สุดยอดแข้งฟรีบันลือโลก

กีฬา > บทความ  :  9 ส.ค. 2560

การอยู่รับใช้ต้นสังกัดต่อไปของ อเล็กซิส ซานเชส หัวหอกชิลีของอาร์เซนอล ทำให้หลายทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปต้องอกหักพลาดคว้าตัวดาวยิงตัวฉกาจไปร่วมทัพในซัมเมอร์นี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ดาวยิงตัวหลักอยู่กับทีมต่อไปอีก 1 ฤดูกาล แต่ทีม “ปืนใหญ่” ก็ต้องเสี่ยงกับการเสียนักเตะไปแบบฟรีๆ เช่นกัน เมื่อสัญญาฉบับปัจจุบันของนักเตะจะหมดอายุลงในช่วงซัมเมอร์ของปีหน้า และวันนี้จะขอพาย้อนกลับไปดูตัวอย่างของบรรดานักเตะที่ยอมอยู่กับต้นสังกัดจนครบสัญญา ก่อนจะเลือกทิ้งทีมไปแบบชนิดที่อู่ข้าวอู่น้ำของพวกเขาไม่ได้อะไรตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น

สตีฟ แม็คมานามาน
(ลิเวอร์พูล ไป เรอัล มาดริด, ปี 1999)

    เอียน รัช ตำนานนักเตะลิเวอร์พูล เคยถูกถามว่านักเตะ “หงส์แดง” คนไหนที่ขึ้นมาจากระบบเยาวชนของทีมและเล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจที่สุด คำตอบคือ แม็คมานามาน
    ด้วยความเร็ว ลีลาการลากเลื้อยที่สวยงาม ทำให้ “แม็คกา” ถูกยกให้เป็นปีกที่ดีที่สุดคนหนึ่งบนเกาะอังกฤษ โดยก่อนที่จะหมดสัญญากับลิเวอร์พูล เวลานั้น ยูเวนตุส และบาร์เซโลนา ได้ยื่นข้อเสนอ 12 ล้านปอนด์ (ราว 500 ล้านบาท) ที่มีมูลค่าไม่น้อยในสมัยนั้น แต่สุดท้ายเจ้าตัวกลับเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ชนิดที่ทีม “หงส์แดง” ไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย
     แม็คมานามาน เซ็นสัญญา 5 ปีกับทีม “ราชันชุดขาว” ช่วยทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก อย่างละ 2 สมัย ซึ่งทุกวันนี้ประตูที่กระโดดวอลเลย์ใส่ บาเลนเซีย ในนัดชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 2000 ที่ เรอัล มาดริด ถล่ม บาเลนเซีย 3-0 ยังคงเป็นภาพจำของแฟนบอลจวบจนทุกวันนี้

โซล แคมป์เบลล์
(สเปอร์ส ไป อาร์เซนอล, ปี 2001)

    อดีตเซนเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติอังกฤษรายนี้ กลายเป็นตำนานในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน หลังจากลงเล่นไปกว่า 250 นัดตลอดระยะเวลา 9 ปี เป็นทั้งลูกหม้อและกัปตันทีมของ “ไก่เดือยทอง” แต่กลับย้ายไปเล่นให้ อาร์เซนอล คู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนชนิดที่ต้นสังกัดเก่าไม่ได้เงินกลับมาเลย
    แฟนบางส่วนมองว่า “บิ๊กโซล” เลือกที่จะไปอยู่กับ อาร์เซนอล เพราะสาเหตุที่ทีมคู่แข่งยอมทุ่มค่าเหนื่อยเป็นสถิติของเกาะอังกฤษในตอนนั้น ประมาณ 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (ราว 4 ล้านบาท) จนกลายเป็นที่มาของการย้ายทีมที่สร้างความเกลียดชังที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เลยทีเดียว

เดวิด เบ็คแฮม
(เรอัล มาดริด ไป แอลเอ กาแล็คซี, ปี 2007)

    หลังหมดสัญญากับ เรอัล มาดริด นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่าง เบ็คแฮม ตัดสินใจย้ายไปเล่นในอเมริกาเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2007 ข่าวรายงานว่าการเซ็นสัญญากับ แอลเอ กาแล็คซี ในครั้งนั้นมีมูลค่ามหาศาลราว 127 ล้านปอนด์ (ราว 5,400 ล้านบาท)
    การย้ายมาของ เบ็คแฮม ถือเป็นการปฏิวัติวงการลูกหนังของสหรัฐเลยก็ว่าได้ โดยตลอดระยะเวลาค้าแข้ง 6 ปีในเมืองลุงแซม สตาร์ลูกหนังชาวอังกฤษจัดการพา แอลเอ กาแล็คซี สถาปนาตัวเองด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดทีมลูกหนังของประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยแชมป์เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ 2 สมัย ในปี 2011 และ 2012 คือ เครื่องการันตีความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

อันเดรีย ปีร์โล
(เอซี มิลาน ไป ยูเวนตุส, ปี 2011)

