royal coronation
วันที่ 23 สิงหาคม 2562
เจาะประเด็นร้อน

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"

วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 - 12:55 น.
เอ็มเอช370,รัฐบาลมาเลเซีย,ทะเลจีนใต้,กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์
Shares :
เปิดอ่าน 1,470 ครั้ง

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"   โดย...   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

 

 

          “ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซียน 370” Good night Malaysian three seven zero
  

          ถ้อยคำปริศนาสุดท้ายของกัปตัน “ซาฮารี อาหมัด ชาห์” เที่ยวบิน MH370 ผู้ทำให้คนทั่วโลกถกเถียงกันว่า “เครื่องบินโบอิ้ง 777” หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ได้อย่างไร แม้เวลาผ่านไป 5 ปี มนุษย์ยุคไฮเทคสุดยอดก็ยังหาไม่เจอ!

 

 

          ย้อนไปค่ำคืนวันที่ 8 มีนาคม 2014 เที่ยวบินเอ็มเอช 370  สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์บรรทุกผู้โดยสาร 239 คนเดินทางออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เวลา 00.40 น. ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงก็ไม่มีใครในโลกใบนี้สามารถติดต่อเครื่องบินลำนี้ได้อีกเลย...


          ภารกิจค้นหาเครื่องบินลำนี้ในช่วงวันแรกๆ เริ่มแถว ‘ทะเลจีนใต้’ โดยอ้างอิงเส้นทางบินปกติของเที่ยวบินดังกล่าวที่ต้องผ่านน่านฟ้าเวียดนาม หน่วยงานค้นหาซากเครื่องบินจากมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ รวมถึงประเทศไทยระดมเรือรบ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน ฯลฯ ออกช่วยกันค้นหาอย่างเร่งด่วน 24 ชั่วโมง ทั้งทางบก ทางทะเลและตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงทะเลจีนใต้ แต่ผ่านไปเกือบ 1 อาทิตย์ไม่พบเศษซากใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

 

 


          จนกระทั่งหลายฝ่ายช่วยกันกดดัน “รัฐบาลมาเลเซีย” ให้เปิดเผยข้อมูลจากจอเรดาร์ เนื่องจากมีบริษัทอินมาแซท (Inmarsat) ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารของอังกฤษตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของเอ็มเอช 370 ว่ามีการกลับลำหันหัวเครื่องบินย้อนกลับไปทางคาบสมุทรมลายูก่อนบินเข้าสู่ทะเลอันดามันและหายไปช่วงถึง “มหาสมุทรอินเดีย” 

 

          ในที่สุดตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียออกมาแถลงข่าวยอมรับว่ามีการหันหัวเครื่องบินไปอีกทางจริง สร้างความไม่พอใจให้ทีมค้นหานานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะถ้ามาเลเซียให้ข้อมูลถูกต้องแต่แรกคงไม่ต้องเสียพลังกายและงบประมาณในการค้นหาอย่างสูญเปล่าญาติผู้สูญหายรวมตัวกันก่นด่าประท้วงประณามรัฐบาลมาเลเซียทันที


 

 


  

          คำถามสำคัญคือ "มาเลเซียกำลังปิดบังอะไร?
           คนทั่วโลกติดตามข่าวการสืบสวนหาเครื่องบินลำนี้อย่างใกล้ชิด ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องส่งผู้เชี่ยวชาญและนักข่าวมาสืบหาข้อเท็จจริงที่มาเลเซีย


          เริ่มจากหลักฐานแปลกประหลาดว่า ทำไมเครื่องบินโบอิ้งรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารไฮเทคระดับนี้หายไปจากโลกได้ แถมสภาพภูมิอากาศสุดแสนจะดี ท้องฟ้าโปร่งไม่มีพายุหรือลมมรสุมใดๆ หลายคนตั้งสมมุติฐานอธิบายปริศนาที่เกิดขึ้น เช่น เป็นการวางแผนของกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับมือพระกาฬ บางคนโยงไปถึงมนุษย์ต่างดาว หรือกองทัพทหารลึกลับฉกเครื่องบินลำนี้ไปท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้ายามเที่ยงคืน...


          แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่โยงใยมาจบที่ “กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์” กับนักบินผู้ช่วย เนื่องมาจากหลักฐาน “การจงใจปิดเครื่องมือสื่อสาร” ซึ่งปกติไม่มีกัปตันคนไหนกล้าทำเด็ดขาด  
 

          การขุดคุ้ยประวัติ กัปตันซาฮารี วัย 53 ปี ผู้มีประสบการณ์ขับเครื่องบินมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เต็มไปด้วยความเข้มข้น ขณะที่ฝ่ายครอบครัวออกมาปกป้องว่าทุกอย่างปกติดี เขาเป็นเพียงเหยื่อของคนบางกลุ่ม


          ล่าสุด “วิลเลียม แลงวีช” นักข่าวอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการบินออกมาเปิดเผยสมมุติฐานและหลักฐานที่วิจัยค้นคว้ามานานกว่า 5 ปี ว่า กัปตันคนนี้น่าจะบังคับเครื่องบินให้ขึ้นไประดับความสูง 4 หมื่นฟุต เพื่อทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องหมดสติ โดยตัวเองสวมใส่หน้ากากออกซิเจนในห้องนักบินที่อยู่ได้นานเป็นชั่วโมง แต่หน้ากากในห้องผู้โดยสารอยู่ได้สิบกว่านาที เมื่อผู้โดยสารหมดสติก็บังคับให้เครื่องบินลอยต่อไปเรื่อยๆ หลายชั่วโมงจนกระทั่งน้ำมันหมดก็ปลดล็อกให้ดิ่งลงสู่ท้องทะเลลึกแถว....จึงไม่มีใครค้นพบซากศพหรือซากเครื่องบินขนาดใหญ่

