"เนวิน” ชู "ช้างอารีน่า" ยกระดับ "ปราสาทสายฟ้า”

กีฬา > บทความ  :  10 ธ.ค. 2560

"คนในสนาม" โดย...โสภณ เพชรแท้

       สนามฟุตบอลภายใต้ชื่อ “ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม” หรือ “ธันเดอร์คาสเซิล สเตเดี้ยม” อันเป็นรังเหย้าของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมชั้นนำในฟุตบอลไทยลีก ซึ่งตั้งอยู่ในเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ กำลังจะเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทาย นับจากวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม เป็นต้นไป ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็คือ การเปลี่ยนชื่อสนามจาก “ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม” ที่ใช้ชื่อนี้มาอย่างยาวนานนับจากวันแรกที่เปิดใช้สนามในปี 2555 หรือผ่านมากว่า 5 ปี สู่ภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการใช้ชื่อสนามว่า “ช้างอารีน่า”

       อาจกล่าวได้ว่านี่คือภาพที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความความแนบแน่นในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างทีมฟุตบอลชั้นนำอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขณะที่อีกฝ่ายคือ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เจ้าของผลิตภัณฑ์ตราช้าง ในแง่ของธุรกิจนี่คือการยกระดับไปอีกขั้น จากเดิมที่ตราสินค้า "ช้าง” อยู่บนชุดแข่งขัน และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งในสนามและนอกสนาม ควบคู่กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขยายไปสู่การเป็นหุ้นส่วนของความร่วมมือผ่าน “ช้างอารีน่า”

จากไอ-โมบายสู่ "ช้างอารีน่า”

       หากย้อนไปในเส้นทางก่อนก้าวผ่านจาก “ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม“ สู่ ”ช้างอารีน่า” นี่คือภาพของความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย จำกัด หนึ่งในเครือข่ายธุรกิจของกลุ่ม บริษัทสามารถคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมตระกูล "วิไลลักษณ์” กับ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จัดสร้างสนามฟุตบอลเพื่อให้เป็นสนามเหย้าในแบบที่ได้มาตรฐาน แทนการใช้สนามกีฬากลางจังหวัดบุรีรัมย์ในอดีต

       เป็นการระดมเงินลงทุนกว่า 500 ล้านบาท จัดสร้างสนามที่มีความจุรองรับผู้เข้าชมได้มากกว่า 30,000 ที่นั่ง ความโดดเด่นของไอ-โมบาย สเตเดี้ยม อยู่ที่การผ่านมาตรฐานรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า), สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) และสหพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน (เอเอฟเอฟ) ที่จัดให้เป็นสนามฟุตบอลมาตรฐานระดับเวิลด์คลาส แห่งเดียวในประเทศไทย

       “เราจะเปลี่ยนจากไอ-โมบาย สเตเดี้ยม สู่ ช้างอารีน่า ตั้งแต่ 31 ธันวาคมนี้ เป็นต้นไป เป็นความร่วมมือในสัญญาแรก ระยะเวลา 5 ปี แต่แน่นอนว่า ผมยังหวังว่าเราจะร่วมมือกับพันธมิตรคือช้าง ที่เป็นไปอย่างยาวนานนับจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สำหรับผมแล้วสะท้อนให้เห็นว่าในกีฬาอาชีพ หากเราสามารถยกระดับความเป็นมาตรฐาน หรือสร้างความเป็นมืออาชีพให้ทุกคนยอมรับได้ มันก็จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน และนี่คือสิ่งที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำได้ วันนี้ฟุตบอลได้ผลักดันให้กลไกเศรษฐกิจในแต่ละด้านเดินไปได้ และมีส่วนสำคัญกับการสร้างโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด" เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์กับ “คมชัดลึก"

สานต่อแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์

       ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง "ปราสาทสายฟ้า" กับไทยเบฟเวอเรจ ในครั้งนี้ จะเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้ความเชื่อถือและต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีม ด้วยการเข้ามามีบทบาทในรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจที่ก้าวไปอีกขั้น และสิ่งที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะได้รับกลับคืนก็คือการสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล เพราะการที่บริษัทในธุรกิจขนาดใหญ่ตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วม หรือขยายความร่วมมือทางธุรกิจ เท่ากับว่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สามารถสร้างกระบวนการยอมรับ และนี่ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้สโมสรมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

