โหมโรงศึกพรีเมียร์ลีก 2017-18

คืนวันนี้ 11 ส.ค. การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพที่มีแฟนลูกหนังติดตามมากที่สุดอย่างศึก “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ” ก็จะกลับมาระเบิดศึกขึ้นอีกครั้ง

     โดยในฤดูกาลนี้ มีความน่าสนใจในหลายประเด็นเกิดขึ้น ทั้ง การป้องกันแชมป์ของ เชลซี, การเบียดลุ้นแชมป์ที่สูสีของทีม “บิ๊ก 6”, การต้อนรับน้องใหม่ของลีกทั้ง 3 ทีมประกอบด้วย นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (แชมป์), ไบรท์ตัน, ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ รวมถึงกฏระเบียบใหม่ที่จะเริ่มใช้ ซึ่งก่อนที่คู่แรกของฤดูกาลใหม่อย่าง อาร์เซนอล กับ เลสเตอร์ ซิตี ในคืนนี้ เวลา 01.45 น. ตามเวลาประเทศไทย จะเริ่มขึ้น มาดูกันว่ามีลีกสูงสุดแดนผู้ดีในซีซั่นนี้จะออกมาในทิศทางใด

แชมป์เก่าระส่ำ
     ในช่วงฤดูกาลที่แล้วถือว่า เชลซี สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นสมัยที่ 5 ในประวัติศาสตร์สโมสรได้อย่างไร้คู่แข่ง หลัง อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตเทรนเนอร์ของ ยูเวนตุส และทีมชาติอิตาลี เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ นอกจากนั้นยังสร้างสถิติด้วยการชนะถึง 30 นัดในเกมลีกเป็นทีมแรกอีกด้วย
     มาถึงในฤดูกาลนี้ คอนเต้ ได้วางแผนแรกสำหรับซีซั่นใหม่ด้วยการเสริมทัพ หลังเมื่อฤดูกาลที่แล้วดึงตัว 4 ดาวเตะชื่อดัง ประกอบด้วย มิตชี บาตชูอายี, เอ็นโกโล กองเต้, มาร์กอส อลอนโซ และ ดาวิด ลุยซ์ โดยทั้งหมดมีค่าตัวรวมทั้งสิ้น 118 ล้านปอนด์ (5.1 พันล้านบาท) โดยนักเตะรายแรกที่เขาคว้าตัวมาคือ วิลลี กาบาเยโร ผู้รักษาประตู แมนเชสเตอร์ ซิตี แบบฟรีๆ ตามมาด้วย อันโนนิโอ รือดิเกอร์ กองหลัง โรมา ด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ (ราว 1,530 ล้านบาท) เพื่อทดแทนตำแหน่งของ จอห์น เทอร์รี ปราการหลังตัวเก๋าที่ย้ายไปอยู่กับ แอสตัน วิลลา รวมไปถึง ติมูเอ้ บากาโยโก้ กองกลาง โมนาโก ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,800 ล้านบาท) เพื่อแทนที่ เนมันยา มาติช มิดฟิลด์ชาวเซอร์เบีย ที่ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
     อย่างไรก็ตามตำแหน่งที่เทรนเนอร์วัย 48 ปี ต้องการเสริมมากที่สุด คือ กองหน้า เนื่องจากเจ้าตัวไม่ต้องการใช้งาน ดิเอโก คอสต้า กองหน้าเลือดร้อนของทีมอีกต่อไป และบอกกับนักเตะแล้วด้วยว่าจะไม่อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อสปิริตสโมสรอยู่พอสมควร
     โดยนักเตะที่ คอนเต้ อยากได้ในตอนแรก คือ โรเมลู ลูกากู ดาวเตะ เอฟเวอร์ตัน ที่ครองตำแหน่งรองดาวซัลโวของลีกเมื่อซีซั่นที่แล้ว แต่สุดท้ายกองหน้าทีมชาติเบลเยียมรายนี้ ได้ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่แข่งร่วมลีกแทน ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (ราว 3,300 บาท) ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้มีข่าวว่า คอนเต้ ไม่พอใจบอร์ดบริหารของทีมที่ดำเนินการเสริมทัพล่าช้า และต้องการลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” หลังคุมทีมได้เพียง 1 ซีซั่นเท่านั้น
     สุดท้ายแล้ว เทรนเนอร์ชาวอิตาเลียน ก็ได้สยบข่าวลือดังกล่าวด้วยการขยายสัญญากับทีมไปอีก 2 ปี พร้อมกับการคว้าตัว อัลบาโร โมราต้า ศูนย์หน้าทีมชาติสเปนของ เรอัล มาดริด มาเสริมแนวรุก ด้วยค่าตัวประมาณ 60 ล้านปอนด์ (ราว 2,200 ล้านบาท) แต่ถึงกระนั้นผลงานของทีม “สิงห์บลูส์” ในช่วงปรีซีซั่นกลับออกมาไม่ค่อยดีนัก ด้วยสถิติแพ้ถึง 4 นัด จากการลงเล่น 5 เกมหลัง รวมถึงล่าสุดที่พ่ายจุดโทษต่อ อาร์เซนอล ในศึกคอมมูลนิตี ชิลด์ ไป 2-5 โดยเฉพาะเหล่านักเตะใหม่ที่ถูกวิจารณ์ว่าเล่นไม่เข้าระบบ ทำให้เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นการบ้านสำคัญที่ คอนเต้ ต้องแก้ไขให้ได้ก่อนฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้น หากพวกเขาต้องการรักษาแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเอาไว้ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกสมัย

 “เรือใบสีฟ้า”กับตำแหน่งเต็งแชมป์
     อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการขับเคี่ยวในตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้นั้นค่อนข้างจะสูสี เพราะทีม ท็อป 6 ประกอบด้วย เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี, ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างต้องการไล่ล่าตำแหน่งดังกล่าวกันทั้งนั้น รวมไปถึงมีอีก 1 ทีมซึ่งจะมองข้ามไปไม่ได้ นั้นก็คือ เอฟเวอร์ตัน ที่ โรนัลด์ คูมัน กุนซือของทีม ลงทุนเสริมทัพไปแล้วถึง 11 รายด้วยกันในขณะนี้
     อย่างไรก็ตาม “สปอร์ติง ไลฟ์” สื่อกีฬาที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ได้วิเคราะห์ว่าทีมใดมีสิทธิ์จะเป็นแชมป์มากที่สุด ซึ่งสื่อดังกล่าวถือว่ามีชื่อเสียงเรื่องการทำนายตำแหน่ง “แชมป์พรีเมียร์ลีก” เป็นอย่างมาก เนื่องจากแทบจะไม่ค่อยผิดพลาด เช่นเดียวกับในปีที่แล้วที่พวกเขาฟันธงว่า เชลซี จะสามารถคว้าแชมป์ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
     โดยในปีนี้สื่อดังกล่าวเลือกให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี คือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ไปครอง เนื่องจากมีการเสริมทัพแบบยกชุด ทั้ง ไคล์ วอล์คเกอร์, แบร์นาโด ซิลวา, แบ็งฌาแม็ง เมนดี, เอเดอร์สัน และ ดานิโล ถือว่าเป็นไปตามที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือสมองเพชได้วางแผนไว้ บวกกับขุมกำลังเดิมที่ดีเลิศอยู่แล้ว อย่าง เซร์คิโอ อเกวโร, กาเบรียล เชซุส, เควิน เดอ บรอยน์, ลีรอย ซาเน, ราฮีม สเตอร์ลิง ฯลฯ ทำให้ไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาคือทีมที่แข็งแกร่งเพียงใด เช่นเดียวกับ “เดลี เมล” ที่วิเคราะห์ตรงกันว่า “เรือใบสีฟ้า” คือเต็งแชมป์ เนื่องจากมีผู้เล่น 11 ตัวจริง รวมถึงตัวสำรองที่จะลงมาเปลี่ยนเกมที่แข็งแกร่งที่สุดในลีก
     ส่วนทีมอื่นๆ ต่างมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ทั้ง เชลซี ที่เสีย เนมันยา มาติช ไป ส่วนการมาของเหล่านักเตะใหม่ก็ไม่ใช่ว่าจะการันตีความสำเร็จ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การได้ โรเมลู ลูกากู มาก็ไม่อาจสามารถบอกได้ว่าเขาจะช่วยผลิตสกอร์ให้ทีมมากน้อยเพียงใด หลังปีที่แล้ว “ปีศาจแดง” ทำประตูได้น้อยที่สุดเป็นอัน 7 ในลีก รวมไปถึง สเปอร์ส, อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล ที่ยังใช้งบในการเสริมทัพน้อยไป และทำให้ทีมมีขนาดเล็กจนอาจส่งผลกระทบในระยะยาว

