“พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี”กับการครองเจ้าเอเชียสมัยที่2

กีฬา > บทความ  :  1 ส.ค. 2560

จบลงไปเป็นที่เรียบแล้วสำหรับศึกฟุตซอลสโมสรชิงแชมป์เอเชีย รายการ “เอเอฟซี ฟุตซอล คลับ แชมเปียนชิพ 2017” ที่ประเทศเวียดนาม

       ผลปรากฏว่าทีมที่คว้าแชมป์ไปครองก็คือ “พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี” ตัวแทนจากประเทศไทย ที่เฉือนเอาชนะ กิติ ปาซานด์ ยอดทีมจากอิหร่านไปแบบสุดมันส์ 3-2 เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา

      โดยการคว้าแชมป์ดังกล่าวของ “ฉลามชลโต๊ะเล็ก” ถือเป็นการผงาดครองเจ้าเอเชียได้เป็นสมัยที่ 2 จากการเข้าชิง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2013 ที่ประเทศญี่ปุ่น สมัยที่ยังใช้ชื่อทีมว่า “ชลบุรี บลูเวฟ” ซึ่งในรอบชิงชนะเลิศเอาชนะ กิติ ปาซานต์ ในการดวลจุดโทษสกอร์รวม 4-1 (เสมอในเวลา 1-1) จากนั้นปี 2014 พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี สามารถเข้าชิงได้อีกครั้งที่ประเทศจีนแต่ก็พ่ายให้กับ นะโงยะ โอเชียน ไป 5-4 ทำให้ขณะนี้พวกเขามีสถิติแชมป์เป็นรองแค่ นะงะโยะ โอเชียน ทีมจากแดนปลาดิบ ที่คว้าแชมป์รายการนี้ไปถึง 3 ครั้ง (ปี2011, 2014 และ2016)

      อย่างไรก็ตามกว่าที่พวกเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ทุกคนในทีมไม่ว่าจะเป็นนักเตะหรือสตาฟฟ์โค้ช ต้องผ่านอุปสรรคอย่างไรมาบ้าง รวมถึงมาย้อนดูกันว่าพวกเขาสามารถคว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 2 มาครองได้อย่างไร

เรียนรู้จากความผิดพลาด
      การแข่งขันชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้ “พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี” นำทัพโดย “โค้ชหมี” รักษ์พล สายเนตรงาม ซึ่งเจ้าตัวหวนกลับมาคุมทีม บลูเวฟ ชลบุรี อีกครั้งหลังเคยคุมทีมตั้งแต่สมัย ปี 2010 สมัยยังใช้ชื่อว่า “ธอส อาร์แบค”
      โดยถึงแม้ว่า “โค้ชหมี” พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ในปี 2011 แต่ในระดับเอเชียกลับยังทำผลงานไม่ดีนัก โดยพาทีมตรอบแรกตั้งแต่ไก่โห่ในศึกฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย ปี 2012 ที่ คูเวต และนี่เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับเขา ก่อนที่ทีม “ฉลามชลโต๊ะเล็ก” จะนำตัวเอา โฆเซ มาเรีย เมนเดส ปาซอส หรือ ปูลปิส อดีตเฮดโค้ชทีมชาติไทย เข้ามาคุมทีม และสามารถคว้าแชมป์เอเชียได้ในปีถัดมา รวมถึงเข้าชิงอีกครั้งในปี 2014 ซึ่ง โค้ชหมี ก็ลดบทบาทของตัวเองมาเป็นมือขวาของ ปูลปิส ทั้ง 2 ครั้ง
     หลังจบรายการเอเชีย 2014 ชลบุรี แยกทางกับ ปูลปิส อีกครั้ง และเป็นโอกาสของ โค้ชหมี หนที่ 2 ในการคุมทีมแบบเต็มตัว แต่ก็ยังไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จในระดับทวีปได้ โดยเฉพาะในปี 2015 ที่ อิหร่าน ซึ่ง บลูเวฟ ชลบุรี ภายใต้การนำทัพของเขาต้องตกรอบแรกไปอีกครั้ง และเป็นบทเรียนสำคัญให้โค้ชรายนี้ปรับเปลี่ยนการเล่นด้วยการทำทีมแบบรัดกุม จนกลายเป็นเจ้าแท็คติกที่ได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง แม้ในปี 2016 บลูเวฟ ชลบุรี จะคว้าได้แค่อันดับ 3 ของเอเชียมาครองต่อหน้าแฟนบอลตัวเอง
      ทำให้ในปีนี้ โค้ชหมี ซึ่งเก็บประสบการณ์อย่างเต็มเปี่ยมในเวทีระดับเอเชีย ได้นำลูกทีมนำโดย กฤษดา วงษ์แก้ว (กัปตันทีม), จิรวัฒน์ สอนวิเชียร และ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ พร้อมสร้างสถิติใหม่ๆให้กับทีมมากมาย ทั้ง ยิงเยอะที่สุดตั้งแต่เข้าร่วม, เสียประตูน้อยที่สุดตั้งแต่เข้าร่วม และเป็นโค้ชคนไทยคนแรกที่พาทีมเป็นแชมป์อีกด้วย

