“วิคเตอร์ ลินเดลอฟ” การลงทุนขันแนวรับอีกครั้งของยูไนเต็ด

กีฬา > บทความ  :  15 มิ.ย. 2560
ธนรัชต์ คูสมบัติ, เสริมทีพ, แมนฯยไนเต็ด, วิคเตอร์ ลินเดลอฟ, วิคเตอร์, ลินเดลอฟ, ยาป สตัม, มิกกาแอล ซิลแวสต์, โลร็องต์ บล็องก์, คริส สมอลลิ่ง, ฟิล โจนส์

โดย ธนรัชต์ คูสมบัติ facebook.com/Tanaruch.Kusombut/

ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่จะได้นักเตะใหม่ในตำแหน่งกองหลังเพิ่มขึ้นมา 1 คนหลังจากข่าวหลายสำนักรายงานตรงกันว่า “วิคเตอร์ ลินเดลอฟ” ปราการหลังทีมชาติสวีเดน จากเบนฟิก้าเตรียมที่จะหอบข้าวของมาสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวประมาณ 30 ล้านปอนด์ เหลือเพียงแค่ขั้นตอนการเตรียมเอกสาร และตรวจร่างกาย เท่านั้น

 

“ทางเลือก” และ “เสาหลัก”

การมาของดาวเตะวัย 22 ปี ถูกคาดหวังไว้สองเรื่อง เรื่องแรกคือเป็น “ทางเลือก” ที่มากขึ้นให้กับทีม เพราะฤดูกาลที่ผ่านมาโชเซ่ มูรินโญ่ ต้องปวดหัวกับการเผชิญปัญหานักเตะบาดเจ็บโดยเฉพาะแนวรับ โดยผู้เล่นในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางเท่าที่มีอยู่ในทีมตอนนี้คือเอริค ไบญี่,คริส สมอลลิ่ง,ฟิล โจนส์,มาร์กอส โรโฮ และผู้เล่นสารพัดประโยชน์อย่างดาลีย์ บลินด์

ในฤดูกาลที่ผ่านมา 5 คนนี้ มีบางช่วงที่ต่างทยอยกันเจ็บไปพร้อมๆ 2-3 คน คนที่เหลือจึงต้องกรำศึกหนัก ถ้าไม่บาดเจ็บก็เกิดอาการฟอร์มหลุดจนจำเป็นต้องพักการใช้งาน เป็นเหตุให้ต้องดันผู้เล่นระดับเยาวชนขึ้นมาเล่นในหลายเกม ดังนั้นจึงต้องมีทางเลือกในแนวรับมากขึ้น

เรื่องที่สองคือการเป็น “เสาหลัก” ในแนวรับให้กับทีม ฤดูกาลที่ผ่ามาจากสถิติ ผู้เล่นกองหลังตัวกลางที่ลงสนามให้กับทีม คนที่มากที่สุดคือ “เอริค ไบญี่” ที่ 37 นัด และคู่ปราการหลังที่จับคู่กันบ่อยมากที่สุดคือเอริค ไบญี่ กับ คริส สมอลลิ่ง จำนวน 14 เกม รองลมาคือเอริค ไบญี่ กับ มาร์กอส โรโฮ 9 นัด และ เอริค ไบญี่ กับ ดาลีย์ บลินด์ 5 นัด

 ดังนั้น พอจะสรุปได้ว่าดาวเตะ ไอวอรี่โคสต์ จึงน่าจะเป็นทางเลือกแรกของทีม ส่วนพาร์ทเนอร์นั้นยังต้องสลับหมุนเวียนไปตามแต่ความพร้อมและฟอร์มการเล่นในช่วงนั้น ด้วยเหตุนี้ ลินเดลอฟ จึงถูกคาดหวังว่าจะเป็นเสาหลักให้กับเกมรับของยูไนเต็ด เคียงข้าง ไบญี่

 

ตำนานกองหลัง

ในยุคของ”อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” แมนฯยูไนเต็ด เคยลงทุนซื้อกองหลังค่าตัวแพงมาช่วยเกมรับซึ่งประสบความสำเร็จมาหลายครั้ง คนแรกคือ “แกรี่ พัลลิสเตอร์” กองหลังร่างใหญ่จากมิดเดิลสโบรห์ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติเกาะอังกฤษที่ 2.3 ล้านปอนด์ ซึ่งเจ้าตัวก็มาเป็นกำลังสำคัญพาทีมประสบความสำเร็จมากมายคว้าแชมป์แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย เอฟเอคัพ 3 สมัย คัพ วินเนอร์ส คัพ และยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ อย่างละสมัย แถมยังพ่วงรางวัลส่วนตัวด้วยการคว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของแห่งปี ของสมาคมนักเตะอาชีพในฤดูกาล 1991-1992 อีกด้วย

คนต่อมาคือ “ยาป สตัม” ที่ย้ายมาร่วมทีมในฤดูกาล 1998-1999 จากพีเอสวี พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ค่าตัว 10.75 ล้านปอนด์ถือเป็นสถิติโลกในตำแหน่งกองหลัง สตัมเข้ามาสวมหมายเลข 6 แทนที่ของพัลลิสเตอร์ และตอบแทนค่าตัวได้อย่างสุดยอด เพียงแค่ฤดูกาลแรกก็พาทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ รวมถึงได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอีกสองสมัย ตลอดสามฤดูกาลในสีเสื้อทีมปีศาจแดง

