ราฮีม สเตอร์ลิง : พัฒนาการและคุณค่าในรั้วอิติฮัด

 เคยโดนปรามาสเป็นนักเตะที่มีดีแค่ความเร็ว ถูกตราหน้าว่าเป็นแข้งหน้าเงิน และคงไม่มีพัฒนาการไปได้มากกว่านี้

   อย่างไรก็ตามชั่วโมงนี้ ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกร่างเล็กของแมนฯ ซิตี ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่หลายคนสบประมาทเขานั้นแทบจะผิดทั้งหมด
    ดาวเตะวัย 22 ปี ได้รับคำชื่นชมท่วมท้นจากผลงานอันเปล่งปลั่งในฤดูกาลนี้ แถมห้อยท้ายด้วยว่าเป็นนักเตะที่ยกระดับการเล่นของตัวเองชนิดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
    ถึงกระนั้นกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องบอกเลยว่าอดีตดาวรุ่ง “หงส์แดง” รายนี้ ต้องผ่านอุปสรรคมากมายทีเดียวก่อนจะได้รับเสียงปรบมือดังเช่นทุกวันนี้

แจ้งเกิดกับ “หงส์แดง”
    ราฮีม สเตอร์ลิง เปิดตัวกับลิเวอร์พูลครั้งแรกในเกมที่ยอดทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์เฉือนชนะ วีแกน แอธเลติก 2-1 เมื่อปี 2012 จากนั้นค่อยๆ โชว์ฟอร์มดีขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมนำทีมเก็บชัยชนะต่อเนื่องจนนายใหญ่ตอนนั้นอย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ไม่ลังเลที่จะมอบหมายให้เป็นแข้งตัวหลักของทีมแม้จะอายุเพียงแค่ 18 ปี
    หลังได้รับการจับตามองในฐานะดาวดวงใหม่แห่งวงการฟุตบอลอังกฤษ ระยะเวลา 4 ฤดูกาล สเตอร์ลิง ลงสนามให้ลิเวอร์พูล ทั้งหมด 129 นัดรวมทุกรายการยิงไป 23 ประตู ซึ่งเวลานั้นไม่มี “เดอะ ค็อป” รายใดจะคิดว่าดาวเตะรายนี้กำลังเตรียมผละหนีต้นสังกัดที่เป็นดั่งบ้านหลังที่สองของเขา
    ปลายฤดูกาล 2014-2015 สเตอร์ลิง มีข่าวไม่ยอมต่อสัญญากับลิเวอร์พูลมาสักพักใหญ่ แถมยังโดนกระแสวิจารณ์หนักว่าเป็นพวกหน้าเงินบ้าง ไม่มีใจรักสโมสรบ้าง ที่สำคัญกระแสผิดใจกับร็อดเจอร์ส กลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างหนัก แถมเคยโดนแฟนๆ โห่ลั่นในงานที่ขึ้นไปรับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร
    สุดท้ายจากดาวเตะที่เป็นดั่งขวัญใจของทีม ต้องแปรสภาพเป็นคนทรยศในเวลาเพียงไม่นาน เมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี ประเคนค่าตัวสูงถึง 49 ล้านปอนด์ (ราว 2,100 ล้านบาท) แลกกับนักเตะอายุเพียง 20 ปี ที่ยังมิได้พิสูจน์ตัวเองมากนัก

ปีแรกกับเสื้อสีฟ้า
    เสียงวิจารณ์พร้อมกระแสโจมตีปีกร่างเล็กหนาหูตั้งแต่ยังไม่ได้ประเดิมสนามให้ต้นสังกัดแห่งใหม่ บ้างบอกว่า แมนฯ ซิตี คว้าตัวเข้ามาเพียงเพื่อเพิ่มโควตานักเตะสัญชาติอังกฤษเท่านั้น
    ภาพลักษณ์ที่ดูไม่ดียิ่งย่ำแย่หนักลงไปอีกเมื่อซีซั่นแรกภายใต้สีเสื้อใหม่ “สเตอร์ลิง” ไม่สามารถสร้างผลงานได้เข้าตาเท่าไหร่ อีกทั้งต้องเจออุปสรรคมากมายในการปรับตัว รวมถึงอาการบาดเจ็บที่คอยเล่นงานอยู่เรื่อยๆ จนช่วงแรก มานูเอล เปเยกรินี ไม่กล้าเสี่ยงใช้งานปีกร่างเล็กมากนัก แถมพอให้โอกาสเจ้าตัวกลับไม่สามารถฉายแสงได้เหมือนเก่า แม้กระทั่งลีลาลากเลื้อยที่เป็นเครื่องหมายการค้าก็ยังไม่ค่อยได้เห็น
    เบ็ดเสร็จฤดูกาลแรกตอบแทนความไว้วางใจด้วยการซัดไป 11 ประตู ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวน 47 นัดที่ลงเล่น ถือว่าโดยรวมยังสอบไม่ผ่านในปีแรกกับต้นสังกัดใหม่
    ครั้งหนึ่ง สเตอร์ลิง ออกมาให้เหตุผลที่เขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ในปีแรกเป็นเพราะ “เปเยกรินี” ไม่ให้เขาเล่นในสไตล์ของตัวเอง หนักถึงขั้นที่ว่าเจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากว่าเขาแทบจะเลี้ยงบอลไม่เป็นเลยทีเดียวในยุคของกุนซือชาวชิลี
    “มันเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ ผมไม่สามารเล่นได้ตามสไตล์ที่ตัวเองถนัด ผมมักจะสนุกกับการพาบอลไปกับตัว แต่กับ เปเยกรินี ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้โดยเฉพาะกับรูปแบบการฝึกซ้อมที่เขาวางไว้” สเตอร์ลิง ร่ายยาวถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซีซั่นแรกกับแมนฯ ซิตี ไม่เป็นดังหวัง
    อย่างไรก็ตามเหมือนบทที่ได้ถูกวางไว้แล้ว เมื่อหลังจบฤดูกาล เปเยกรินี เป็นฝ่ายโบกมือลาทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์พร้อมเปิดทางให้ผู้มาใหม่อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งนอกจากเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของทีมแล้ว เวลานั้นยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอดีตนักเตะที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นแข้งหน้าเงินอีกด้วย

