นายทุนชะลอ"อัดน้ำเลี้ยง"สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

โดย...  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น


 

          ไม่กี่วันข้างหน้าจะรู้ผลเเล้วว่าหลังการปิดหีบเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะเข้าเส้นชัยในอันดับใดบ้าง


          การเมืองตอนนี้เเบ่งข้างเเละขั้วที่ชัดเจนกันมาพักใหญ่เเล้วเเละมีเเนวโน้มที่จะเเบ่งขั้วกันต่อไปอีกในอนาคต เเม้บางพรรคเพิ่งจะออกตัวในการเปิดเงื่อนไขทางการเมืองของตัวเองต่อสังคมเเต่ก็ชัดเจนบนเงื่อนเวลาที่ยังมีให้ชาวประชาวินิจฉัย

 

 

          เเม้จะมีการใช้วาทกรรมเฉือนกันผ่านหน้าสื่อเเละบนเวทีหาเสียงเกี่ยวกับบทบาทของเเต่ละพรรคว่าอยู่ขั้วใดเเละหนุนใคร อีกทั้งยังมีการเเฉความลับของบางฝ่ายในหลายปีที่ผ่านมาออกมาให้สังคมรับรู้

 

 

นายทุนชะลอ"อัดน้ำเลี้ยง"สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

 


          วังวนน้ำเน่าการเมืองไทยยังอยู่ในมิติเดิมๆ เพียงเเต่เปลี่ยนวิธีนำเสนอในหลากรูปเเบบเท่านั้น เเละการหาเสียงคราวนี้เเทบไม่เเตกต่างกับการหาเสียงหลังเหตุพฤกษาทมิฬที่เเบ่งฝ่ายกันว่า ฝั่งนี้คือพรรคเทพ ฝ่ายนั้นคือพรรคมาร เพราะเที่ยวนี้ก็มีการเเยกขั้ว “ต้านเผด็จการ” เเละขั้ว “หนุนบิ๊กตู่”


          การเปิดสงครามน้ำลายดิสเครดิตกันเเบบไม่อายฟ้าไม่เกรงใจดินกันนั้น มีสื่อความว่าไม่มีใครยอมใครเเละไม่กี่วันที่เหลือนี้น่าจะเเรงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเวทีปิดท้ายของหลากพรรคที่น่าจะมีการชูความจำเป็นที่สังคมต้องเลือกพรรคของตัวเองเเบบถล่มทลาย เเละทำไมต้องเมินขั้วตรงข้ามเเบบทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น
กรณีที่ควรพินิจในขั้นต่อไปคือก่อนที่จะทราบผลเบื้องต้นว่าใครเเละพรรคใดชนะในเขตเลือกตั้งใดนั้น วันนี้กลเกมใต้ดินเป็นเยี่ยงใด โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องสำคัญคือ “เงิน”

 

 

 

นายทุนชะลอ"อัดน้ำเลี้ยง"สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

 


          ต้นปีที่ผ่านมา "เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” อธิการบดีมหาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนา “เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง” ช่วงหนึ่งที่น่าคิดต่อว่า ”ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยได้ประเมินไว้ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% โดยในช่วงไตรมาสแรกอาจชะลอตัวเล็กน้อยแต่ยังเชื่อว่าหากการเลือกตั้งออกมาอย่างไร โดยการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้




          ทั้งนี้ประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการเลือกตั้งทั้งเลือกตั้งในระดับประเทศและเลือกตั้งท่องถิ่นได้มากกว่า 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสะพัดที่นำไปใช้ในการเลือกตั้งใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาท ที่จะแบ่งเป็นการนำไปใช้ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านกระตุ้นยอดค้าปลีก และอื่นๆ โดยอีก 30,000 ล้านบาทจะเป็นเงินสะพัดจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น โดยเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะดันยอดจีดีพีของไทยได้ถึง 0.3%"


          เม็ดเงินห้าหมื่นล้านบาทในการเลือกตั้งส.ส.นั้น เเน่นอนว่าต้องมีการใช้หมุนเวียนในประเทศ เเละการใช้เงินในการหาเสียงนั้น กฎหมายกำหนดไว้คนละ 1.5 ล้านบาท เเต่บนความจริงซึ่งคนการเมืองรู้กันดีว่าใช้ไปเท่าใดเเละเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ รวมทั้งยังรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเเละคู่เเข่งใช้ไปกี่บาท...

 

 

 

นายทุนชะลอ"อัดน้ำเลี้ยง"สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

 

 

          “มันเป็นธรรมเนียม อย่างน้อยต้องหนึ่งร้อยบาท ค่าน้ำมันชองชาวบ้าน” "บางหมู่บ้านถามมาเเล้วจะจ่ายเท่ากับเลือกตั้งท้องถิ่นไหม จ่ายเเบบนั้นไม่ไหว เพราะเลือกตั้งท้องถิ่น คนมีสิทธิน้อยกว่าเลือกส.ส. หากให้ราคานั้น ก็ต้องให้เท่ากัน งบบานปลาย” “ไม่ไหวทางนั้นใช้เงินเยอะจัง ไม่รู้มาจากไหน” "ฝั่งนั้นจ่ายมัดจำชาวบ้านเเล้ว 3 ครั้ง ครั้งละหนึ่งร้อยบาทให้ไปฟังปราศรัย เเละจ่ายอีกส่วนที่เหลือในวันเลือกตั้ง” "พรรคเรากระเเสดีกว่า ชาวบ้านเลือก เเต่ฝ่ายนั้นใช้เงินมาก กลัวชาวบ้านเปลี่ยนใจ” ฯลฯ ต่างๆ นานา เหล่านี้คือสิ่งที่คนการเมืองหลากพรรคสะท้อนหลังไมค์กับสื่อหลากสำนักเกี่ยวกับการใช้เงินของตัวเองเเละคู่เเข่ง เเต่บนความจริงฝ่ายตัวเองก็อัดฉีดกันเพียงเเต่น้ำหนักอาจสู้คู่เเข่งไม่ได้....เเละหวังที่จะป้ายสีขั้วตรงข้ามมากกว่า


