"กัตตูโซ่"กับการสางปัญหาในรั้วซาน ซีโร่

กีฬา > บทความ  :  20 ธ.ค. 2560

โดย ทีมข่าวกีฬาคมชัดลึก

       ก่อนออกสตาร์ทฤดูกาลแฟนบอลเริ่มเห็นความหวังการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่หลังจากร้างราไปนาน เม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มไปทำให้ไม่แปลกที่จะคิดเช่นนั้น ความหวังใหม่ ผู้เล่นใหม่ เจ้าของคนใหม่

        แต่ทำไปทำมา หลังจากผ่านพ้นเกือบครึ่งทางของฤดูกาล ความหวังทั้งหมดของ“รอสโซเนรี”กลับกลายเป็นตรงข้ามทั้งหมด วินเชนโซ มอนเตลลา คนที่เคยทำทีมเล่นด้วยใจ วิ่งห้อตะบึงไม่มีหยุด จนพาทีมจบฤดูกาลที่แล้วในอันดับ 6 ด้วยสภาพทีมที่จับนู่นจับนี่มาผสมจนได้ไปลุยถ้วยยุโรป(ยูโรปา ลีก) ถูกปลดหลังพาทีมออกสตาร์ทด้วยผลงานย่ำแย่ทั้งที่ทุ่มทุนไปกว่า 200 ล้านยูโร(ราว 7,500 ล้านบาท)

       ไม่ทันไรก็แต่งตั้ง เจนนาโร กัตตูโซ อดีตศิษย์เก่าขึ้นมารับงานใหญ่เป็นครั้งแรกทันที ซึ่งผลงานก็อย่างที่ทราบกันดี

       5 นัด ภายใต้ฝีมือของ “กัตตูโซ” คุมนัดแรก เสมอบ๊วย เบเนเวนโต 2-2 โดยโดนผู้รักษาประตูคู่แข่งขึ้นมาโขกแบ่งแต้มในช่วงทดเจ็บ นาทีที่ 90+5, นัดที่สอง แพ้ ริเยกา 0-2 เกมยูโรป้าลีกนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม, นัดที่่สาม ชนะ โบโลญญา 2-1, นัดสี่ชนะ เวโรนา 3-0 ในบอลถ้วยโคปปา อิตาเลีย, นัดที่ห้าซึ่งเป็นผลงานล่าสุด ทำงามหน้าแพ้ เวโรนา รองบ๊วย 0-3

       การบุกพ่ายทีมรองบ๊วยของตารางแบบหมดรูป ทั้งที่ก่อนเตะ 16 นัด เวโรนา ชนะแค่ 2 แพ้ 10 นัด แต่มาเกมนี้พวกเขากลับไล่ต้อน มิลาน ขาดลอย 3 เม็ด นอกจากทำให้ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากบนตารางคะแนนแล้ว การพ่ายแพ้แบบย่อยยับครั้งดังกล่าวยังบอกอะไรได้อีกหลายอย่างทีเดียวกับอดีตยักษ์ใหญ่ทีมนี้

ความลงตัวที่หาไม่เจอ

       กัลโช เซเรีย อา ผ่านไป 17 เกม เอซี มิลาน แพ้เป็นนัดที่ 7 แล้ว มากที่สุดในบรรดาท็อปเทนและตอนนี้รั้งอยู่ในอันดับ 8 ห่างจากพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก อยู่ถึง 14 แต้ม

       นักเตะเหมือนจะไม่เป็นทีมเวิร์ค ต่างคนต่างเล่น การแก้เกมส์ที่ไม่มีอะไรหวือหวา จนชั่วโมงนี้ไม่ว่าจะเป็นฝั่งตรงข้ามหรือแฟนบอล“ปีศาจแดงดำ”ด้วยกันเองต่างก็ยอมรับว่า มิลาน ทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานจริงๆ
ปัญหาใหญ่ลำดับแรกที่ถูกโจมตีอย่างหนัก คือ การกว้านซื้อแข้งใหม่เมื่อตลาดหน้าร้อนที่ผ่านมาถึง 11 ราย ถึงขนาดที่ว่าตั้งทีมใหม่ได้อีกทีมเลยทีเดียว ซึ่งก่อนเปิดฤดูกาลหลายคนคิดว่าก็ดีกว่าไม่ได้ใครเลย แต่เวลานี้บางทีพวกเขาอาจอยากขอแค่แข้งเกรด เอ เพียง 2-3 คนก็พอ

