"เอล กลาซิโก"ครั้งที่175ศึกศักดิ์ศรีที่มีแชมป์เป็นเดิมพัน

กีฬา > บทความ  :  23 ธ.ค. 2560

วันนี้ (23 ธ.ค.) ศึกบิ๊กแมตช์แห่งฟุตบอลลาลีกา สเปน ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างรอคอยเนื่องจากมีความดุเดือดทั้งในและนอกสนาม นั่นก็คือ "เอล กลาซิโก" เกมแรกของฤดูกาล

     โดยในศึกใหญ่ของแดนกระทิงดุครั้งนี้ เรอัล มาดริด ได้โอกาสเปิดรังซานติเอโก เบร์นาเบว รับมือ บาร์เซโลนา คู่ปรับตลอดกาลก่อน ซึ่ง “ราชันชุดขาว” ต้องการเก็บ 3 คะแนนให้ได้ เพื่อต่อลมหายใจในการป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดของสเปนต่อไป หลังจากที่ก่อนเกมจะเริ่มต้นขึ้นพวกเขาตามหลัง “เจ้าบุญทุ่ม” ไปแล้ว 11 แต้ม แม้จะแข่งน้อยกว่า 1 เกมก็ตาม

     ขณะที่ถ้าทัพ “อาซูลกราน่า” บุกไปเก็บชัยเหนือ “โลส บลังโกส” ได้ถึงถิ่น ก็จะทำให้โอกาสทวงแชมป์ลีกของพวกเขายิ่งมีมากขึ้นไปอีก เพราะซีซั่นนี้พวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมากภายใต้การนำของ เอร์เนสโด บัลเบร์เด กุนซือชาวสแปนิช

     ทำให้เกม เอล กลาซิโก้ ครั้งที่ 175 ครั้งนี้ มีความสำคัญกับทั้ง 2 ทีมเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งเรื่องศักดิ์ศรี และแชมป์ลีกเป็นเดิมพัน

“เรอัล มาดริด”กับ3คะแนนสุดสำคัญ
     ต้องยอมรับว่า “ราชันชุดขาว” ในฤดูกาลนี้ภายใต้การคุมทัพของ ซีเนดีน ซีดาน ประสบปัญหาเป็นอย่างมากในเรื่องฟอร์มการเล่น แม้จะมีขุมกำลังไม่ต่างจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วซึ่งผงาดคว้าดับเบิลแชมป์ถ้วยใหญ่อย่าง ลาลีกา สเปน และยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก นำมาโดย คริสเตียโน โรนัลโด, เซร์คิโอ รามอส, ลูกา โมดริช และโทนี โครส
     โดยใครจะคิดว่าทีมที่ไล่ถลุง บาร์เซโลนา ในฟุตบอลซูเปอร์ โกปา ก่อนเปิดซีซั่นด้วยสกอร์รวม 2 นัด 5-1 นั้นจะประสบปัญหาเรื่องผลงานถึงเพียงนี้ จนทำให้ปัจจุบันรั้งเพียงอันดับ 4 ของตารางลีกสูงสุดแดนกระทิงดุ
     สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องที่พลาดมหันต์ของเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศส นั่นก็คือ เรื่องการเสริมทัพที่ในฤดูกาลนี้พวกเขาใช้นโยบายต่างจากอดีตซึ่งมักจะเสริมทีมด้วยแข้งในระดับซูเปอร์สตาร์ และมีค่าตัวแตะระดับสถิติโลก เปลี่ยนมาเป็น เสริมทีมด้วยดาวเตะดาวรุ่งเกือบทั้งหมด เช่น เตโอ เอร์นานเดซ และดานี เซบาญอส เป็นต้น
     อย่างไรก็ตามผู้เล่นเหล่านี้กลับไม่สามารถตอบโจทย์ และทดแทนการขาดหายไปของแข้งตัวหลักที่ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ ทั้ง แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซมา และดานี การ์บาฆาล จนส่งผลต่อฟอร์มการเล่นโดยเฉพาะเรื่องการจบสกอร์ซึ่งแม้พวกเขาจะมีโอกาสมากมาย แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้
     ส่วนอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ “โลส บลังโกส” อยู่ในช่วงวิกฤติ คือการฟอร์มตกของ คริสเตียโน โรนัลโด นักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยการลงสนามในลีก 11 เกมยิงได้ 4 ประตู ซึ่งเมื่อเทียบกับ ลิโอเนล เมสซี แนวรุกซูเปอร์สตาร์ของ “เจ้าบุญทุ่ม” ที่ทำไป 14 ประตูจากการลงสนาม 16 นัดแล้วนั้นก็ต้องถือว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง
     ทำให้เกม เอล กลาซิโก ในวันเสาร์นี้ ถือเป็นเกมสำคัญของเจ้าถิ่นเป็นอย่างมาก เพราะหากพวกเขาคว้า 3 คะแนนได้ก็จะหมายถึงการต่อลมหายใจในการป้องกันแชมป์ ลาลีกา อย่างแน่นอน เนื่องจากจะตามหลัง บาร์ซา เพียง 8 แต้ม และหากพวกเขาเก็บ 3 คะแนนในเกมตกค้างได้ก็จะเหลือตามหลังเพียง 5 คะแนน ซึ่งดูแล้วไม่ใช่เรื่องยากที่จะพอตามทัน แต่หากพลาดเสมอ หรือถึงขึ้นแพ้คาบ้าน คงต้องบอกเลยว่าการลุ้นแชมป์ลีกของพวกเขาต้องจบลงไปแบบ 100 เปอร์เซนต์อย่างแน่นอน และสถิติตามประวัติศาสตร์ หาก เรอัล มาดริด ตาม บาร์เซโลนา เกิน 8 แต้ม ไม่มีฤดูกาลไหนที่พวกเขาจะพลิกกลับมาเป็นแชมป์ได้เลย