คนที่สามคือ “ริโอ เฟอร์ดินานด์” ที่เป็นอีกหนึ่งคนที่ย้ายเข้ามาร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลกในตำแหน่งกองหลังเช่นกัน

 29.1 ล้านปอนด์ ที่แมนฯยูไนเต็ดจ่ายให้กับลีดส์ ยูไนเต็ด ตอบแทบแทนด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย ลีก คัพ 3 สมัย ยูฟ่าแชมเปี้ยนสลีก 1 สมัย และ แชมป์สโมสรโลกอีกหนึ่งสมัย

นอกจากนี้ยังมีบรรดากองหลังที่จ่ายไม่แพงแต่ถือว่าทำผลงานได้เกินคุ้มอย่างรอนนี่ ยอห์นเซ่น ด้วยค่าตัว 1.2 ล้านปนด์ จากเบซิคตัสที่จับคู่กับยาป สตัม ได้ดีจนทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ปี 1999 และอีกคนคือ “เนมันย่า วิดิช” ที่ถูกดึงตัวมาจากสปาร์ตัก มอสโก ในปี 2006 ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ซึ่งมีส่วนช่วยทีมประสบความสำเร็จอย่างสูง ถึงขนาดถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

 

ผู้เล่นที่ล้มเหลว

อย่างไรก็ตามในบรรดากองหลังที่แมนฯยูไนเต็ด คว้าตัวมานั้น ใช่ว่าจะทำผลงานได้ดีทุกคนเสมอไป แต่ยังมีอีกหลายคนที่ถือว่าทำไม่ได้ตามที่คาดหวัง เช่น “มิกกาแอล ซิลแวสต์” ที่ถูกซื้อมาจากอินเตอร์ มิลานในราคา 4 ล้านปอนด์ปี 1999 แม้ว่าจะลงเล่นให้กับทีมมากกว่า 240 เกม และได้แชมป์กับทีมมากมาย แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอเกี่ยวกับความผิดพลาดในการเล่น นอกจากนี้ยังมี “เฮนนิ่ง เบิร์ก” จากแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่ 5 ล้านปอนด์ ในปี 1997 ซึ่งเป็นภาพจำของแฟนบอลถึงความเชื่องช้า

ในส่วนของผู้เล่นที่ล้มเหลวนี้อาจรวมไปถึง “โลร็องต์ บล็องก์” สุดยอดตำนานปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส ที่ได้ตัวมาฟรีจากอินเตอร์ มิลาน ในฤดูกาล 2001-2002 เพื่อมาแทนที่ยาป สตัม ที่ถูกปล่อยตัวไปให้กับลาซิโอ

แม้ว่าจะมีจังหวะที่บล็องก์โชว์คลาสระดับโลกได้อย่างเหนือชั้นให้เห็นเป็นระยะ แต่ด้วยวัยมากกว่า 36 ปี และต้องเผชิญเกมเร็วและหนักอย่างฟุตบอลอังกฤษ สังขารของบล็องก์ก็ไม่เอื้ออำนวยที่จะยืนระยะในการเป็นหัวใจในเกมรับของทีมได้ตลอดรอดฝั่ง ในฤดูกาลนั้นแมนฯยูไนเต็ด จบอันดับที่สามในลีกเป็นครั้งแรกสำหรับการคุมทีมของเฟอร์กูสัน

หรือแม้กระทั่งผู้เล่นในปัจจุบันอย่าง “คริส สมอลลิ่ง” ที่ดึงตัวมาจากกฟูแล่มในปี 2010 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ และ “ฟิล โจนส์” 16 ล้านปอนด์เท่ากันจากแบล็คเบิร์น โรเวอส์ ในปี 2011 ทั้งคู่ถูกดึงตัวมาตั้งแต่อายุยังน้อยและเป็นความหวังของแมนฯยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ แต่ทว่าผลงานในสนามยังหาความสม่ำเสมอไมได้ อีกทั้งในรายของฟิล โจนส์ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยครั้ง โดยขณะนี้บรรดาสื่อของอังกฤษยังยกให้ทั้งคู่เป็นตัวเต็งอันดับต้นๆที่จะถูกขายทิ้งในฤดูกาลนี้อีกต่างหาก

 

ความจริงแล้ว 30 ล้านปอนด์สำหรับค่าตัวของ “วิคเตอร์ ลินเดลอฟ” ที่แมนฯยูไนเต็ดจ่ายไปให้กับเบนฟิก้า ในยุคปัจจุบันก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อไมได้แพงอะไรมากมาย เมื่อดูจากอายุการใช้งานและโปรไฟล์ของนักเตะรายนี้

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความคาดหวังที่มีต่อผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นกำแพงด่านสำคัญที่สุดที่ต้องฟันฝ่าของผู้เล่นในทีมนี้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเตะชื่อดังหรือโนเนม


เปิดอ่าน
คลิปเกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด >>