ปรากฏการณ์ "มหัศจรรย์เบิร์นลีย์"

กีฬา > บทความ  :  16 ธ.ค. 2560

หากลืมชัยชนะ 15 นัดรวดซึ่งเป็นสถิติใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี บนเวทีพรีเมียร์ลีก ชั่วโมงนี้ไม่มีทีมไหนที่มีผลงานน่ายกย่องเท่ากับ เบิร์นลีย์ อีกแล้ว

       แม้ปัจจุบันจะหล่นมารั้งอันดับ 6 ของตาราง แต่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันลูกทีมของ ฌอน ไดซ์ เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์พาทีมขึ้นไปอยู่ในอันดับ 4 หลังเปิดรัง เทิร์ฟ มัวร์ เฉือนชนะ สโต๊ค ซิตี 1-0 จากประตูชัยในนาทีที่ 87 ของ แอชลีย์ บาร์นส์ โดยการขึ้นไปติดท็อปโฟร์แบบชั่วคราวหนนั้นนับเป็นครั้งแรกของ เบิร์นลีย์ ในการเล่นพรีเมียร์ลีก และเป็นหนแรกในลีกสูงสุดรอบ 42 ปี หรือนั้บตั้งแต่ปี 1975 ที่พวกเขามาได้ไกลขนาดนี้

       “มันเป็นผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง เราเริ่มทำให้แฟนบอลสนุกและรู้สึกดีไปกับผลงานของทีม ฟุตบอลเป็นเรื่องของความเป็นจริง แต่ก็ต้องฝันด้วย มันเป็นงานหนักของเราในการชนะเกมระดับนี้ ผมยังอยู่ในความเป็นจริง เพราะลีกนี้มันฆ่าคุณทั้งเป็นได้ เรามีเป้าหมายที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จในฤดูกาลนี้" กุนซือ วัย 46 ปี กล่าวหลังจบเกมกับ สโต๊ค ซึ่งยังยึดเป้าหมายเดิมคือพาทีมอยู่รอดปลอดภัยบนเวทีลีกสูงสุด แม้ขณะนี้ผลงานของทีมกำลังติดลมบนอยู่ก็ตาม

       ฤดูกาลนี้ เบิร์นลีย์ ลงสนามไป 17 นัด ชนะ 9 เสมอ 4 แพ้ 4 ยิงได้ 16 ประตู และเสีย 12 ประตู โดย “มหัศจรรย์เบิร์นลีย์” ถูกบรรดาสื่อเมืองผู้ดียกมาใช้เมื่อเอ่ยถึงผลงานอันยอดเยี่ยมของ เบิร์นลีย์ ในซีซั่นนี้ อย่างไรก็ตามความมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวอาจยังอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะในรายละเอียดของฟุตบอลย่อมมีปัจจัยและองค์ประกอบที่มากกว่านั้น

กว่าจะเป็น“มหัศจรรย์เบิร์นลีย์”
       สโมสรฟุตบอลซึ่งเคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ก่อตั้งทีมขึ้นเมื่อปี 1882 และเป็นหนึ่งในสโมสรยุคแรกๆที่ร่วมก่อกันตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ซึ่งเปรียบได้กับลีกสูงสุดในปัจจุบัน

       ปี 1976 เบิร์นลีย์ ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชั่น 2 (เดิม) และไม่ได้กลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกเป็นเวลานานถึง 33 ปี จนในฤดูกาล 2009-10 พวกเขาได้กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง แต่ก็อยู่ลิ้มรสความสุขได้แค่ซีซั่นเดียวก็มีอันต้องร่วงตกชั้นกลับไปในเวทีเดอะ แชมเปียนชิพ และต้องใช้เวลาในลีกรองเมืองผู้ดีถึง 4 ฤดูกาล กว่าจะได้กลับคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งในฐานะรองแชมป์ลีก เดอะ แชมเปียนชิพ

       อย่างไรก็ตามหนังเรื่องเดิมกลับมาฉายซ้ำให้ดูกันอีกครั้ง เมื่อฤดูกาล 2014-15 ซึ่งพวกเขาได้ขึ้นมาหายใจบนลีกสูงสุดเพียงแค่ซีซั่นเดียวก็มีอันต้องร่วงตกชั้น แต่ความแตกต่างคือหนนี้ใช้เวลาไม่นาน คือเพียง 1 ซีซั่น ก็กลับมาผงาดบนเวทีพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จและอยู่โยงมาเป็นซีซั่นที่ 2 ในฤดูกาลนี้ ที่พวกเขากำลังมีผลงานติดลมบนด้วยการรั้งตำแหน่งท็อป 6 ของตาราง

       ส่วนเกียรติประวัติของสโมสร เบิร์นลีย์ เคยคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) มาแล้ว 2 ครั้ง ในฤดูกาล 1920-21 และ 1959-60 และเคยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 1914

