"โม ซาลาห์" กระสุนสังหารแห่งไอยคุปต์

ค่าตัว 34.3 ล้านปอนด์ (ราว 1,500 ล้านบาท) ที่ลิเวอร์พูล จ่ายไปเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาแทบจะดูถูกลงไปในทันที

    หลังจากโมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกชาวอียิปต์กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในชั่วโมงนี้ โดยเพียงแค่ซีซั่นแรกที่เปิดตัวกับทีม ดาวเตะเลือดฟาโรห์ก็ฉายแววยอดนักเตะออกมาให้เห็นชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว

    เกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด ลิเวอร์พูล บุกไปเอาชนะ “นักบุญ” เซาแธมป์ตัน 2-0 “ซาลาห์” กดไป 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ ส่วนอีกลูกได้จาก โรแบร์โต ฟีร์มิโน พาทีม “หงส์แดง” เก็บ 3 แต้มสำคัญพร้อมขึ้นไปรั้งอันดับ 3 บนตารางคะแนนอยู่ในเวลานี้

    นอกจาก 3 แต้มสำคัญของทีมดังเมอร์ซีย์ไซด์แล้ว สปอตไลท์เกมนี้ยังต้องจับไปที่เจ้าของเสื้อเบอร์ 11 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากโชว์ฟอร์มพังตาค่ายคู่ต่อสู้เป็นว่าเล่น โดยหลังจบเกมที่เซนต์แมรีส์ แนวรุกวัย 25 ปี กล่าวว่า “ผมทำงานหนักอยู่เสมอเพื่อช่วยทีม ซึ่งวิธีหนึ่งก็คือการทำประตู เราทำประตูได้ตั้งแต่ 5 นาทีแรก มันส่งผลให้เล่นง่ายขึ้นและกดดันน้อยลง ผมมีความสุขทุกครั้งที่ทำประตูได้ แต่เราต้องโฟกัสไปทีละเกมและเดินหน้าต่อไปเพื่อเป้าหมายที่วางไว้”

    หนึ่งประตูที่ทำได้ในเกมกับเซาแธมป์ตัน ทำให้ยอดรวมการพังตาข่ายซีซั่นนี้อยู่ที่ 29 ลูก ซึ่งสถิติทะลวงประตูที่เอ่ยมานอกจากพาต้นสังกัดบินสูงอยู่ในเวลานี้แล้วตัวเลขดังกล่าวยังทำลายสถิติต่างๆ อีกมากมาย

ทุบทุกสถิติ

    ก่อนหน้านี้ ซาลาห์ เพิ่งพังสถิตินักเตะลิเวอร์พูลที่ยิง 20 ลูกในพรีเมียร์ลีกได้เร็วที่สุดของเฟร์นานโด ตอร์เรส และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ในเกมกับ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ จากการลงสนามเพียง 25 นัด

    จากนั้นประตูในเกมดับ “นักบุญ” ยังเป็นการยิงด้วยเท้าซ้ายลูกที่ 19 ในลีก ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของพรีเมียร์ลีกเทียบเท่า ร็อบบี ฟาวเลอร์ อดีตดาวยิง “หงส์แดง” ที่เคยทำไว้ในฤดูกาล 1994-1995 แถมย้อนไปตอนต้นฤดูกาล ซาลาห์ ยังเพิ่งทำลายสถิติของตำนานเจ้าของฉายา “เดอะ ก็อด” ด้วยการเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนแรกที่ทำประตูได้มากที่สุด 9 ลูก ในการออกสตาร์ท 12 นัดแรก

    เท่านั้นไม่พอดาวเตะทีมชาติอียิปต์ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อทีมในฤดูกาลนี้หลังมีส่วนร่วมในการทำประตูโดยตรงถึง 29 ลูก และในจำนวนดังกล่าว ซาลาห์ ยิงไป 22 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์ เป็นจำนวนสูงสุดมากกว่านักเตะคนใดที่เคยมีมาของลิเวอร์พูลในการลงเล่นฤดูกาลแรก

ขณะที่ 22 ประตูในพรีเมียร์ลีกยังทำให้ ซาลาห์ ครองตำแหน่งรองดาวซัลโวอยู่ ณ ตอนนี้ โดยห่างจาก แฮร์รี เคน ศูนย์หน้าคนเก่งของสเปอร์ส เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น

กวาดทุกรางวัล

    ด้วยตัวเลขสังหารประตูชนิดเป็นกอบเป็นกำจึงไม่แปลกที่จะได้เห็นแนวรุกร่างเล็กรายนี้กวาดรางวัลส่วนตัวไปมากมาย 

    ไล่ตั้งแต่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของสโมสร 4 ครั้ง, ประตูยอดเยี่ยมของสโมสร 5 ครั้ง, ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 2 หน และได้รับเลือกจาก “บีบีซี” สื่อเจ้าดังของอังกฤษ ให้เป็นดาวเตะแอฟริกันแห่งปี “บีบีซี แอฟริกัน ฟุตบอลเลอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ 2017” และหากนับรวมรางวัลนักฟุตบอลแอฟริกันยอดเยี่ยมประจำปี 2017 ที่ได้รับการโหวตเหนือ ซาดิโอ มาเน ดาวเตะเพื่อนร่วม และปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอกป้ายแดงของอาร์เซนอล เมื่อตอนต้นปี ก็อาจพอจะกล่าวได้ว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่เริ่มต้นบนเส้นทางนักเตะอาชีพเลยก็ว่าได้

จากดินสู่ดาว

    แม้ปัจจุบันจะเป็นดาวเตะระดับแม่เหล็กของทีมหงส์แดง แต่ย้อนไปก่อนหน้านี้ตอนที่มาเกาะอังกฤษหนแรก หลายคนยังจำได้ดีว่า ซาลาห์ ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจาก “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี แต่อย่างใด

    ช่วงเวลาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ต้องบอกว่าเป็นเหมือนฝันร้ายทีเดียว เมื่อตลอด 3 ปี ซาลาห์ ได้ลงเล่นเพียง 19 นัด แต่นักเตะยังคงยืนกรานว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ชูเซ มูรินโญ ที่ตอนนั้นรับบทผู้จัดการทีมสิงห์บลูส์ ซึ่งเป็นคนปล่อยตัวปีกอียิปต์ให้ฟิออเรนตินา และ โรมา ยืมตัว จนสุดท้ายทีม “หมาป่ากรุงโรม” ซื้อขาดไปร่วมทีมในปี 2015 และเป็นที่นี่เองที่เรียกความมั่นใจให้ปีกร่างเล็กอีกครั้ง 

    “เมื่อ 3 ปีก่อนผมไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นมากนัก เราคุยกันที่เชลซีตอนผมกลับมาจากยืมตัวกับฟิออเรนตินา และเรายังได้พูดคุยกันหลังจบเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ ถึงเราจะไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก แต่ขอยืนยันว่าเราทั้งคู่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน”

    ระยะเวลากว่า 2 ปีครึ่งทีโลดแล่นในลีกสุดหินอย่างกัลโช เซเรีย อา อิตาลี “ซาลาห์” ฝากผลงาน 35 ประตู 20 แอสซิสต์ จาก 81 เกมลีกที่ลงสนามให้สองทีมดังเมืองมะกะโรนี ก่อนจะย้ายมาเป็นดาวเตะอียิปต์คนแรกของลิเวอร์พูลในยุค เจอร์เกน คลอปป์ นายใหญ่ชาวเยอรมันคนปัจจุบัน

    ถึงฝันร้ายกับเชลซีจะทำให้ความมั่นใจหดหายไปแต่ในโชคร้ายก็ยังพอมีแง่ดีอยู่บ้าง โดยเฉพาะการทำให้ดาวเตะคนหนึ่งฉุกคิดได้ว่า การก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักและเฝ้ารอโอกาสของตัวเองจะมาถึงนั้นต้องแลกด้วยความมานะอดทนเพียงใด ซึ่งวันนี้ ซาลาห์ ได้ทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขาทำได้แถมยังดีกว่าที่หลายคนคิดไว้เสียด้วย

    อย่างไรก็ตามด้วยผลงานอันเปล่งปลั่งขนาดนี้สิ่งเดียวที่บรรดา “เดอะ ค็อป” แอบกังวลใจเล็กๆ คงหนีไม่พ้นว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกรณี ฟิลิปเป คูตินโญ สตาร์บราซิลเลียนที่เพิ่งเลือกย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลนาเมื่อไม่นานนี้หรือไม่