"กาก้า"กับการปิดฉากตำนานเทพบุตรลูกหนัง

กีฬา > บทความ  :  19 ธ.ค. 2560

เมื่อช่วงคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 ธ.ค.) ได้เกิดข่าวใหญ่ของวงการลูกหนังโลกอีกครั้ง นั่นก็คือ การประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการของ ริคาร์โด้ กาก้า

      โดยเจ้าตัวให้เหตุผลถึงการแขวนเกือกครั้งนี้ว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกสนุกกับการเล่นฟุตบอลอีกต่อไป เพราะรู้สึกเจ็บทุกครั้งเวลาที่แข่งขันเสร็จ ซึ่งร่างกายของเขาไม่สามารถรับมือกับอาการเจ็บดังกล่าว จึงขอไปเริ่มต้นกับเส้นทางครั้งใหม่
       สำหรับดาวเตะวัย 35 ปี เริ่มมีชื่อเสียงจากหน้าตาอันหล่อเหลา แต่แท้จริงแล้วฝีเท้าของเขานั้นก็เรียกว่าสุดยอด และถือเป็นเพลย์เมกเกอร์แห่งยุคจนได้รับฉายาว่า “เทพบุตรลูกหนัง” รวมถึงสามารถคว้าเกียรติประวัติทั้งในระดับสโมสร และส่วนตัวมาแล้วแบบนับไม่ถ้วน

จุดเริ่มต้นของ “เทพบุตรลูกหนัง”

     ริคาร์โด้ อิเซคสัน โดส ซานโตส ไลเต้ หรือที่รู้จักกันในนาม กาก้า เติบโตมากับทีมยอดนิยมอันดับ 1 ของบราซิล นั่นก็คือ เซา เปาโล โดยเริ่มซ้อมฟุตบอลอยู่ในทีมเยาวชนดังกล่าวมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กาก้า ประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรงในสระน้ำ จนเกือบต้องเป็นอัมพาต เหตุกระดูกสันหลังมีรอยร้าว และทำให้ความหวังในการเป็นนักเตะอาชีพของเจ้าตัวต้องล่มสลายในทันที
     ถึงกระนั้นอีก 1 ปีให้หลัง เจ้าตัวกลับหายจากอาการบาดเจ็บอย่างปาฏิหาริย์ และกลับมาฝึกซ้อมในทีมเยาวชนของ เซา เปาโล อีกครั้ง จนกระทั่งในปี 2001 กาก้า ก็ได้ลงสนามในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก พร้อมทำไป 12 ประตูจาก 27 นัด ซึ่ง 2 ประตูในนั้นคือการยิงใส่ โบตาโฟโก้ ในรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลรายการ ทอร์เนโร่ ริโอ ด้วยการใช้เวลาในสนามเพียง 14 นาที พร้อมช่วยทีมคว้าแชมป์รายการดังกล่าวมาครอง
     ส่วนในซีซั่นต่อมา กาก้า ลงสนามไปอีก 22 เกมพร้อมทำไป 10 ประตู ซึ่งผลงานที่โดดเด่นดังกล่าวส่งผลให้มีหลายทีมจากทวีปยุโรปต้องการได้ตัวแข้งรายนี้ไปร่วมทัพ

สู่เทพนิยายกับ “เอซี มิลาน”

     หลังจากลงเล่นให้กับ เซา เปาโล ไป 58 เกม ในปี 2003 กาก้า ก็ถูก เอซี มิลาน บิ๊กทีมแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา ดึงตัวไปร่วมถิ่น ซาน ซิโร่ ซึ่ง ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ประธานของ “ปีศาจแดงดำ” ในขณะนั้นมั่นใจว่าแข้งรายนี้จะเป็นสตาร์รายใหม่ของทีมได้อย่างแน่นอน
     และเพียงแค่ 1 เดือนหลังจากย้ายมาอยู่กับ เอซี มิลาน กาก้า ก็ระเบิดฟอร์มในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ เนื่องจากมีความครบเครื่องทั้งการเลี้ยงบอล, จ่ายบอล และทำประตู จนทำให้แข้งรุ่นพี่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง รุย คอสต้า ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสที่ยึดตำแหน่งมาก่อนหน้านี้ ต้องนั่งเป็นตัวสำรอง ซึ่งในฤดูกาลนั้นเขาทำไป 10 ประตู จากการลงสนาม 30 เกม และพาทีมคว้าแชมป์คว้าถ้วยสคูเด็ดโต้ รวมถึงยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ อีกด้วย
      หลังจากนั้น กาก้า ก็ยึดตัวจริงมาโดยตลอด และเป็น 1 ในแข้งชุด "ดรีมทีม" ที่มีทั้ง คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, ยาป สตัม, เปาโล มัลดินี่, เจนนาโร่ กัตตูโซ่ และอังเดร เชฟเชนโก้ อยู่ในทีม พร้อมเดินหน้ากวาดแชมป์อย่างมากมาย