 

 

 

 


          อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาคัดค้านสมมุติฐานนี้ เนื่องจากมีช่องโหว่อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.หากกัปตันต้องการฆ่าตัวตายพร้อมผู้โดยสารทำไมต้องหันหัวเครื่องบินกลับมาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อผ่านน่านฟ้าใกล้มาเลเซีย 2.ทำไมรัฐบาลมาเลเซียต้องปกปิดข้อมูลจากเรดาร์ที่โชว์ชัดเจนว่าเครื่องบินย้อนกลับมา และ 3.ทำไมไม่มีใครพบเห็นเศษซากอุปกรณ์สัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางต่างๆ ของผู้โดยสาร 239 คน?


          ปริศนา 3 ข้อข้างบนเกิดเป็นข้อสังเกตว่ากัปตันได้หันหัวเครื่องบินกลับมาทางมาเลเซียเพื่อ “ขอต่อรอง” อะไรบางอย่าง แต่รัฐบาลไม่ยอม พร้อมส่งเครื่องบินรบขึ้นประกบแล้วสอยจนร่วงลงมา จากนั้นรีบส่งกองทัพเรือเข้าไปเก็บหลักฐานเศษซากทั้งหมด เพราะกว่าทีมค้นหานานาชาติจะไปบริเวณพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นอาทิตย์ รัฐบาลมาเลเซียมีเวลากู้ซากเครื่องบินและเก็บเศษชิ้นส่วนต่างๆ ที่ลอยกลางทะเลได้เกือบหมด!?!


          หลักฐานที่นำมาอ้างคือกล่องเก็บข้อมูลพิกัดเดินเรือของ “รุสลี คุสมิน” ชาวประมงอินโดนีเซีย ที่เล่าว่าเห็นเครื่องบิน ลำใหญ่ตกลงบริเวณช่องแคบมะละกาห่างจากเรือประมงไปแค่ 2 กม. ไม่ใช่แค่นายรุสลีเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวและชาวประมงบริเวณนั้นอีกหลายคนให้ข้อมูลคล้ายๆ กัน


          แม้ไม่มีใครตอบได้ว่าสมมุติฐานข้างต้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร แต่สิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้วคือ งบประมาณค้นหา “เที่ยวบินเอ็มเอช 370” ทำลายสถิติทุกการค้นหาด้วยตัวเลข 5,600 ล้านบาท หรือ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อกันว่าในอนาคตคงไม่มีการทุ่มเงินและเครื่องไม้เครื่องมือมหาศาลในการค้นหาเครื่องบินพาณิชย์แบบนี้อีกต่อไป


          พื้นที่ค้นหาหลักอยู่บริเวณใต้ท้องมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ รวมแล้วกว่า 1.2 แสนตารางกิโลเมตร เป็นปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินหายครั้งใหญ่สุดและสำคัญสุดในประวัติศาสตร์แต่สุดท้ายคว้าน้ำเหลว ไม่เจอเศษซากเครื่องบินหรืออุปกรณ์ใดๆ ในบริเวณนั้นแม้แต่ชิ้นเดียวตัวแทนทีมค้นหาจากรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวทิ้งท้ายก่อนยุติปฏิบัติการครั้งนี้ว่า

 

 

 

 


          “เป็นเรื่องเหลือเชื่อและยอมรับไม่ได้ที่มนุษย์จะหาเครื่องบินลำนี้ไม่พบ”


          ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้พยายามโชว์เศษซากชิ้นส่วนต่างๆ ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องบินลำนี้หลายร้อยชิ้น แต่มีเพียง 32 ชิ้นเท่านั้นที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ “น่าจะใช่” 3 ชิ้น “เกือบใช่” 7 ชิ้น “เหมือนมาก” 8 ชิ้น “เหมือน” 3 ชิ้น และ “ไม่แน่ใจ” 11 ชิ้น ส่วนใหญ่พบจากคลื่นซัดเข้ามาทิ้งไว้บนชายหาดแถวหมู่เกาะเล็กๆ แถบมหาสมุทรอินเดีย เช่น เกาะเรอูนิยง หาดมาดากัสการ์ โมซัมบิก ฯลฯ


          ชิ้นที่ระบุว่า คอนเฟิร์ม 3 ชิ้นนั้น มีเพียง 1 ชิ้น ส่วนปีกเรียกกันว่า “แฟล็ปเพอรอน” ที่ค่อนข้างน่าสนใจ แต่การคอนเฟิร์มนั้น คงแปลเป็นภาษาไทยได้แค่เพียงว่า “น่าจะใช่” เท่านั้น เพราะหน่วยงานที่ยืนยันเป็นแค่เจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศส


          ส่วน “บริษัทโบอิ้ง” ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินลำนี้ขอเล่นบท “เตมีย์ใบ้” ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการยืนยันหลักฐานชิ้นส่วนใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งหลักฐานที่รัฐบาลมาเลเซียมีเอกสารยืนยันมาแล้วก็ตาม


          ทำให้ "เอ็มเอช 370" ยังคงเป็นสุดยอดปริศนาลึกลับของโลกต่อไป...

 

 

 

 

 

Shares :
เปิดอ่าน 1,470 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