    ตอนที่ ยูเวนเวนตุส แต่งตั้ง อันโตนิโอ คอนเต เข้ารับงานในฐานะกุนซือคนใหม่เมื่อปี 2011 ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผูกขาดแชมป์บนเวทีกัลโช เซเรีย อา อิตาลี เช่นเดียวกับการที่พวกเขาคว้าตัว ปีร์โล มาจากจากเอซี มิลานในช่วงหน้าร้อนของปีนั้น ที่นับว่าเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งใหญ่ในวงการลูกหนังอิตาลี
    หลังประสบความสำเร็จเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปีในรั้วซาน ซีโร ดาวเตะชุดแชมป์โลกปี 2006 เลือกย้ายมาอยู่กับทีมคู่แข่ง หลังจากมิลานเลือกที่จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่ให้ ซึ่งนั่นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ของ “ปีศาจแดงดำ” เมื่อ ปีร์โล ช่วยให้ ยูเวนตุส คว้าสคูเด็ตโตไปถึง 4 สมัย, ได้รับรางวัลนักเตะแห่งปีของกัลโช เซเรีย อา, รางวัลกองกลางยอดเยี่ยมของลีกอิตาลี อีกทั้งยังมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของกัลโช่ รวมไปถึงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทีมชาติอิตาลี กระทั่งอำลาทีมเพื่อโยกไปค้าแข้งยังต่างแดนกับ นิวยอร์ก ซิตี เอฟซี ในปี 2015

ปอล ป็อกบา
(แมนฯ ยูไนเต็ด ไป ยูเวนตุส, ปี 2012)

    ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นดาวเตะค่าตัวสถิติโลก ป็อกบา เคยสร้างความเจ็บช้ำให้แก่สาวกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาก่อน เมื่อเจ้าตัวเลือกย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ในศึกกัลโช เซเรีย อา อิตาลี แบบไม่มีค่าตัว
    การตัดสินใจหนนั้นดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสให้เหตุผลว่า เพราะเขาต้องการโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ หลังย้ายจากเลอ อาฟร์ ในบ้านเกิดมาร่วมถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด นานกว่า 3 ปี แต่ก็ยังไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว
    ป็อกบา ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 19 ปี ลงเล่นในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ดชุดใหญ่ ในคำรบแรกไปเพียงแค่ 3 นัด ก่อนเลือกที่จะไม่ต่อสัญญากับทีม เพื่อไปอยู่กับ ยูเวนตุส ซึ่งทำให้เขาได้โอกาสโชว์ฝีเท้าตามที่ต้องการ กระทั่งค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์เบอรต้นๆ ของยุโรปได้สำเร็จ จนสุดท้ายอดีตต้นสังกัดเก่าอย่าง “ปีศาจแดง” ต้องยอมควักเงินก้อนโตเพื่อดึงอดีตเด็กปั้นรายนี้กลับมาไล่ล่าความสำเร็จดังเช่นในปัจจุบัน

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี
(ดอร์ทมุนด์ ไป บาเยิร์น มิวนิค, ปี 2014)

    “ถ้าผมไม่ได้ไปบาเยิร์นปีนี้ ผมก็จะปฏิเสธข้อเสนอของทุกทีม แล้วย้ายไปแบบฟรีๆ ในปีหน้า” คำสัมภาษณ์ของ เลวานดอฟสกี ในการยื่นคำขาดให้แก่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2013 ก่อนที่คำพูดของเขาจะกลายเป็นจริงในอีก 1 ปีต่อมา พร้อมกับสร้างความเจ็บช้ำขนาดหนักให้แก่แฟนเสือเหลือง ที่ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งเสีย มาริโอ เกิทเซ อดีตเด็กปั้นของทีมให้แก่อริเบอร์ 1 ของพวกเขา
    เลวานดอฟสกี เป็นกำลังสำคัญที่พา ดอร์ทมุนด์ ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย โดยตลอด 4 ฤดูกาล ลงสนามทั้งหมด 187 นัด ยิงไป 103 ประตู พาทีมกวาดแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมนี 2 สมัย และแชมป์เดเอฟเบ โพคาล อีก 1 สมัย
    อย่างไรก็ตามหลังจากเปลี่ยนสีเสื้อมาอยู่กับยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นบาวาเรีย ดาวยิงทีมชาติโปแลนด์ก็ยังสามารถสานต่อความเป็นเพชฌฆาตในกรอบเขตโทษได้อย่างไม่มีที่ติ เมื่อยิงรวมให้บาเยิร์น มิวนิค ไปแล้ว 111 ประตู โดยเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรอง ก่อนใช้เวลาเพียง 9 นาที กับการยิงคนเดียว 5 ประตู ในแมตช์ถล่ม โวล์ฟสบวร์ก 5-1 ซึ่งทำให้เขาครองสถิติโลกของกินเนสส์บุ๊ค ถึง 4 รายการ จากผลงาน ทำแฮททริคเร็วที่สุด, ยิง 4 ประตูเร็วที่สุด, ยิง 5 ประตูเร็วที่สุด และเป็นตัวสำรองที่ยิงประตูมากที่สุด 
    ขณะเดียวกันยังพา “เสือใต้” ประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีก 3 สมัย และ เดเอฟเบ โพคาล อีก 1 สมัย
    
    จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นก็ต้องขอขอบคุณอดีตนักเตะโนเนมชาวเบลเยียม ที่มีนามว่า ฌอง-มาร์ค บอสแมน ซึ่งทำให้เกิดกฎบอสแมน ที่ให้อิสระกับนักเตะที่หมดสัญญากับสโมสรเดิมสามารถเลือกย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัว (และสามารถเจรจาย้ายทีมได้ทันทีที่สัญญากับสโมสรปัจจุบันมีอายุเหลือเพียง 6 เดือน) มาจนถึงทุกวันนี้


เปิดอ่าน