      มาถึงปี 2007 ซึ่งถือว่าเป็นปีทองของเจ้าตัว เนื่องจาก กาก้า ที่ขณะนั้นมีอายุ 25 ปี สามารถพา เอซี มิลาน คว้าแชมป์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก สมัยที่ 7 ด้วยการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ 2-1 จนได้รับการโหวตให้คว้ารางวัลฟุตบอลทองคำ (บัลลงดอร์) ไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ที่เหนือกว่าทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี 2 แข้งดาวโรจน์ในขณะนั้น และมีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยื่นขอซื้อตัว กาก้า ด้วยค่าตัวกว่า 100 ล้านปอนด์ (ราว 4.26 พันล้านบาท) แต่เจ้าตัวกลับขออยู่ช่วยทีมต่อไป 

ฝันร้ายที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว
      จนกระทั่งในปี 2009 หลัง มิลาน ไม่ประสบความสำเร็จใดๆเลย และทีมกำลังประสบปัญหาด้านการเงิน ทำให้สุดท้ายแล้ว “ปีศาจแดงดำ” ตัดสินใจขาย กาก้า ให้กับ เรอัล มาดริด ที่กำลังกว้านซื้อสตาร์ลูกหนังระดับโลกมาอยู่ในทีมด้วยค่าตัว 56 ล้านปอนด์ (ราว 2.38 พันล้านบาท)

     อย่างไรก็ตามการย้ายทีมอยู่กับ “ราชันชุดขาว” ถือเป็นฝันร้ายของเขาอย่างแท้จริง เนื่องจากหลังย้ายมาอยู่กับทีมดังแห่งสเปนได้เพียงปีเดียว มาดริด ก็ได้ตัว โชเซ่ มูรินโญ่ มาคุมทัพ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าแผนการเล่นของ “เดอะ สเปเชียล วัน” นั้นคือเน้นความรัดกุมซึ่งไม่เหมาะกับสไตล์ของ กาก้า เป็นอย่างมาก ทำให้เจ้าตัวต้องตกเป็นตัวสำรองของทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เมซุต โอซิล และ อังเคล ดิ มาเรีย อยู่บ่อยครั้ง

      นอกจากนั้นแข้งฉายา “เทพบุตรลูกหนัง” ยังเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงาน จนทำให้ตลอดเวลา 3 ฤดูกาลในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ของ กาก้า นั้นแทบจะเรียกว่าล้มเหลวเลยก็ว่าได้ โดยลงสนามให้ทีมไป 120 นัด ทำไป 29 ประตู
        ก่อนในฤดูกาล 2013-14 กาก้า ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่กับ เอซี มิลาน อีกครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถช่วยทีมประสบความสำเร็จใดๆได้เลย แต่จากการที่เขาทำไป 9 ประตูทั้งซีซั่นก็ส่งผลให้ดาวเตะทีมชาติบราซิลทำสถิติยิงให้ทีมไปถึง 104 ประตู จากการลงสนาม 307 นัด ในทุกรายการ

ประกาศแขวนสตั๊ด

     มาถึงในปี 2015 กาก้า ได้เลือกเส้นทางใหม่ในอาชีพการค้าแข้ง ด้วยการตอบรับข้อเสนอของ ออร์แลนโด ซิตี ทีมในเมเจอร์ลีก สหรัฐ และทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดในลีกแดนมะกันด้วยตัวเลขที่ 6.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 207 ล้านบาท) ต่อปี
     หลังจากนั้นเขาก็ได้กลับไปเล่นให้ เซา เปาโล อดีตทีมแจ้งเกิดก่อนที่เมเจอร์ลีกจะเปิดฉาก และกลับมาเล่นให้ ออร์แลนโด ตั้งแต่ปี 2015-2017 จนประกาศแขวนสตั๊ดด้วยสถิติลงสนาม 75 นัด ทำไป 24 ลูก และถือว่าเป็นนักเตะที่ปลุกกระแสให้ลีกดังกล่าวได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก รวมถึงมีสตาร์คนอื่นๆย้ายตามมาค้าแข้งหลายราย
      บทสรุปความสำเร็จของ กาก้า ตลอดชีวิตการค้าแข้งนั้น ประกอบด้วยการคว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา, ลาลีกา สเปน, โกปา เดล เรย์, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลก
      ขณะที่ผลงานในระดับทีมชาติ กาก้า ลงสนาให้ทีมชาติบราซิลไปทั้งหมด 92 นัด ทำไป 29 ลูก พร้อมช่วยทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 และแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ในปี 2005 และ2009 มาครอง

      ทั้งหมดที่กล่าวมาคือเส้นทางตั้งแต่เริ่มค้าแข้งจนกระทั่งปิดฉากอาชีพของชายที่ได้รับฉายาว่า “เทพบุตรลูกหนัง” ซึ่งเชื่อว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่เจ้าตัวจะยังอยู่ในใจของแฟนบอลทั่วโลกตลอดไปอย่างแน่นอน


เปิดอ่าน