       การยกโขยงกันมาของบรรดาแข้งหน้าใหม่นอกจากไม่ช่วยให้ผลงานดีขึ้นแล้ว ในทางกลับกันยังทำให้ระบบทีมเวิร์คของทีมเสียไปด้วยแม้บรรดานักเตะเหล่านั้นจะมีชื่อชั้นพอตัวก็ตาม 

       กลางสนาม ลูคัส บิเกลีย, ฟรองค์ เคสซี และ ฮาคาน ชัลฮาโนกลู ไม่สามารถผสานกับ จาโคโม โบนาเวนตูรา, ซูโซ หรือ ริคาร์โด มอนโตลิโว ได้แนบสนิท โดยเฉพาะ ชัลฮาโนกลู เจ้าพ่อลูกนิ่งที่ไปอิมพอร์ตมาจากบุนเดสลีกา เยอรมนี แต่กลับไม่สามารถฉายแววโดดเด่นได้เหมือนสมัยพะเนืองแข้งในลีกเมืองเบียร์แม้แต่น้อยกับบทบาทหน้าต่ำซึ่งถือเป็นตำแหน่งขึ้นหิ้งของมิลาน ไล่มาตั้งแต่สมัย รุย คอสตา, ริคาร์โด กากา ที่เพิ่งแขวนสตั๊ด แต่กับมิดฟิลด์ตุรกีแล้วเขาต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ทีเดียวในการปรับตัวบนเวทีกัลโช เซเรีย อา

       แนวรุก อังเดร ซิลวา ศูนย์หน้าที่ คริสเตียโน โรนัลโด ยกย่องนักหนาว่าจะก้าวขึ้นมาแทนตนในทีมชาติ ยังไม่ได้ใกล้เคียงกับผลงานที่เคยสร้างไว้กับ ปอร์โต โดยหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนเพียงแค่เหลือบไปดูผลงานของรุ่นน้องอย่าง แพทริก คูโตรเน ที่ปัจจุบัน ซัดไปแล้ว 8 ประตู จากการลงสนาม 21 นัดนับรวมทุกรายการ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากับเพชฌฆาตเลือดโปรตุกีส ทั้งสถิติการลงสนามและจำนวนประตู แต่สิ่งที่ผิดกันอย่างชัดเจนคือ ค่าตัว 38 ล้านยูโร(ราว1,400 ล้านบาท) ของ ซิลวา ส่วน คูโตรเน แทบไม่ต้องเสียอะไรเลยเมื่อถูกดันขึ้นมาจากชุดเยาวชน

       อย่างไรก็ตามการซื้อมาเยอะอาจไม่ใช่ข้อผิดพลาดทั้งหมดของพวกเขา เแต่บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาซื้อไม่ตรงจุดต่างหาก

ตำแหน่งหัวโขน

       หากนักเตะผลงานไม่ดีคนที่ต้องรับผิดชอบก็คือโค้ช และหากทีมผลงานไม่ได้เรื่อง คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือโค้ชอีกเช่นกัน

       วันที่พวกเขาประกาศปลด มอนเตลลา หลายคนยังไม่แปลกใจเท่ากับวันที่เห็น เจนนาโร กัตตูโซ ขึ้นมารับตำแหน่งกุนซือคนใหม่ของทีม อดีตตัวตัดเกมที่เป็นที่รักใคร่ของแฟนบอล“รอสโซเนรี”ถูกมองว่าขึ้นชั้นมาเร็วเกินไป ทั้งด้วยประสบการณ์ทำทีมและกิตติศัพท์ที่ผ่านมานั้นค่อนไปทางแย่มากกว่าดี

       สมัยเริ่มคุมทีมประเดิมด้วยผลงานเป็นทั้งผู้เล่นและโค้ชให้กับ ซิยง ในสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำงานอยู่ 1 เดือนก็ถูกสั่งปลดจากตำแหน่งหลังทีมควานหาชัยชนะได้เพียง 3 แมตช์ จาก 11 เกมที่ลงเล่น ต่อด้วย ปาแลร์โม อยู่ได้ 3 เดือนโดนไล่ออก จากนั้นลงไปคลุกฝุ่นกับทีมระดับล่างอย่าง โอเอฟไอ เครเต และ ปิซา ที่ผลงานไม่น่าประทับใจนักเพราะดันทำทีมร่วงตกชั้นจาก เซเรีย บี ลงไปเล่นใน เลกา โปร จนต้องระหกระเหินกลับมาตายรังถิ่นเก่าด้วยการรับงานคุม“มิลาน พรีมาเวรา” หรือทีมชุดเยาวชน กระทั่งจับพลัดจับผลูได้เลื่อนชั้นขึ้นมาทำทีมชุดใหญ่

