“ยูเออี”บททดสอบสำคัญของ“ช้างศึก”ยุคใหม่

กีฬา > บทความ  :  13 มิ.ย. 2560

ช่วงเวลา 19.00 น. จะมีศึกฟุตบอลนัดสำคัญที่ชาวไทยทุกคนตั้งตารอ คือ ฟุตบอลชายทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย

      โดยถึงแม้ว่าทัพ “ช้างศึก” ภายใต้การคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือคนใหม่ชาวเซอร์เบีย จะไม่ได้ผ่านไปเล่นในฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายแน่นอนแล้ว หลังมีเพียง 1 คะแนน จากการลงสนาม 7 นัด และรั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่ม อย่างไรก็ตามสิ่งที่แฟนบอลไทยอยากเห็นคือฟอร์มการเล่นของนักเตะทีมชาติไทยยุคใหม่ดังกล่าว ที่จะลงประเดิมสนามในแมตช์เก็บคะแนนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาไปในทิศทางใดบ้าง

ความเปลี่ยนแปลงภายใต้ยุค “ราเยวัช”
     หลังจากที่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ได้ลาออกจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติไทย เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา หลังพาทีมทำผลงานย่ำแย่ และถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้เฟ้นหายอดกุนซือจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อหาคนที้่เหมาะสมในตำแหน่งเฮดโค้ชคนใหม่
      และสุดท้ายก็ลงเอยที่ มิโลวาน ราเยวัช ผู้จัดการทีมชาวเซอร์เบีย ที่เคยนำทัพทีมชาติ กานา ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2010 ไปจนถึงสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบลึกที่สุดในเวิลด์คัพครั้งนั้นด้วยการเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สำคัญเขายังมีประสบการณ์ทำงานในเอเชียกับสโมสร อัล อาห์ลี และ ทีมชาติกาตาร์ มาแล้ว
      โดยสิ่งที่แฟนบอลสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนของฟุตบอลไทยในยุค ราเยวัช คือ นักเตะทุกคนมีโอกาสติดทีมชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในสโมสรใด แต่หากผลงานดีก็สามารถติดธงรับใช้ชาติได้ทั้งสิ้น ซึ่ง ราเยวัช กับทีมสตาฟฟ์ ได้เข้าไปดูฟอร์มของนักเตะที่จะเรียกติดทีมด้วยตาของตัวเองทุกเกม และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าจะเข้ากับระบบของเขาได้หรือไม่ ซึ่งจากการประกาศรายชื่อ 22 คนในเกมอุ่นเครื่องกับ อุซเบกิสถาน เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีนักเตะหน้าใหม่เข้ามาติดทีมอย่างคับคั่ง เช่น พรรษา เหมวิบูลย์, เควิน ดีรมรัมย์, พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี และ ธีรเทพ วิโนทัย ที่ต่างมีผลงานดีในระดับสโมสร เช่นเดียวกับในเกมพบ ยูเออี ที่มีนักเตะหน้าใหม่ตบเท้าติดทีมชาติเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการเปิดยุคใหม่ของฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง
      นอกจากนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากทัพ "ช้างศึก” ภายใต้การคุมทีมของ ราเยวัช คือ ระบบการเล่นที่เปลี่ยนไป โดย ราเยเวัช กล่าวตั้งแต่ในช่วงแรกที่เข้ามาแล้วว่า ผู้เล่นไทยมีปัญหาเรื่องเกมรับ ซึ่งถ้าสามารถปิดช่องให้คู่ต่อสู้ส่งบอลได้น้อยลง โอกาสที่ทีมจะแพ้ก็น้อยลงตามไปด้วย ทำให้กุนซือชาวเซอร์เบีย ติวเข้มเรื่องแท็กติกและเกมรับของทีมเป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในเกมอุ่นเครื่องกับ อุซเบกิสถาน นั้น ทีมชาติไทยที่ไม่ใช่ชุดที่ดีที่สุดก็ถือว่าโชว์ฟอร์มได้ดี โดยมีการรุกและรับเป็นระบบมากขึ้น แม้สุดท้ายจะพ่ายไป 0-2 แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของทีมชาติไทยชุดนี้

รูปเกมที่จะออกมา
     สำหรับเกมที่จะพบกับ ยูเออี ในวันนี้ ราเยวัช น่าจะใช้แผนการเดิมคือการตั้งรับอย่างเหนียวแน่น และรอสวนกลับ ด้วยระบบ 4-2-3-1 เนื่องจากว่าทีมชาติไทยขาด 3 กำลังหลัก อย่าง ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธิ์ และ ธีรศิลป์ แดงดา ที่มีอาการบาดเจ็บทั้งหมด จึงยากที่จะเปิดเกมรุกใส่ ยูเออี
     นอกจากนั้นแล้วว่ากันตามประสิทธิภาพของทีม ไทยยังถือว่าเป็นรอง ยูเออี อยู่หลายเท่าตัวเนื่องจากลูกทีมของ เอดการ์โด เบาซา อดีตเทรนเนอร์ทีมชาติอาร์เจนตินา มีสไตล์การเล่นที่หลากหลาย ทั้งลูกบนพื้นที่เกมรุกใช้การโจมตีเร็วใส่คู่แข่ง และลูกกลางอากาศที่พวกเขาก็ไม่เป็นสองรองใคร จึงทำให้เคยล้มทีมแกร่งของกลุ่มอย่าง ญี่ปุ่น ถึงถิ่นมาแล้ว
     โดยมีการคาดการณ์กันว่า ยูเออี จะเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่า และบุกใส่ไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าหากว่าลูกทีมของ ราเยวัช สามารถชิงความได้เปรียบจากจังหวะสวนกลับที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของทีมในขณะนี้ รวมถึงอาศัยความได้เปรียบของเสียงเชียร์ เราก็ยังมีลุ้นเก็บแต้มจากเกมที่ได้ แต่ถ้าหากว่า ยูเออี สามารถชิงขึ้นนำเราก่อนได้ ก็เป็นหน้าที่ของ ราเยวัช ในการทวงประตูคืนมาให้ได้ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของโค้ชรายนี้มาตลอด
      อย่างไรก็ตาม ราเยวัช กล่าวในงานแถลงความพร้อมก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้นว่า “ผมรู้จักนักเตะของยูเออีเป็นอย่างดี อายุก็ยังไล่เลี่ยกัน และติดทีมชุดเยาวชนมาตลอด พวกเขาเป็นทีมที่ดี และมี 9 คะแนนในรอบนี้ และพวกเขาก็เหนือกว่าพวกเรา แต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด พยายามที่จะหยุดพวกเขาให้ได้ เล่นเกมของเราและเซอร์ไพรส์คู่ต่อสู้ให้ได้” ซึ่งหมายความว่าเจ้าตัวต้องมีแผนในการรับมือ ยูเออี แล้วอย่างแน่นอน

คีย์แมนของทั้ง 2 ทีม
      ในเกมนี้แม้ว่าทีมชาติไทยจะเสียเปรียบเล็กน้อย เนื่องจากแข้งตัวหลักได้รับบาดเจ็บถึง 3 คน แต่นักเตะคนอื่นๆที่อยู่ในทีมก็มีความสามารถไม่แพ้กัน
      โดยคีย์แมนของฝั่งไทย คือ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นายทวารวัย 26 ปี ที่ได้รับมอบหมายเป็นกัปตันทีมในนัดนี้ ซึ่งฟอร์มโดยของ “เจ้าตอง” ถือว่ามีมาตรฐานที่เชื่อใจได้ หลังพา เอสซีจี เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ต้นสังกัด เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก ด้วยสถิติเสียประตูน้อยที่สุด ซึ่งในเกมนี้ เขาจะกลับมาเป็น มือ 1 อีกครั้ง หลังจากที่ ราเยวัช เลือกใช้งาน สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ในเกมอุ่นเครื่อง กับ อุซเบกิซสถาน ไปแล้ว
      ส่วนคีย์แมนของไทยอีกคนที่น่าสนใจ คือ สิโรจน์ ฉัตรทอง กองหน้าตัวความหวังในยุคของ ราเยวัช ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่ง และมีการครองบอลที่ดี ส่งผลให้เขาขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมในเวลานี้ อย่างไรก็ตามข้อเสียของ “ปีโป้” น่าจะอยู่ที่ จังหวะจบสกอร์ ที่ยังไม่เฉียบคมเท่าที่ควร
      ขณะที่คีย์แมนของฝั่ง ยูเออี คงจะหนีไม่พ้น โอมาร์ อับดุลราห์มาน กองกลางเจ้าของตำแหน่งนักเตะเอเชียยอดเยี่ยมแห่งปี ของ เอเอฟซี ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในระดับชาติและสโมสร จนถึงขนาดว่าเคยมีข่าวกับหลายทีมดังในยุโรปทั้ง ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และบาร์เซโลนา มาแล้ว ซึ่งด้วยสไตล์การเล่นที่เหนือชั้นทั้งการจ่ายบอล และยิงประตู รวมถึงมีความคล่องแคล่ว จึงเป็นนักเตะที่ไทยต้องระวังมากที่สุด
      ปิดท้ายด้วย อาลี มาบคูต กองหน้าตัวเก่งของ ยูเออี ที่แผลงฤทธิ์ในเกมแรกที่พบกับไทย ด้วยการยิง 2 ประตู โดยจุดเด่นของเขาคือความเร็วและ ไหวพริบในการจบสกอร์ ทำให้เขาเป็นคนที่แนวรับทีมชาติไทยต้องระวังมากที่สุดอีกคน

      ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นคือการวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นสำหรับทีมชาติไทยยุคใหม่ ค่ำวันนี้ ซึ่งต้องมาดูกันว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีมากน้อยเพียงใด รวมถึงจะสามารถเก็บแต้มในเกมนี้เพื่อเป็นการเรียกขวัญกำลังใจ และเป็นการเรียกศรัทธาของแฟนบอลให้กลับมาอีกครั้งได้หรือไม่


เปิดอ่าน