ชัยชนะเพื่อพิสูจน์ตัวเองของ“บาร์เซโลนา”
     ต้องยอมรับว่าก่อนฤดูกาลนี้จะเริ่มขี้น บาร์ซา ต้องเจอปัญหาในทีมอย่างมากมายทั้งการเปลี่ยนแปลงกุนซือเป็น เอร์เนสโต บัลเบร์เด อดีตเทรนเนอร์ แอธเลติก บิลเบา ที่เข้ามาคุมทีมแทน หลุยส์ เอ็นริเก ซึ่งขอแยกทางกับทีมไป
รวมไปถึงการเสีย เนย์มาร์ กองหน้าตัวหลักไปให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง บิ๊กทีมจากฝรั่งเศส ด้วยค่าตัวสถิติโลกถึง 198 ล้านปอนด์ (ราว 8.5 พันล้านบาท) ซึ่งถือว่าทำให้บรรยากาศของทีมทั้งใน และนอกสนามเสียสมดุลพอสมควร เนื่องจากเป็นการปิดตำนานของ “เอ็มเอสเอ็น” ที่ประกอบด้วย หลุยส์ ซัวเรซ และลิโอเนล เมสซี่
โดย โจเซป บาร์โตเมว ประธานของทีม พยายามอย่างหนักในการหาตัวแทนของแข้งทีมชาติบราซิลรายนี้ เพื่อมาช่วยสนับสนุนในเกมรุก ซึ่งเป้าหมายหลักของพวกเขาคือ ฟิลิปเป คูตินโญ กองกลางพรสวรรค์ของ ลิเวอร์พูล มาเสริมทัพ โดยได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการไปแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ถูกทาง “หงส์แดง” ปฏิเสธทั้งหมด ทำให้สุดท้ายก่อนเส้นตายของตลาดนักเตะเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาตัดสินใจคว้าตัว อุสมาน เด็มเบเล ปีกดาวโรจนืของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาร่วมทีมแทนด้วยค่าตัวถึง 89 ล้านปอนด์ (ราว 3.8 พันล้านบาท) ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ทำให้เกิดกระแสต่อต้าน บาร์โตเมว อย่างหนักเพราะมองว่าล้มเหลวในการเสริมทัพ
     นอกจากนั้นแล้วในช่วงต้นฤดูกาลทางสโมสรยังได้รับผลกระทบด้านการเมืองมาเล่นงาน เกี่ยวกับเรื่องการแยกตัวของแคว้นคาตาลัน ที่จะออกมาจากประเทศสเปน ซึ่งนั่นจะส่งผลให้มีข่าวลือว่าทีม “อาซูลกรานา” จะออกจาก ลา ลีกา หากการแยกตัวเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังหาข้อสรุปในเรื่องนี้ไม่ได้
     ด้วยปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมถึงการที่ทีม บาร์เซโลนา เปิดฤดูกาลด้วยการพ่ายต่อ เรอัล มาดริด 1-5 ในฟุตบอลซูเปอร์ โกปา จนส่งผลให้พวกเขาถูกมองว่าจะต้องตกอยู่ภายใต้รัศมีของ เรอัล มาดริด ไปอีก 1 ฤดูกาลอย่างแน่นอน
     อย่างไรก็ตามผลงานของ “เจ้าบุญทุ่ม” กลับสวนกระแสเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก เนื่องจาก บัลเบร์เด สามารถทำทีมได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยแผนการเล่น 4-3-3 หรือ 4-4-2 จากการขับเคลื่อนแดนกลางโดย เปาลินโญ กองกลางทีมชาติบราซิล ที่เพิ่งดึงตัวมาในช่วงต้นซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งประสานงานกับ อันเดรส อีเนียสตา และ อิวาน ราคิติช ได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ในแดนหน้าแม้จะไม่มี “เอ็มเอสเอ็น” แล้ว แต่ หลุยส์ ซัวเรซ และลิโอเนล เมสซี ก็ยังสอดประสานกันได้แบบรู้ใจ โดยมี ปาโก อัลคาเซร์ ที่ขึ้นมาเป็นตัวรุกคนที่ 3 แทนที่ เนย์มาร์ ซึ่งเจ้าตัวก็โชว์ฝีเท้าได้ดี และเติมเต็มการขาดหายไปของ เนย์มาร์ แบบไร้ช่องโหว่
     ด้วยองค์ประกอบที่เกิดขึ้นทำให้ บาร์ซา เดินหน้าเก็บชัยในลีกไปถึง 13 นัดจาก 16 นัด และยังไม่แพ้ใครเลย ทำให้พวกเขาขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงอย่างสมภาคภูมิ ซึ่งในเกมวันเสาร์นี้หากพวกเขาเอาชนะได้ ก็จะทำให้เส้นทางสู่แชมป์ของทีมนั้นง่ายขึ้นอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นการพิสูจน์ตัวเองของ บัลเบร์เด และลูกทีมด้วยว่าพวกเขาคือ บาร์เซโลนา ที่กลับมาสู่ความเป็นทีมอันดับต้นๆของโลกแล้ว

สถิติที่น่าสนใจ
     สำหรับสถิติการพบกันในศึก “เอล กลาซิโก” ทั้งหมด 174 ครั้งในลีก เป็น เรอัล มาดริด ที่เอาชนะได้มากกว่า 72 ครั้ง ส่วน บาร์เซโลนา ชนะไป 69 ครั้ง และเสมอกันไป 33 ครั้ง
ส่วนการพบกันในบ้านของ เรอัล มาดริด เป็น “ราชันชุดขาว” ที่เอาชนะไปได้ 52 ครั้ง แพ้ 20 ครั้ง และเสมอกันไปที่ 15 ครั้ง โดย “โลส บลังโกส” ยิงได้ 283 ลูก และเสีย 296 ลูก
     แต่ถ้าหากรวมทุกรายการทั้ง 2 ทีมเคยเจอกันมาแล้ว 235 ครั้ง ซึ่ง เรอัล มาดริด ชนะไป 95 ครั้ง บาร์เซโลนา ชนะ 91 ครั้ง และเสมอกันไป 49 ครั้ง โดยทีมที่ทำประตูได้มากกว่าคือ เรอัล มาดริด ที่ 398 ลูก ขณะที่ บาร์เซโลนา ยิงได้ 381 ลูก
     ในเกมเอล กลาซิโก ที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในวันเสาร์นี้ (23 ธ.ค.) จะมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก 188 ประเทศ และคาดว่าจะมีผู้ชมที่หน้าจอประมาณ 650 ล้านคน

     สุดท้ายแล้วแม้โค้ช รวมถึงนักเตะของทั้ง 2 ทีมจะออกมากล่าวว่าเกมนี้ไม่ใช่เกมที่ตัดสินแชมป์ลาลีกา สเปน ในฤดูกาลนี้แต่อย่างใด แต่เชื่อว่าลึกๆแล้วทั้ง 2 ทีมก็รู้อยู่แก่ใจว่าหากทีมใดได้ 3 คะแนนจากศึกแห่งศักดิ์ศรีนี้ไปครองก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซีซั่นสำหรับสโมสรนั้นๆอย่างแน่นอน


เปิดอ่าน