       แน่นอนว่าผลงานการคุมทีมไปแค่ 5 นัด คงยังเอามาตัดสินอะไรไม่ได้ ที่ผ่านมาสิ่งที่ กัตตูโซ แสดงให้เห็นนอกจากยืนสั่งการข้างสนามในฐานะกุนซือแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ ระบบการเล่น จาก 3-5-2 มาเป็น 4-3-3 ซึ่งจากนี้เขายังมีเวลาให้พิสูจน์ตัวเองอีกนานพอสมควร เช่นเดียวกับทิศทางและผลงานที่จับต้องได้ตามกำหนดเวลาที่เดินสวนทางกัน

       “เป็นเรื่องน่าอับอาย เราต้องมองถึงอนาคต เป็นเรื่องง่ายมากถ้าจะโยนปัญหาให้เรื่องวุ่นวายนอกสนาม แต่นักเตะได้ค่าจ้างตรงเวลา, สโมสรก็แสดงความรู้สึกออกมาแล้ว เราไม่มีปัญหาภายใน”

       “เราต้องหาให้เจอว่าอะไรทำให้เราเล่นได้ดีและยิงได้ แต่พอเจอปัญหาเรากลับตอบโต้ไม่ได้ หรือถ้าตอบโต้ ก็แบบลนลาน ไม่มีระเบียบ ซึ่งผมไม่ชอบเลย” กัตตูโซ ให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวหลังจบเกมที่สนามมาร์ค อันโตนิโอ เบนเตโกดี รังเหย้าของเวโรนา

       หากสังเกตจากบทสัมภาษณ์เที่ยวล่าสุดดูเหมือนตอนนี้ตัวกุนซือเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรทีมถึงต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

ตลาดเดือนมกราคม

       ถึงรอบที่แล้วจะถลุงเงินไปเป็นจำนวนมหาศาลก็ตาม แต่หากถัดจากนี้อีก 2-3 เกมที่เหลือก่อนหมดปียังไม่มีทิศทางที่ดีขึ้น บางทีพวกเขาอาจจำเป็นต้องกลับไปลุยตลาดนักเตะแบบจริงจังอีกครั้ง

       วิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้โจทย์ยากๆของวงการลูกหนังสมัยนี้ ก็คือ "เงิน" และทีมของ กัตตูโซ ก็มีให้จับจ่ายคล่องมือเสียด้วย แต่ความแตกต่างในตลาดรอบนี้คือพวกเขาไม่จำเป็นต้องซื้ิอยกเข่งแบบหนก่อน เพียงแค่คราวนี้ต้องวิเคราะห์ให้ละเอียดและเลือกซื้อมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดก็เท่านั้นเอง

       รอบที่แล้วได้ เลโอนาร์โด โบนุชชี มา ถือว่าเงินที่เสียไปก็ยังพอเห็นอะไรดีๆขึ้นมาบ้างในแนวรับ แต่หากถามหาตำแหน่งทีี่ มิลาน ขาดหายไปจริงๆ คำตอบน่าจะเป็นมิดฟิลด์ตัวขับเคลื่อนเกมหรือเพลย์เมกเกอร์ของทีม ซึ่ง ณ ตอนนี้ ดาวเตะอย่าง ฮาเมส โรดริเกซ, โตมัส เลอมาร์, เมซุต โอซิล, ฮาเวียร์ ปาสตอเร ต่างกำลังอยู่ในลิสต์ที่เตรียมโยกย้ายทั้งนั้น ซึ่งหากมิลานต้องการแก้ปัญหาแบบรวดเร็วทันใจแบบที่ไม่ต้องรีบปลดโค้ช พวกเขาก็ควรเตรียมตัวลุยตลาดนักเตะปีหน้า แล้วหาซื้อดาวเตะจำพวกซื้อมาใช้งานได้เลยแบบตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

       จากสถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนเป้าหมายของ เอซี มิลาน ในฤดูกาลนี้จะอยู่ที่การประคองตัวให้ติด 1 ใน 4 เพื่อโอกาสกลับไปเชิดหน้าชูตาในถ้วยใหญ่ยุโรปอีกครั้งหลังหายหน้าหายตาไปนานกว่า 3 ฤดูกาล แต่ก่อนที่จะคิดเช่นนั้น พวกเขาควรเริ่มสะกดคำว่าชนะให้ได้อย่างต่อเนื่องในเร็ววัน เพราะเวลานี้หากไล่สายตาดีๆก็จะเห็นว่าพวกเขาห่างจากอันดับ 18 ซึ่งเป็นโซนตกชั้นอยู่แค่ 10 แต้ม


เปิดอ่าน