       “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อยู่ในขั้นตอนที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะนี้บริษัทที่ปรึกษาอยู่ในขั้นตอนของการเข้ามาจัดวางโครงสร้างต่างๆ ดังนั้นการที่เราได้พันธมิตรคือเจ้าของผลิตภัณฑ์ช้างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งก็จะเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไว้วางใจ เป้าหมายของผมกับการผลักดันให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักกทรัพย์ เป็นเรื่องที่ทำให้สำเร็จ เพราะจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นทีมฟุตบอลที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้”

ปราสาทสายฟ้า 2018 พื้นที่เพื่อดาวรุ่ง

       ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กล่าวด้วยว่า ฤดูกาล 2018 เป้าหมายของการทำทีมยังคงใช้แนวทางเดิมจากฤดูกาล 2017 คือ การเปิดพื้นที่เพื่อให้นักฟุตบอลดาวรุ่งจากอคาเดมีของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ และจะเข้ามามีบทบาทต่อทีมมากยิ่งขึ้น แนวทางนี้ไม่ต่างไปจากการถ่ายเลือด เพราะด้วยระบบผู้เล่นเดิม เมื่อมาถึงจุดหนึ่งก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นไปตามวิถีของฟุตบอลอาชีพ ขณะที่แนวทางของทีมจากนี้ไปก็คือการใช้จ่ายกับการลงทุนอย่างมีเหตุผล การจะทุ่มซื้อตัวผู้เล่นทั้งไทยและต่างชาติเข้าสู่ทีมเช่นที่ผ่านมาจะไม่ถูกนำมาใช้อีกต่อไป เพราะได้ประสบการณ์แล้วว่า การที่ผู้เล่นเหล่านี้เข้าสู่ทีมก็ใช่ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จ ปัญหาที่พบก็คือความเป็นตัวของตัวเองของผู้เล่นเหล่านี้ ดังนั้นเมื่อมาอยู่ในระบบทีม จึงเป็นเรื่องยากที่จะปรับตัวเข้าหา กระทั่งเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับความคาดหวัง

       “งบประมาณลงทุนฤดูกาล 2018 ยังวางไว้เท่าเดิมคือ ระหว่าง 250-300 ล้านบาท แต่เราคงไม่หมดไปกับการทุ่มซื้อนักเตะ แต่จะนำไปลงทุนเพื่อพัฒนาทีมในส่วนต่างๆ ที่จะเป็นการต่อยอด การได้แชมป์ไทยลีกฤดูกาล 2017 ด้วยผู้เล่นส่วนหนึ่งที่มาจากนักฟุตบอลดาวรุ่ง เป็นคำตอบแล้วว่าเรามาถูกทางในเรื่องนี้ ค่าเฉลี่ยของผู้เล่น 2017 บุรีรัมย์ใช้นักเตะที่มีที่อายุน้อยมากที่สุดเมื่อเทียบกับทีมร่วมลีก เรื่องความสำเร็จเรื่องการเป็นแชมป์สำหรับแฟนบอลผมเข้าใจดีว่าทุกคนอยากเห็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลับไปยิ่งใหญ่ กวาดทุกแชมป์ แต่นั่นคือความสำเร็จในอดีต แต่จากนี้ไปคือการอยู่กับปัจจุบัน ผมอยากให้แฟนบอลเข้าใจความเป็นจริงในเรื่องนี้ ต้องอยู่กับปัจจุบันและยอมรับให้ได้ การที่ผมเลือกวางโครงสร้างทีมใหม่เพราะมั่นใจว่าจะเป็นการปูพื้นฐานไปสู่ความแข็งแกร่งระยะยาวได้ ฤดูกาล 2018 เราจะเห็นนักเตะดาวรุ่งเข้าสู่ทีมมากขึ้น แต่รุ่นพี่อย่าง สุเชาว์ นุชนุ่ม, จักรพันธ์ แก้วพรม ก็ไม่ได้ไปไหน รุ่นพี่เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญกับทีม และผมเชื่อว่าผู้เล่นชุดฤดูกาล 2018 จะรักษาผลงานได้ดีเช่นที่เคยทำได้มาแล้วในฤดูกาล 2017" เนวิน ระบุ

       เป็นภาพ 2 ด้านที่กำลังเกิดขึ้นกับ “ปราสาทสายฟ้า” ทั้งในเชิงธุรกิจ ที่ได้พันธมิตรเข้ามาร่วมสนับสนุน และโครงสร้างทีมชุดสู้ศึกฤดูกาล 2018 ที่ไม่ต่างไปจากการ "ผลัดใบ”


เปิดอ่าน