“เป๊ป”กับปัจจัยพาเรือใบสีฟ้าบินสูง

กีฬา > บทความ  :  1 วันที่ผ่านมา
เป๊ป, กวาร์ดิโอลา, เรือใบสีฟ้า, แมนฯซิตี, มิติเกมรุก, สถิติชนะรวด

ฤดูกาลที่แล้วหลายคนปรามาสเขาว่าเป็นแค่กุนซือธรรมดาทั่วไป เขาไม่ใช่โค้ชที่เก่งกาจอะไรมากมาย บางคนว่าความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นเพราะทีมที่เลือกคุม

 แต่นาทีนี้เชื่อว่าไม่มีใครกล้าคิดแบบนั้นกับ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมชาวสแปนิชของแมนเชสเตอร์ ซิตี อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากกวาดตาไปดูอันดับบนตารางคะแนน

 ผลงานชนะ 11 จาก 12 เกมที่ลงเล่นในลีก และหากนับรวมทุกรายการพวกเขาคว้าชัยมาติดต่อกัน 17 นัด นับเป็นสถิติสูงสุดบนเกาะอังกฤษ (เหนือกว่าสถิติเดิมของ เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ยุคก่อนสงครามโลกและ อาร์เซนอล ยุค จอร์จ เกรแฮม ชนะ 14 นัดรวด) ทิ้งคู่ปรับร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับ 2 ด้วยช่องว่างที่ห่างถึง 8 คะแนน แม้หลายคนมองว่านี่เพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น และยังเหลือโปรแกรมอีก 26 นัด ให้ลงห้ำหั่นกัน

 แต่หากลองไปถาม โชเซ มูรินโญ, อันโตนิโอ คอนเต หรือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ผู้ที่เป็นฝ่ายไล่หลังมา บางทีพวกเขาก็อาจไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชั่วโมงนี้ใครจะมาหยุดลูกทีมของกุนซือชาวสเปนได้ ซึ่งในขณะเดียวกันหลายคนก็ยังไม่หายสงสัยว่าเหตุใดนาวาลำนี้ถึงได้แล่นฉิวขนาดนี้

บทเรียนซีซั่นก่อน

 ทุกคนจำภาพกุมขมับหลายต่อหลายครั้งเมื่อซีซั่นก่อนของกุนซือมาดละเมียดชาวสเปนได้ดี หลังจากเปิดตัวด้วยการออกสตาร์ทอย่างสวยหรู แต่สุดท้ายทีมของเขาต้องล้มคะมำไม่เป็นท่าในตอนท้ายฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับทีมเล็กหรือใหญ่พวกเขาพร้อมจะเพลี่ยงพล้ำได้เสมอ

 ประสบการณ์ซีซั่นแรกในถิ่นเอติฮัด สเตเดียม บอกอะไรหลายอย่างให้กับ เป๊ป กวาร์ดิโอลา โดยเฉพาะวิถีของเกมลูกหนังอังกฤษ ที่ต่างจากความคุ้นเคยก่อนหน้านี้ทั้งในลา ลีกา สเปน และ บุนเดสลีกา เยอรมนี จนทำเอากุนซือมากความสำเร็จทำได้เพียงแค่เข้าป้ายอันดับ 3 บนลีกสูงสุดเท่านั้น แถมมีแต้มตามหลังทีมแชมป์อย่าง เชลซี ถึง 15 คะแนน

 อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณบทเรียนในซีซั่นแรก ที่ทำให้เขาได้เข้าใจถึงความเป็นลีกเมืองผู้ดีถ่องแท้มากขึ้น เวลาขึ้นนำควรเล่นแบบไหน ตอนตามหลังต้องเร่งเกมอย่างไร เอาความผิดพลาดมาปรับใช้กับสไตล์การเล่นเน้นครองบอลเป็นหลักแบบที่เขาถนัด และการโต้กลับที่รวดเร็วไม่มากจังหวะ กระทั่งฟอร์มการเล่นของปีนี้ออกมาสุดยอดอย่างที่เราได้เห็นกันอยู่นั่นเอง
“เราเล่นบอลง่ายกว่าทุกทีม เราเดินเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะเราเคลื่อนที่กันได้ว่องไว แต่เป็นเพราะเราเล่นบอลกันง่ายกว่า ให้บอลกันน้อยจังหวะ นักเตะของเราส่วนใหญ่สัมผัสบอลกันไม่เกินหนึ่งหรือสองครั้ง” กวาร์ดิโอลา เผยเคล็ดลับพาทีมบินสูงหลังจบเกมเอาชนะ เลสเตอร์ 2-0 ที่คิง เพาเวอร์ สเตเดียม

หลากมิติเกมรุก

 แน่นอนว่าความดีความชอบส่วนใหญ่ถูกยกให้นายใหญ่ชาวสแปนิช แต่ขณะเดียวกันบรรดาแนวรุกที่สร้างสรรค์เกมได้อย่างน่าดูชมก็ควรได้รบเครดิตด้วยเช่นกัน

 มิติเกมรุกของเรือใบสีฟ้านั้นหลากหลายจนทีมอื่นต้องยอม ตัวเลขยิงได้ 40 เสีย 7 ประตู บ่งบอกได้ดีถึงความแข็งแกร่งในแนวรุกของพวเขา ที่นำโดย เซร์คิโอ อเกวโร (8 ประตู), กาเบรียล เฆซุส(8 ประตู), ราฮีม สเตอร์ลิง (7 ประตู) และ เลรอย ซาเน(6 ประตู) ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าแนวรุกพวกเขาสามารถช่วยกันยิงได้ทุกคนโดยไม่ได้หวังพึ่งพาใครคนใดคนหนึ่งและนี่คือจุดแข็งที่พาทีมรั้งหัวตารางในเวลานี้

