ดูหมิ่นศาล

โดย...  รองศาสตราจารย์ กรกฎ ทองขะโชค คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ  


 

          ในช่วงใกล้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) การหาเสียงเป็นเรื่องปกติของผู้สมัครรับเลือกตั้งภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 แต่อย่างไรก็ตามการหาเสียงก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายปกติ โดยเฉพาะการปราศรัยหาเสียงที่อาจกระทบต่อบุคคลภายนอก หากทำให้บุคคลภายนอกเสียหายโดยเฉพาะองค์กรศาล ก็ย่อมได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับบุคคลอื่น และองค์กรอื่นๆ ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 “ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาลต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 

 

 

          ในความผิดฐานนี้ การดูหมิ่นศาลจะพิจารณาการกระทำที่เป็นการดูหมิ่นเช่นเดียวกันกับความผิดฐานดูหมิ่นในมาตราอื่นๆ การดูหมิ่น หมายความว่า การดูถูกเหยียดหยาม การสบประมาท หรือทำให้อับอาย และอาจจะกระทำด้วยวาจา เช่น คำด่า คำหยาบคาย คำดูถูก คำค่อนขอด หรือเป็นการกระทำด้วยกิริยาอย่างอื่นเช่น ให้ของลับ ถ่มน้ำลายรด ยกส้นเท้าให้ก็ได้ ดังนั้น การดูหมิ่นศาล จึงหมายถึงการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการดูถูก เหยียดหยาม ด่าทอ สบประมาท ทำให้อับอาย และเป็นการกระทำที่จะเป็นการลดคุณค่าของศาลในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น โดยไม่ว่าจะกระทำด้วยวาจา หรือเป็นลายลักษณ์อักษรหรือกิริยาใด สิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองของความผิดมาตรานี้ คือความเด็ดขาดของอำนาจรัฐในการรักษาความยุติธรรม ความผิดฐานนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะปกป้องคุ้มครองชื่อเสียงของศาลหรือผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการตัดสินพิพากษาคดี ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองพิทักษ์ผู้พิพากษาเป็นการส่วนตัว 

 


          ในการคุ้มครองผู้พิพากษา เป็นการคุ้มครองชื่อเสียงของผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งการกระทำที่เป็นการดูหมิ่นนั้น เป็นการกระทำที่กระทบต่อชื่อเสียง ต่อคุณงามความดี ต่อศักดิ์ศรีของผู้พิพากษาที่ได้กระทำหน้าที่ โดยหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของผู้พิพากษาคือ มีหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยผู้พิพากษาจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่โน้มเอียงไปฝ่ายใด เพื่อให้คู่ความได้รับความยุติธรรม ดังนั้น เมื่อมีการกระทำดูหมิ่นเกิดขึ้น กฎหมายได้วางหลักไว้ว่า จะต้องเป็นการดูหมิ่นที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี ซึ่งหมายความว่า ในความผิดดูหมิ่นศาลจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการพูด กล่าว หรือการกระทำใดๆ ที่แสดงว่าเป็นการไม่เคารพหรือไม่พอใจในคำตัดสิน เช่น อาจจะพูดเป็นนัยว่าผู้พิพากษาลำเอียง หรือกล่าวต่อผู้อื่นว่าการตัดสินคดีไม่ยุติธรรม หรือการกล่าวใส่ร้ายผู้พิพากษาว่ารับสินบน หรือแม้กระทั่งเขียนบทความที่เป็นการกล่าวหาว่าการตัดสินคดีนั้นไม่มีความยุติธรรม เป็นต้น 




          ผู้พิพากษาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวผู้พิพากษา แต่หมายความถึง การทำหน้าที่เป็นศาล ซึ่งการทำหน้าที่เป็นศาลนั้น คือการทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว นอกจากนี้ การดูหมิ่นนั้นไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือผู้พิพากษา จะกระทำลับหลังก็ได้ 


          ในเรื่องความผิดฐานดูหมิ่นศาลนั้น จะเห็นได้ว่า มีลักษณะของการกระทำความผิด คือในเรื่องของการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ความผิดนี้การกระทำที่เป็นการดูหมิ่น คำว่า ดูหมิ่นนี้ก็มีความหมายเหมือนกับ ดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ดูหมิ่นคนธรรมดาทั่วไป ตามที่กล่าวไปแล้ว ศาล หมายความถึง ศาลยุติธรรม หรือศาลอื่นในราชอาณาจักร เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร ศาลเยาวชน ศาลครอบครัว เป็นต้น 


          โดยในการคุ้มครองตัวองค์กรหรือสถาบันศาล เป็นเรื่องของค่านิยมคนไทยที่ให้ความเคารพต่อสถาบันศาล ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรตุลาการ กล่าวคือ การที่ประชาชนจะให้ความนับถือศรัทธาองค์กรศาล เพื่อให้ศาลได้ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมตัดสินคดีความนั้น องค์กรศาลเองจะต้องทรงเกียรติ มีความน่าเคารพ และสง่างาม เพื่อที่จะให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในศาล โดยตัวองค์การศาลเองนั้นก็ได้ออกระเบียบ กฎต่างๆ เพื่อที่จะรักษาความทรงเกียรตินี้ไว้ ดังจะเห็นได้จาก “วินัย” ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญในความประพฤติของผู้พิพากษาเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าศาลถูกดูหมิ่นโดยการทำให้เสื่อมเสียอับอาย ลดคุณค่าของศาลลง ก็จะส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศาลได้ และเมื่อเกิดความระแวงในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของศาลเสียแล้ว การจะวินิจฉัยสั่งการอะไรออกไปก็ไม่เกิดความศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งจะทำให้สังคมปั่นป่วนหวั่นไหวได้ เช่น การกล่าวว่า ศาลเชียงใหม่ไม่ดี ตัดสินคดีไม่มีความเป็นธรรม การกล่าวในลักษณะนี้จะส่งผลให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจไปในทางลบและมององค์กรศาลทั้งภาพรวมว่ามีการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนในองค์กรไม่ดี หรือไม่ดีเพราะมีการรับสินบน ซึ่งคนที่ได้ยินหรือรับฟังจะสามารถตีความไปได้หลายประการ ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวในลักษณะเช่นนี้ผู้กระทำก็จะมีความผิดฐานดูหมิ่นศาลเช่นกัน 


          ความผิดฐานนี้มีที่มาจากค่านิยมของคนในชาติที่ให้ความเคารพต่อสถาบันศาลที่สืบเนื่องมาจากอำนาจศาลในสมัยโบราณ และเป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์และผู้ครองแคว้นหรือเจ้าผู้ปกครองเป็นผู้ใช้ ดังที่ปรากฏในศิลาจารึกตอนหนึ่งว่า “ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้นไพร่ฟ้าปกหน้า กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวถึง เจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสวนความแก่มันด้วยซื่อไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึงชอบ” ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงบัญญัติให้มีการคุ้มครององค์กรศาลขึ้น เพื่อสอดรับกับวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของคนในชาติ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่