ย้อนรอยแข้งดังขอย้ายทีมช็อกโลก

กีฬา > บทความ  :  21 ส.ค. 2560

จากกระแสของ 2 ดาวเตะคนสำคัญอย่าง ฟิลิปเป คูตินโญ และเวอร์กิล ฟานไดค์ ที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการย้ายทีมก่อนเส้นตายซื้อขายจะปิดตัวลง

  นอกจากจะสร้างความตกตะลึงให้แฟนบอลของพวกเขาเองแล้ว มหากาพย์หนนี้ยังทำท่าจะไม่จบลงง่ายๆ ชนิดที่ต้องรอลุ้นกันจนกว่าตลาดซื้อขายจะปิดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคมนี้

  อย่างไรก็ตามกรณีของ คูตินโญ กับ ฟาน ไดค์ ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักเตะทำตัวใหญ่กว่าสโมสรและไม่ให้ความเคารพสัญญาที่เซ็นกันไว้ และวันนี้จะขอพาย้อนกลับไปดูเคสตัวอย่างของบรรดาแข้งจอมดื้อที่ขอขึ้นบัญชีย้ายทีม ซึ่งบางรายก็ได้สมใจ แต่บางคนก็ต้องยอมผิดหวังพร้อมกับก้มหน้าก้มตารับใช้ต้นสังกัดเดิมต่อไป

ราฮีม สเตอร์ลิง
    หลังถูกส่งลงสนามครั้งแรกในฐานะตัวสำรองด้วยวัยเพียง 18 ปี นัดที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เฉือนชนะ วีแกน แอธเลติก 2-1 เมื่อปี 2012 กระทั่งได้รับความไว้วางใจจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ให้เป็นตัวหลักตลอด 4 ฤดูกาลเต็ม ลงสนามไป 129 นัด ยิงไป 23 ประตู

   ในตอนนั้น สเตอร์ลิง ได้รับการจับตามองในฐานะดาวรุ่งตัวความหวังและกำลังอยู่บนเส้นทางลูกหนังอันรุ่งโรจน์ ซึ่งแฟนบอลต่างคาดหวังว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยไล่ล่าความสำเร็จมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ แต่แล้วดาวเตะร่างเล็กก็ทำในสิ่งที่ไม่คาดฝัน เมื่อออกมาเรียกร้องขอย้ายทีมหลังจบฤดูกาล 2014-2015 พร้อมด้วยสัญญาที่ใกล้จะหมดลง แม้ต้นสังกัดพยายามยื่นสัญญาใหม่พร้อมเพิ่มค่าเหนื่อยให้เกือบ 4 เท่า เป็น 100,000 ปอนด์ (ราว 4 ล้านบาท) แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมขยายสัญญาเพิ่มเติมแต่อย่างใด

   นอกจากไม่ต่อสัญญาแล้ว สเตอร์ลิง ยังไม่ยอมเดินทางไปทัวร์ปรีซีซั่นกับทีม กระทั่งวันที่ 14 กรกฎาคม 2015 ก็ตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพแมนเชสเตอร์ ซิตี อย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัว 49 ล้านปอนด์ (ราว 2,000 ล้านบาท) โดยหลังการย้ายทีม สเตอร์ลิง ให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้ย้ายทีมเพราะเงิน แต่ตัดสินใจย้ายออกจากทีม เพื่อต้องการยกระดับฝีเท้าของตนเองเท่านั้น

ดิมิทรี ปาเยต์
    หากจะมีผู้เล่นคนไหนที่ถูกแฟนบอลตราหน้าว่าเป็นนักเตะที่เลือกทิ้งความสำเร็จเพื่อไปรับเงินก้อนโต อดีตเพลย์เมเกอร์วัย 30 ปี ก็น่าจะมีชื่อเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน

   ก่อนที่ ปาเยต์ จะก้าวขึ้นมาเจิดจรัสจนได้รับการจับตามองจากบรรดาทีมชั้นนำในยุโรป ต้องให้เครดิต สลาเวน บิลิช กุนซือเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่เป็นคนให้โอกาสเจ้าตัวกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีอีกครั้ง หลังไปคว้าตัวมาจากโอลิมปิก มาร์กเซย เมื่อปี 2015 และสร้างผลงานเข้าตาตั้งแต่ซีซั่นแรกจนก้าวขึ้นมาเป็นขุนพลหลักของทีม และยังมีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศสไปลุยทัวร์นาเมนต์ยูโร 2016

   อย่างไรก็ตามพอก้าวสู่ฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นซีซั่นที่สอง สภาพร่างกายที่ไม่สู้ดีของปาเยต์ ซึ่งติดตัวมาจากการช่วยทีมชาติฝรั่งเศส คว้ารองแชมป์ยูโร 2016 ทำให้ฟอร์มช่วงออกสตาร์ทซีซั่นใหม่มีปัญหา เจ้าตัวก็เลยแจ้งไปยังสโมสรว่าต้องการย้ายสังกัดและจะไม่ลงสนามให้ทีมอีกแล้ว จนโดนเวสต์แฮม ลงดาบส่งไปฝึกซ้อมกับทีมเยาวชนพร้อมยื่นคำขาดว่าจะไม่ปล่อยตัว

   จนแล้วจนรอดด้วยความดื้อดึงของนักเตะทำให้สุดท้ายเวสต์แฮม ต้องจำยอมขายเพลย์เมกเกอร์คนสำคัญกลับสู่มาร์กเซย ถิ่นเก่า แลกกับค่าตัว 25 ล้านปอนด์(ราว 1,050 ล้านบาท) เมื่อตลาดนักเตะเดือนมกราคมเปิดตัว