 ขณะเดียวกันนอกจากจำนวนประตูที่ยิงได้แล้ว ในแดนกลางพวกเขายังถือว่าได้รวมเอาตัวสร้างสรรค์เกมที่ดีที่สุดไว้ในทีม โดย 3 อันดับแรกบนตารางสถิติของพรีเมียร์ลีก ระบุไว้ว่า ดาบิด ซิลบา, เควิน เดอ บรอยน์ และ ซาเน คือ สามอันดับที่ผ่านบอลให้เพื่อนทำประตูได้มากที่สุด จำนวน 6 ลูก และเมื่อศักยภาพทั้งสองอย่างถูกนำมารวมเข้าด้วยกันจึงไม่แปลกที่จะได้เห็็นเกมรุกที่ไหลลื่นดังเช่นในปัจจุบัน

ผู้ปิดทองหลังพระ

 ถึงทุกสายตาจะจับจ้องและชื่นชมไปกับเกมรุกที่แสนอันตรายของพวกเขา แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่พาพวกเขารั้งหัวหาดในเวลานี้เสียทีเดียว 
ตัดภาพกลับไปตอน เบนฌาแม็ง เมนดี ฟูลแบ็กฝรั่งเศส ได้รับบาดเจ็บหนักที่บริเวณหัวเข่า ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ ชนะ คริสตัล พาเลซ 5-0 และต้องพักรักษาตัวจนถึงปีใหม่ ร้อนถึง เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องเลือกผ่าทางตันด้วยการหันมาใช้บริการ “ฟาเบียน เดลฟ์” มิดฟิลด์ตัวตัดเกมชาวอังกฤษ ที่ย้อนกลับไปเมื่อซัมเมอร์ยังถูกปักป้ายขายอยู่เลย แถมยังปรับมาให้เจ้าตัวเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัดอีกต่างหาก จนทำให้บรรดานักวิจารณ์ออกมาตั้งข้อสงสัยว่านายใหญ่ชาวสเปน เลือกจะทำอะไรที่คาดไม่ถึงอีกแล้ว

 จนแล้วจนรอดผลงานในสนามของ เดลฟ์ ก็ทลายข้อสงสัยต่างๆจนหมดสิ้น โดยเฉพาะในเกมกับ เลสเตอร์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา(18พ.ย.) ที่่อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษซึ่งโดนโยกไปประจำการในตำแหน่งฟูลแบ็กฝั่งซ้าย ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง แถมยังดีชนิดที่ว่า ริยาด มาห์เรซ ดาวเตะตัวอันตรายของเจ้าถิ่นแทบไม่มีโอกาสสร้างสรรค์เกมสวยๆให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว

 "เขาเอาชนะ มาห์เรซ ได้ทุกครั้งที่เข้าปะทะกัน เขาแย่งบอลได้ดีตามแบบฉบับกองกลางที่ถนัด เขาเป็นผู้เล่นที่ฉลาด และเราต้องดูแลเขาอย่างดีเพื่อไม่ให้บาดเจ็บ เพราะตอนนี้ตัวเลือกทางกราบซ้ายเหลือแค่เขาเท่านั้น" กวาร์ดิโอลา ออกมาชมฟูลแบ็กจำเป็น วัย 27 ปี

การเสริมทัพอันชาญฉลาด

 การที่ทุกอย่างดูลงตัวไปหมดในถิ่นเอติฮัด สเตเดียมนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากปัจจัยสำคัญอย่างเม็ดเงินเสริมทัพที่พวกเขาทุ่มทุนลงไปนั่นเอง

 หลังจากเห็นข้อบกพร่องในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแผงแนวรับจึงทำให้ เป๊ป ตัดสินใจทุบคลังสโมสรไป 150 ล้านปอนด์ (ราว 6.15 พันล้านบาท) เพื่อแลกกับ เบนฌาแม็ง เมนดี ฟูลแบ็กฝรั่งเศส, ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็กขวาเมืองผู้ดี, ดานิโล แบ็กบราซิเลียน, แบร์นาโด ซิลวา มิดฟิลด์โปรตุเกส และ เอแดร์สัน ผู้รักษาประตูบราซิเลียน ซึ่งในรายของ เอแดร์สัน ถูกยกให้เป็นการซื้อตัวที่ดีที่สุดของพวกเขาในตลาดนักเตะรอบที่ผ่านมาเลยทีเดียว จากการเข้ามาเติมเต็มในแนวรับได้ทันทีแบบไม่ต้องปรับตัว แถมยังเก็บคลีนชีตไปแล้วถึง 10 นัด

 อย่างไรก็ตามเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปจะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด หากขาดสายตาเฉียบแหลมของ เป๊ป ที่เลือกจับจ่ายได้ตรงจุดจนสามารถเนรมิตระบบที่เขาฝันไว้ให้เกิดขึ้นจริงได้ในที่สุด

 ถึงยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าฤดูกาลนี้ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา จะลงเอยเช่นไร แต่กับผลงานและฟอร์มการเล่นชั่วโมงนี้ต้องกระแทกมือดังๆให้กับกุนซือวัย 46 ปี ที่ปลุกปั้นและปรับแก้ทีม สร้างระบบการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจจนขึ้นไปนำจ่าฝูง ซึ่งหลังจากนี้เรื่องของการยืนระยะและความคงเส้นคงวาคงเป็นอีกแค่ไม่กี่อย่างที่เขาต้องเลือกใส่ลงไปในระบบที่ตัวเองได้ติดตั้งไว้


เปิดอ่าน