กับชายชื่อ “กวาร์ดิโอลา”
    “กวาร์ดิโอลา กำลังเปลี่ยน สเตอร์ลิง ให้เป็น เมสซี ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” แกรี ลินิเกอร์ สุภาพบุรษลูกหนังทีมชาติอังกฤษ และกูรูของ บีบีซี ออกมาแสดงความประทับใจต่อ ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกจอมเลื้อยของแมนเชสเตอร์ ซิตี ภายใต้การทำทีมของนายใหญ่ชาวสเปน
    แม้ปีแรก กวาร์ดิโอลา จะถูกตีตราว่าล้มเหลวไม่เป็นท่าบนเกาะอังกฤษ แต่ความจริงที่ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา ซึ่งคำเปรียบเปรยดังกล่าวดูจะใช้ได้ดีกับ สเตอร์ลิง และกวาร์ดิโอลา เช่นกัน
จากปีกที่เคยออกมายอมรับว่าแทบจะเลี้ยงบอลไม่เป็นในปีแรก การเข้ามาของกวาร์ดิโอลา ได้ทำให้บทบาทของอดีตดาวรุ่งลิเวอร์พูลชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ตัวเลขพังตาข่ายจะอยู่ที่ 10 ประตู ซึ่งน้อยกว่าฤดูกาลแรกที่เปิดตัวกับทีม แต่ลึกลงไปในรายละเอียดของวิธีการเล่น ตลอดจนความมั่นใจที่แสดงให้เห็นก็พอจะตอบได้ว่าเม็ดเงิน 49 ล้านปอนด์ที่เคยหว่านลงไปกำลังผลิดอกออกผลให้เห็นบ้างแล้ว
    “สเตอร์ลิง ยังพัฒนาได้อีก เขาช่วยให้ทีมชนะ ไม่เฉพาะเรื่องการทำประตู แต่ตอนนี้เขาแข็งแกร่ง ครองบอลดีจากที่เคยเสียบอลง่าย ตอนนี้เขาก็กลายเป็นนักเตะที่สามารถตัดสินเกมได้ไปแล้ว” กวาร์ดิโอลา ไม่รีรอที่จะเอ่ยชมลูกทีมคนเก่งหลังซัดประตูสำคัญๆ ต่อเนื่องให้ทีมในฤดูกาลที่สองของเขา เช่นเดียวกับบทบาทนายใหญ่ปีที่สองของกุนซือสแปนิช
    ปัจจุบันนอกจากเสียงแซ่ซ้องกับชัยชนะ 13 นัดติดในลีกของกวาร์ดิโอลา และลูกทีม อีกสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันดูจะหนีไม่พ้นผลงาน 13 ประตู จากการลงเล่น 20 นัดรวมทุกรายการ ซึ่งระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของซีซั่นนี้ แต่ สเตอร์ลิง กลับตอบแทนความไว้วางใจด้วยการผลิตสกอร์ได้มากกว่าที่เคยทำมาตลอดทั้งฤดูกาลแรกเสียอีก จึงไม่แปลกที่ชั่วโมงนี้ฝั่งต้นสังกัด “เรือใบสีฟ้า” วางแผนที่จะจับเขาต่อสัญญาฉบับใหม่ซึ่งมีมูลค่าพอที่จะทำให้กลายเป็นนักเตะที่รับค่าเหนื่อยสูงสุดบนเกาะอังกฤษ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

 สุดท้ายนี้ตัวเลขค่าเหนื่อยอาจไม่ใช่สิ่งที่ชี้วัดความสำคัญของ"สเตอร์ลิง"ที่มีกับทีมได้ทั้งหมด
- เกมกับเซาแธมป์ตัน ยิงประตูชัย 2-1 ช่วงทดเจ็บนาที 95
- เกมกับฮัดเดอร์สฟิลด์ ยิงประตูชัย 2-1 นาที 84
- เกมกับบอร์นมัธ ยิงประตูชัย 2-1 ช่วงทดเจ็บนาที 90+7
- ยิงประตูตีเสมอ 1-1 นาที 82 ในเกมแบ่งแต้มกับเอฟเวอร์ตัน 
 ถ้าไม่มี ราฮีม สเตอร์ลิง ช่องว่างระหว่าง แมนฯ ซิตี กับ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ใช่ 8 คะแนนอย่างแน่นอน ซึ่งหากมองเพียงแค่ตรงนี้ก็อาจจะอธิบายความสำคัญของเขาได้ชัดกว่าตัวเลขค่าเหนื่อยสูงสุดบนเกาะอังกฤษเสียอีก


เปิดอ่าน