าให้ง่ายๆจนส่งผลให้พวกเขาไล่กวดอริร่วมเมืองไม่ทันในการลุ้นแชมป์ แต่ก็เพียงพอให้เข้าป้ายด้วยตำแหน่งรองจ่าฝูงด้วยการมี 81 คะแนนจาก 38 นัด
     ส่วนอีก 2 โควต้าในการไปเล่นฟุตบอลยูซีแอลนั้นต้องเรียกว่าดุเดือดมาก เพราะแท้จริงแล้ว ลิเวอร์พูล และสเปอร์ส ควรจะเข้าป้ายไปตั้งนานแล้ว แต่ทั้ง 2 ทีมกลับสะดุดมาเรื่อยๆจนส่งผลให้ เชลซี แชมป์เก่า ที่ตอนแรกเหมือนจะหลุดวงโคจรเพราะฟอร์มการเล่นที่ต่ำกว่ามาตรฐานกลับมามีลุ้นในช่วงสุดท้าย
     ถึงกระนั้นสุดท้ายแล้วโควต้าดังกล่าวก็ตกเป็นของ สเปอร์ส ที่คว้าอันดับ 3 ไปด้วยการมี 77 แต้มจาก 38 นัด ตามมาด้วย ลิเวอร์พูล ที่มี 75 คะแนน ส่วน เชลซี แชมป์เก่า ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่อันดับ 5 จากการมี 70 คะแนน ขณะที่ อาร์เซนอล ซึ่งจะมี อาร์แซน เวนเกอร์ คุมทีมเป็นซีซั่นสุดท้ายปิดฤดูกาลด้วยอันดับ 6  

การตกชั้นที่เจ็บปวด
     นอกจากการชิงชัยในพื้นที่ท็อป 4 ที่ดุเดือดแล้วนั้น การลุ้นหนีตกชั้นในฤดูกาลนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นหนังดราม่าน้ำดีเรื่องหนึ่งก็ไม่ปาน เพราะสถานการณ์ของแต่ละทีมที่หล่นมาอยู่ในโซนท้ายตารางต่างพลิกผันจนไปสู่บทสรุปที่น่าเศร้าของ 3 ทีมต่อไปนี้
     เริ่มจาก เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ที่ชนะเพียง 2 นัดจาก 22 เกมแรกจน โทนี่ พูลิส ต้องกระเด็นจากตำแหน่งแล้วนำ อลัน พาร์ดิว มาคุมทีมแทน ถึงกระนั้นทีมก็ยังโชว์ฟอร์สุดบู่ด้วยการชนะเพียงเกมเดียว จาก 18 นัด จนร่วงไปอยู่อันดับสุดท้ายของตารางก่อนโดนเด้งจากตำแหน่งไปอีกราย ทำให้ ดาร์เรน มัวร์ ขึ้นมารักษาการณ์ในตำแหน่งเฮดโค้ชชั่วคราวท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ในการรอดตกชั้น ทว่าผู้จัดการทีมชาวอังกฤษกลับพา “เดอะ แบ็กกีส์” ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมด้วยการไม่แพ้ใครตั้งแต่นัดที่ 33-37 ทั้งๆที่พกวเขาต้องเจอกับบิ๊กทีม อย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และสเปอร์ส แต่สุดท้ายจากการที่พวกเขามีแต้มน้อยเกินไปในตอนแรกก็ส่งผลให้พวกเขาต้องตกชั้นไปแบบโหดร้ายด้วยการมี 31 แต้มจาก 38 นัด
     ขณะที่อีกทีมซึ่งต้องกระเด็นตกชั้นไป คือ  สโต๊ค ซิตี โดยในซีซั่นนี้พวกเขาประสบเรื่องการจบสกอร์ ทั้งๆที่รูปเกมในแต่ละนัดนั้นไม่เป็นรองคู่แข่ง จนกระทั่งในช่วงกลางเดือน ม.ค.พวกเขาตัดสินใจปลด มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือคู่บุญออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้ง พอล แลมเบิร์ต เข้ามาทำหน้าที่แทน แต่หลังจากนั้นผลงานของทีมก็ไม่ดีขึ้นด้วยการชนะเพียง 1 นัดจาก 14 นัด และร่วงตกชั้นไปในเกมที่ 37 หลังพ่ายต่อ คริสตัล พาเลซ คาถิ่น 1-2 
     ส่วนทีมสุดท้ายคือ สวอนซี ซิตี ที่ผลงานย่ำแย่ตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาลจนต้องปลด พอล คลีเมนซ์ ออกจากตำแหน่งรั้งร่วงไปรั้งบ๊วยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะได้ คาร์ลอส คาร์วัลฮาล กุนซือชาวโปรตุเกสเข้ามาคุมทีมแทน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถกู้สถานการณ์ได้ และหลังจากที่พ่ายต่อ สโต๊ค ซิตี ในบ้านเกมสุดท้าย ก็ส่งผลให้พวกเขาต้องร่วงไปเล่นในลีกแชมเปียนส์ชิพ ฤดูกาลหน้า จากการมี 33 แต้มจาก 38 นัด