สู่แชมป์เอเชียสมัยที่ 2
     จากความผิดหวังเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ในการแข่งขันครั้งนี้ ทุกคนในทีม พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี หมายมั่นปั้นมืออย่างมากว่าจะคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 2 มาครองให้ได้ ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาต้องอยู่ร่วมสายดี กับ แบงก์ ออฟ เบรุต ตัวแทนจาก เลบานอน และ อัล มาลิค ตัวแทนจาก อุซเบกิสถาน ซึ่งผลปรากฏว่าพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการไล่ถล่ม แบงก์ ออฟ เบรุต กับ อัล มาลิค 9-0 และ 5-0 ตามลำดับ ผ่านเข้ารอบ 2 ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มแบบไม่เสียแม้แต่ประตูเดียวอีกด้วย
      ส่วนในรอบ 2 หรือรอบก่อนรองชนะเลิศ พวกเขาต้องเจอกับ ไซร์เกอร์ โอซาก้า ทีมจากญี่ปุ่น ที่เข้ารอบมาเป็นที่สองของกลุ่มซี และก็เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ที่เอาชนะไปได้อย่างสนุก 4-2 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้เหมือนปีที่แล้ว ซึ่งคู่แข่งของพวกเขาคือ ไท ซองนัม ทีมขวัญใจเจ้าถิ่น ที่ถล่ม นาฟิต อัล วาซัด รองแชมป์เก่าจากอิรัก 4-0 และมี มิเกล โรดริโก อดีตกุนซือฟุตซอลทีมชาติไทยคุมทัพอยู่
       และถึงแม้ว่าในเกมนี้ แฟนฟุตซอลเจ้าถิ่นจะเข้ามาชมเกมในสนามเพื่อกดดันทีมตัวแทนจากประเทศไทยกว่า 6,000 คน แต่ผลที่ออกมาคือ บลูเวฟ ชลบุรี เอาชนะไปได้อย่างท่วมท้นถึง 6-0 โดยเกมนี้ จิรวัฒน์ สอนวิเชียร ทำถึง 3 ประตู และส่งผลให้เจ้าตัวยิงไปแล้วในทัวร์นาเมนต์นี้ถึง 9 ประตู นำดาวซัลโวรายการนี้แถมยิงมากกว่าสถิติดาวซัลโวครั้งที่ผ่านมา (7 ประตู) อีกด้วย ส่วน ไท ซองนัม สุดท้ายจบด้วยการคว้าอันดับ 3 ไปครอง
      มาถึงรอบชิงชนะเลิศ บลูเวฟ ชลบุรี ต้องเจอกับคู่ปรับเก่าอย่าง กิติ ปาซานด์ ทีมดังจากอิหร่าน และอดีตแชมป์ 1 สมัย ที่เคยเจอกับ “ฉลามชลโต๊ะเล็ก” มาแล้วในรอบชิงชนะเลิศของรายการนี้เมื่อปี 2013 ซึ่งในเวลานั้นตัวแทนจากไทย เอาชนะไปได้ในช่วงดวลจุดโทษ 4-1 หลังเสมอกันในเกม 1-1 คว้าแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรก
       ในปีนี้ ถึงแม้ว่า กิติ ปาซานด์ จะมีผลงานยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับ บลูเวฟ ชลบุรี ด้วยการชนะรวด 4 นัดก่อนเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ “เจ้าอาร์ม” ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ดาวเตะตัวเก่ง โชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการทำแฮตทริกช่วยให้ทีมฟุตซอลขวัญใจคนไทย ย้ำแค้น กิติ ปาซานด์ ได้อีกครั้งด้วยสกอร์ 3-2 คว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 2 ด้วยสถิติชนะ 100%