หลุยส์ ซัวเรซ
    ก่อนที่จะตบเท้าสู่รั้วคัมป์ นู ของบาร์เซโลนา และกลายเป็นเครื่องจักรสังหารประตูดังเช่นทุกวันนี้ ศูนย์หน้าทีมชาติอุุรุกวัย ซึ่งสร้างเรื่องบันลือโลกหลังไปก่อเหตุกัด จอร์โจ คิเอลลินี ในฟุตบอลโลก 2014 และเมื่อหลังจบทัวร์นาเมนต์เวิลด์คัพฉบับบราซิลไม่นาน เจ้าตัวก็สร้างเรื่องสุดช็อกตามมาทันที ด้วยการประกาศขอย้ายทีม

   อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า สโมสรไม่มีความคิดที่จะขายนักเตะออกจากทีม และดาวเตะอุรุกวัยเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 3 ปี และหวังว่า ซัวเรซ จะเคารพในสัญญาด้วย
ในขณะที่แฟนบอลมีปฏิกิริยาการขอย้ายทีมแตกต่างกันไป มีทั้งเห็นใจและรู้สึกโกรธแค้น และมีแฟนบอลบางส่วนโพสต์รูปเผาเสื้อหมายเลข 7 ของซัวเรซ ขึ้นบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย

   สุดท้าย ซัวเรซ สมหวังได้ย้ายไปร่วมทัพบาร์เซโลนา เมื่อปี 2014 ด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์ (ราว 2,700 ล้านบาท) โดยเจ้าตัวให้เหตุผลสำหรับการย้ายทีมนั้นไม่ใช่เรื่องเงิน แต่มีเหตุผลสำคัญคือเรื่องภาพลักษณ์และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ชีวิตบนเกาะอังกฤษ

เวย์น รูนีย์
    ย้อนกลับไปก่อนที่เจ้าของดาวซัลโวตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษจะเดินออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด พร้อมกับไปสวมเสื้อเอฟเวอร์ตันดังเช่นทุวันนี้ เจ้าตัวเคยก่อเรื่องปั่นป่วนในแคมป์ปีศาจแดงด้วยการขอขึ้นบัญชีย้ายทีมมาแล้วถึง 2 ครั้ง

   ข่าวเรื่องอนาคตของรูนีย์ กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มต้นขึ้นด้วยการแสดงเจตนาขอย้ายทีมเมื่อปี 2010 ด้วยเหตุผลค่าเหนื่อยที่น้อยเกินไป แต่หนนั้น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือชาวสกอต สามารถเกลี้ยกล่อมให้เขาต่อสัญญกับทีมออกไปอีก 5 ปีได้สำเร็จ

   แต่จากนั้นไม่นาน รูนีย์ คนเดิมก็ไปบอกถึงความต้องการย้ายทีมอีกครั้ง โดยครั้งนี้เหตุผลมาจากการที่ต้องตกเป็นตัวเลือกในแดนหน้าลำดับที่สองรองจาก โรบิน ฟาน เพอร์ซี แม้การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมมาเป็น เดวิด มอยส์ ก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของรูนีย์ เปลี่ยนไป กระทั่งเชลซี ยื่นข้อเสนอเข้ามา 22 ล้านปอนด์  สำหรับค่าตัวรูนีย์ แต่ “ปีศาจแดง” ก็ยังยืนกรานว่ายังไงก็ไม่ขายและได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้ไปในที่สุด

คริสเตียโน โรนัลโด
    นับเป็นการสูญเสียที่เชื่อว่าสาวก “เรด เดวิลส์” ยังคงลืมไม่ลงกับการต้องเสียแข้งคนสำคัญไปให้สโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,300 ล้านบาท) ในตอนนั้น

   โรนัลโด ประสบความสำเร็จอย่างมากมายตลอดระยะเวลา 6 ฤดูกาลที่ลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียรลีก 3 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย, เอฟเอ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกอย่างละ 1 สมัย อีกทั้งยังเป็นนักเตะ “ปีศาจแดง” ต่อจากตำนานนักเตะอย่าง จอร์จ เบสต์ ที่สามารถคว้าบัลลงดอร์มาครองได้สำเร็จเมื่อปี 2008

   สุดท้ายเมื่อเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวกับทีมอสูรแดง โรนัลโด ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการย้ายไปค้าแข้งกับเรอัล มาดริด ซึ่งเป็นดั่งความฝันของเขา แต่กว่าการย้ายทีมจะเกิดขึ้นจริงๆ แข้งโปรตุกีสต้องก้มหน้าก้มตารับใช้ต้นสังกัดแห่งเกาะอังกฤษอีก 1 ฤดูกาลเต็ม ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้ เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน อีกครั้งที่สามารถกล่อมดาวเตะคนสำคัญให้อยู่ช่วยทีมไว้ได้

   เพราะซีซั่นสุดท้าย โรนัลโด สามารถช่วยทีมเข้าป้ายตำแหน่งทริปเปิลแชมป์เป็นการสั่งลา จากการเหมาแชมป์พรีเมียร์ลีก, ลีก คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ พร้อมกับเป็นการอำลาทีมไปอย่างสมบูรณ์แบบ

   การดื้อดึงขอย้ายทีมทั้งที่นักเตะมีสัญญาผูกมัดกับสโมสรต่างมีตอนจบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็เพื่อการประสบความสำเร็จบนเส้นทางค้าแข้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วน้อยครั้งที่จะเป็นการจากกันด้วยดี


เปิดอ่าน