การดิ้นรนหนีตกชั้น
    แน่นอนว่าในปีนี้การดิ้นรนหนีการตกชั้นคงจะเข้มข้นไม่แพ้การลุ้นตำแหน่งแชมป์ เนื่องจากในปัจจุบันทีมในระดับกลางตาราง ไปจนถึงท้ายตารางนั้นก็สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเพื่อให้สามารถสู้อยู่ในลีกสูงสุดของแดนผู้ดีต่อไป
     โดยทีมเต็งที่จะตกชั้นคงจะหนีไม่พ้น 3 ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา อย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, ไบรท์ตัน, ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ เนื่องจากเงินทุน และประสบการณ์ในการเล่นในลีกระดับโลก อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ได้พยายามทั้ง การเสริมทัพ รวมถึงการปรับแท็คติกเพื่อให้อยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไปให้ได้ เนื่องจากเม็ดเงินที่จะเข้ามาอยู่ในสโมสรจำนวนมหาศาลหากพวกเขาไม่ตกชั้น รวมถึงชื่อเสียงของทีมที่จะแพร่หลายออกไปทั่วโลก
     ส่วนทีมอื่นๆ ที่อยู่ในลีกซึ่งมีโอกาสมาลุ้นตกชั้นในซีซั่นนี้ ประกอบด้วย วัตฟอร์ต ทีมอันดับ 17 เมื่อซีซั่นที่แล้ว, เบิรนลีย์ ทีมอันดับ 16, สวอนซี ซิตี ทีมอันดับ 15 และ คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 14 ซึ่งมีคะแนนหมิ่นเหม่ และสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นมาแล้ว ซึ่งหากพวกเขาไม่ยกระดับทีมขึ้นมา ก็อาจเป็นสโมสรน้องใหม่ในศึก เดอะ แชมเปียนชิพ ในปีหน้าก็เป็นได้

กฏระเบียบที่เปลี่ยนไป
     ซีซั่นนี้ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ได้ประกาศปรับเปลี่ยนกฏที่สำคัญ คือ แบนย้อนหลังผู้เล่นที่เจตนาพุ่งล้มและแกล้งเจ็บ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากลีกอังกฤษ, สมาคมผู้จัดการทีม, พรีเมียร์ลีก และ สมาคมนักเตะอาชีพ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ 3 คน คอยดูเทปจังหวะกังขาที่เกิดขึ้นและจะแบนนักเตะจำนวน 2 นัดทันทีหากพบว่าผิดจริง รวมถึงหากมีผู้เล่นโดนคาดโทษในเกมด้วยข้อหาพุ่งล้ม, แกล้งเจ็บ หรือถ่วงเวลา แต่หากมีการตรวจพบหลังจบเกมว่าสิงห์เชิ้ตดำตัดสินผิดพลาด ก็สามารถยกเลิกการโดนคาดโทษได้ด้วยเช่นกัน กระบวนการนี้จะคล้ายกับกฎที่ใช้ตัดสินความผิดอันเป็นใบแดง (ประพฤติตัวรุนแรง, ฟาวล์รุนแรง, การถ่มน้ำลายใส่คู่แข่ง) ซึ่งผู้ตัดสินไม่เห็นเหตุการณ์แต่ถูกภาพวิดีโอจับไว้ได้
     นอกจากนั้น ยังมีกฏอื่นๆ ที่เปลี่ยแปลง เช่น ห้ามตกแต่งพื้นสนามตามใจชอบ, แฟนบอลทีมเยือนจะมีส่วนแบ่งพื้นที่นั่งให้ได้ใกล้ชิดขอบสนามมากกว่าที่เคย และ ทีมแพทย์จะได้รับอนุญาตให้ดูวีดีโอเทคโนโลยีได้ในเทคนิคอลแอเรียทันทีที่มีจังหวะบาดเจ็บเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์และรักษานักเตะได้ถูกต้อง เป็นต้น

    และทั้งหมดนี้คือการตรวจความพร้อมก่อนการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2017-2018 จะเริ่มตั้นขึ้น ซึ่งต้องมาดูกันว่าในซีซั่นนี้จะมีความเข้มข้นของทั้งการไล่ล่าแชมป์, การคว้าพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรป และ การดิ้นรนหนีการตกชั้น มากเพียงใด รวมถึงจะมีประเด็นใดที่เกิดขึ้น และเป็นที่จดจำของแฟนฟุตบอลทั่วโลกเหมือนที่ผ่านๆมากันบ้าง


เปิดอ่าน