ทีมน้องใหม่ในฤดูกาลหน้า

     หลังจากที่มีทีมตกชั้นไปเล่นในศึกแชมเปียนส์ชิพ ซีซั่นหน้า 3 ทีม ก็ต้องมี 3 ทีมจากลีกรองของอังกฤษ ที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมา โดยทีมแรกจองตั๋วดังกล่าว นั่นก็คือ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เจ้าของตำแหน่งแชมป์ ซึ่งเป็นทีมน้องใหม่ที่หน้าเก่า หลังวนเวียนขึ้น และลงในลีกสูงสุดแดนผู้ดีมาหลายปี ซึ่งในปีนี้พวกเขาทำผลงานได้เปรี้ยงปร้าง ภายใต้การคุมทัพของ นูโน เอสปิริโต ซานโต จนคว้าแชมป์ไปครองจากการมี 99 แต้ม พร้อมมีสถิติสุดสวยในหลายอย่าง ทั้ง ยิงประตูมากที่สุดในลีก (82 ลูก), ชนะเกมเหย้ามากสุด (14 นัด), ชนะเกมเยือนมากสุด (11 นัด) และคลีนชีตมากสุด (22 ครั้ง) เป็นต้น
     ขณะที่อีกทีมซึ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมา คือ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี ที่ปาดหน้า ฟูแลม ซึ่งบุกไปพ่าย เบอร์มิงแฮม 1-3 ในเกมนัดปิดฤดูกาลมาเป็นรองจ่าฝูงแทน พร้อมเป็นการคัมแบ็กกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งของ คาร์ดิฟฟ์ หลังจากที่พวกเขาตกชั้นจากลีกสูงสุดไปเมื่อฤดูกาล 2013-14
      ส่วนทีมสุดท้ายซึ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาต้องวัดกันระหว่าง 4 ทีม คือ ฟูแล่ม ทีมอันดับ 3 ที่ต้องไปเพลย์ออฟกับ ดาร์บี เคาน์ตี อันดับ 6  ส่วนอีกคู่ แอสตัน วิลล่า ทีมอันดับ 4 จะเล่นกับ มิดเดิลสโบรช์ ทีมอันดับ 5 ก่อนนำผู้ชนะของทั้งสองคู่มาตัดสินหาทีมที่จะได้เลื่อนชั้นต่อไป

ดาวซัลโว 

     ก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ขึ้นเชื่อว่าหลายคนคงจะคาดว่าตำแหน่งดาวซัลโวของลีกคงจะหนีไม่พ้นนักเตะหน้าประจำ อย่าง แฮร์รี่ เคน หัวหอก สเปอร์ส เจ้าของตำแหน่งดังกล่าวเมื่อซีซั่นที่แล้ว หรือจะเป็นเซร์คิโอ อเกวโร ดาวยิงจอมคมจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี
     ถึงกระนั้นนักเตะที่คว้ารางวัลไปครอง คือ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งย้ายกลับมาค้าแข้งในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้งในฤดูกาลนี้ ด้วยการทำไป 32 ประตู จาก 36 นัด
     นอกจากนั้นแล้วจากการทำไปถึง 32 ประตูดังกล่าว ยังส่งผลให้ ซาลาห์ เป็นนักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดใน 1 ฤดูกาลของศึกพรีเมียร์ลีก 38 นัดแซงหน้า  อลัน เชียเรอร์ (1995-96), คริสเตียโน โรนัลโด (2007-08) และ หลุยส์ ซัวเรซ (2013-14) ทำไว้เท่ากันที่ 31 ลูก ส่วนอันดับ 2 คือ แฮร์รี่ เคน ที่ทำได้ 30 ลูก

     ทั้งหมดที่กล่าวมาคือบทสรุปของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-2018 ซึ่งต้องมาดูกันว่าในซีซั่นหน้าจะเกิดอะไรขึ้นในลีกลูกหนังสุงสุดของแดนผู้ดีกันบ้าง