ปัจจัยพาทีมบินสูง
       แม้จะมีปัญหาในเกมรุกที่ยิงได้แค่ 16 ลูก แต่จุดเด่นของ เบิร์นลีย์ ที่เด่นชัดมาก คือ เกมรับที่โดนเจาะไปเพียง 12 ประตูเท่านั้น ดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ของลีก เป็นรองแค่ 2 ทีมเมืองแมนเชสเตอร์ที่เสียไปทีมละ 11 ลูกเท่านั้น แถมหลังเกมที่เฉือนชนะ สโต๊ค 1-0 ยังเป็นเกมที่ 8 ที่พวกเขาลงเล่นโดยไม่เสียประตูให้คู่แข่ง และเป็นเกมที่ 6 ของฤดูกาลที่เอาชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ 1-0

       แน่นอนว่าอันดับแรกต้องชื่นชม 4 แนวรับ ที่ไล่ตั้งแต่ แมทธิว ลอว์ตัน, เบน มี, เจมส์ ทาร์คอฟสกี และ สตีเฟน วอร์ด ที่ต่างพากันผนึกกำลังในแนวรับได้อย่างมีวินัยและแข็งแกร่งจนทีมมีสถิติเสียประตูน้อยสุดเป็นลำดับต้นๆของลีก โดยเฉพาะตำแหน่งคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟระหว่าง ทาร์คอฟสกี กับ เบน มี ที่จับคู่เข้าขากันจนแฟนบอลลืมชื่อ ไมเคิล คีน อดีตเซนเตอร์ฮาล์ฟคนเก่งที่ย้ายไปอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน เมื่อช่วงต้นฤดูกาลเลยทีเดียว แถมทั้งคู่ยังมีดีถึงขั้นแฟนบอลเรียกร้องให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษ ลองเรียกทั้งคู่มาติดทีมชาติดูสักครั้ง

       “ทุกอย่างกำลังไปได้สวยโดยดูได้จากผลงานที่ผ่านมา ยิ่งเราเล่นด้วยกันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจกันมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีที่เราแสดงออกมาทำให้เห็นว่าทีมกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่เหมาะสมและกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และเรากำลังตั้งตารอที่จะลงเล่นเกมต่อไป” ทาร์คอฟสกี วัย 25 ปี กล่าวถึงความเข้าใจในการเล่นซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขามีเกมรับที่เหนียวแน่น

ชายชื่อ ฌอน ไดซ์
       "สิ่งที่ผมชอบมากก็คือ สิ่งที่ ฌอน ไดซ์ กำลังทำอยู่ เขามีแผนการที่ชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์ คุณสามารถเห็นได้ครั้งแล้วครั้งเล่าในแต่ละเกม”

       "พวกเขาไม่ได้ขยับขึ้นมาทางซ้ายหรือขวาเพิ่มขึ้น พวกเขายึดมั่นกับแผนการเล่น และนั่นชัดเจนมาก และเล่นด้วยยากมาก นักเตะเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะป้องกันในทุกสถานการณ์ ไม่มีนักเตะของเบิร์นลีย์คนไหนเลือกเล่นแบบสุ่มเสี่ยงให้เห็น และนั่นคือจุดแข็งของพวกเขา” เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่หงส์แดงลิเวอร์พูล เคยออกมาชื่นชมการทำทีมของ ไดซ์ ที่แสดงให้เห็นถึงวินัยและแนวทางที่ชัดเจน

       ไดซ์ กลายเป็นกุนซือที่ได้รับฉายาว่าดีที่สุดเมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์ โดยคนแรกที่ได้คำชมนี้ได้แก่ เดวิด มอยส์ สมัยคุมเอฟเวอร์ตัน 

       โดยปรัชญาของกุนซือ วัย 46 ปี ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเอาหลังบ้านให้แน่นอนไว้ก่อน ส่วนเกมรุกขอโอกาสเหมาะๆเพียงครั้งสองครั้งในการเปลี่ยนเป็นสกอร์ โดยดูได้จาก 14 จาก 17 เกมที่ผ่านไป ไม่เคยมีมากกว่า 2 ประตูในแต่ละแมตช์ นอกเหนือจากนี้ คือ นัดเปิดสนามชนะเชลซี 3-2, แพ้ แมนฯ ซิตี้ 0-3 และ ชนะ บอร์นมัธ 2-1

       เวลานี้แฟนเบิร์นลีย์หลายคนกำลังฝันถึงโอกาสลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรป โดยตลอดหน้าประวัติศาสตร์ 135 ปีของสโมสร พวกเขาเคยมีส่วนร่วมเพียง 2 ครั้ง (ยูโรเปียน คัพ 1960-61 กับ อินเตอร์-ซิตีส์ แฟร์ส คัพ 1966-67) อย่างไรก็ตามชั่วโมงนี้โอกาสที่จะมีหนที่สามอาจไม่ใช่เรื่องของฝันลมๆแล้งๆอีกต่อไป


เปิดอ่าน