สถิติต่างๆที่น่าสนใจ
     “เนิส” จิรวัฒน์ สอนวิเชียร แข้ง บลูเวฟ ชลบุรี คว้าตำแหน่งผู้เล่นดาวซัลโวประจำการแข่งขันด้วยผลงาน 9 ประตู ขณะที่ รองดาวซัลโว คือ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง กองหน้าเพื่อนร่วมทีม และ กอดรัต บาฮาโดรี จากทีม นาฟต์ อัล-วาซาต ที่ทำไปคนละ 7 ประตู ขณะที่ผู้เล่นยอดเยี่ยมคือ อาลี ฮัสซานซาเด จากทีม กิติ ปาซานด์
     นอกจากนั้นการทำได้ 7 ประตูของ ศุภวุฒิ ในทัวร์นาเมนต์นี้ ยังส่งผลให้เจ้าตัวทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูได้มากสุดตลอดกาลของการแข่งขันรายการนี้ ด้วยสถิติ 37 ประตู ทำลายสถิติเดิมของ วาฮิด ซามซาอี ตำนานนักฟุตซอลชาวอิหร่านที่เลิกเล่นไปแล้ว ที่เคยทำไว้ได้ 35 ประตูลงได้สำเร็จ
     ด้านสโมสรพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี ยังได้จารึกสถิติใหม่ในเรื่องของการทำประตูคู่แข่งที่มีสถิติผลต่างประตูได้เสียเยอะที่สุดเป็นอันดับ 2 ของการแข่งขันดังกล่าว โดยมีประตูได้เสีย +9 ลูกในเกมกับ แบงก์ ออฟ เบรุต ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนทีมที่มีผลต่างประตูได้เสียเยอะที่สุดในการแข่งขันรายการนี้ได้แก่ ฟูลัต มาฮาน จาก อิหร่าน ซึ่งทำได้ในเกมที่ เอาชนะ ซาราฟฮาน (อุซเบกิซถาน) 12-1 ในศึกชิงแชมป์สโมสรเอเชีย ปี2010 ด้านอันดับ 3 เป็น อัล ซาด จาก กาตาร์ ในเกมถล่ม เอ็นเอสดับเบิลยู ทันเดอร์ จาก ออสเตรเลีย 11-3 เมื่อปี 2010

      และทั้งหมดนี้คือรางวัลแห่งความมุ่งมั่น และพยายามของทีม พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี ที่ทั้งนักเตะ และสตาฟฟ์โค้ชพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาทำได้ดีเพียงใดในการแข่งขันระดับทวีป ซึ่งต้องมาดูกันว่าในปีหน้าพวกเขาจะสามารถป้องกันแชมป์ในรายการดังกล่าวได้หรือไม่ และศักยภาพของทีมจะพัฒนาไปมากเพียงใด


เปิดอ่าน