          ตรงนี้จะสอดรับกับการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยหรือไม่ เพราะเม็ดเงินก้อนนั้นน่าจะมีบางส่วนไหลลงมาในระบบใต้ดิน เเละคำศัพท์การเมืองใช้คำว่าหนึ่งกิโลกรัมเเทนค่าเงินหนึ่งล้านบาท


          ฉะนั้นผู้สมัครส.ส.หนึ่งคนของหนึ่งพรรคใหญ่เเละกลางจะมีราคาไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับโอกาสเเละความเสี่ยงในการสอบคัดตัวซึ่งประชาชนเป็นคนตัดสิน

 

 

 

นายทุนชะลอ"อัดน้ำเลี้ยง"สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

 

 

          เขตเลือกตั้งประเภทบิ๊กเนมปะทะบิ๊กเนม ราคาเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ราว 100 กิโลกรัมต่อหนึ่งคนจากหนึ่งพรรค ซึ่งเป็นน้ำเลี้ยงที่คนการเมืองเเทบทุกพรรควาดหวังกับสิ่งนี้ เเละช่วงท้ายๆ นี้ หากพบว่าคู่เเข่งอัดฉีดดีกว่าก็ต้องชงเรื่องเข้าไปยังเเกนนำพรรคว่าจะเคาะราคาสู้หรือไม่ ส่วนเขตรองๆ ลงมาก็ใช้อัตรา 20-40 กิโลกรัม หากการเเข่งขันไม่รุนเเรงนักก็ใช้ในอัตราไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง (อัตราข้างต้นเป็นตัวเลขโดยประมาณการที่คนการเมืองหลายพรรคให้ข้อมูล)

 

          ตัวเลขเหล่านี้จะชัดเเจ้งก็ต่อเมื่อปิดหีบไปเเล้ว เเต่ละพรรคจะเคาะราคาค่าใช้จ่ายทั้งหมด


          เเต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ล่าสุดตอนนี้บริษัทห้างร้านระดับยักษ์หลากเเห่งที่หลายคนรู้กันดีว่าเป็นเเบ็กอัพในการปล่อยน้ำเลี้ยงทางลับให้หลายพรรคนั้น ผู้สมัครส.ส.กทม.คนหนึ่งเเจ้งว่า ตอนนี้เเกนนำพรรคจ่ายน้ำเลี้ยงมาครึ่งเดียวจากที่รับปากไว้ โดยอ้างว่าบริษัท...ขอชะลอการดูเเลปัจจัยหลักหลายร้อยล้านบาทโดยจะชำระหลังการเลือกตั้งเเทน ทำให้คีย์เเมนพรรคต้องหาเเหล่งทุนอื่นมาให้ก่อนเเละจ่ายเพียงครึ่งเดียว


          “ไม่ใช่เเค่ไม่จ่ายเเค่พรรคของผม เเต่พรรคอื่นๆ ก็โดนด้วย”


          ส่วนสารตั้งต้นของการที่นายทุนยักษ์ชะลอการอัดฉีดไปยังพรรคต่างๆ เหมือนที่ผ่านมานั้น เเสดงว่านายทุนยักษ์น่าจะอ่านเกมออกเเล้วว่าผลเลือกตั้งจะออกมาเเบบใดเเละสอดรับกับกระเเสข่าวล้มเลือกตั้งที่คนการเมืองกระสากลิ่นนี้มาระยะหนึ่งเเล้วเพราะพรรคบิ๊กเนมพรรคหนึ่งที่น้ำเลี้ยงดียามนี้ปั่นคะเเนนนิยมไม่ขึ้นเลย...เเละอาจหมดหวังที่จะเป็นเเกนนำตั้งรัฐบาลไปพร้อมกับทุนรอนจำนวนมหาศาลที่อัดลงไปยังสามร้อยกว่าเขตเลือกตั้งเเต่สิ่งที่ลงทุนลงเเรงไปนั้นเสมือนว่าสัญญาณตอบรับไม่เเรงพอ...


          ฉะนั้นเกมล้มกระดานน่าจะเหมาะที่สุด โดยอาจจะหาสารพัดเรี่องราวมายึดโยงเเละเกี่ยวพันเพื่อชี้ไปว่าการหย่อนบัตรครั้งนี้ควรที่จะโมฆะ เเละกลับคึนสู่ฐานะเดิมของทุกฝ่าย ก่อนที่จะไปจัดรูปเกมกันใหม่เเต่เกมล้มกระดานนี้จะต้องมี "เเพะบูชายัญ” เเละใครจะต้องสังเวยชีพเพื่อบัดพลีกรรมในครั้งนี้ ตรงนี้ต้องติดตาม...
เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามไปได้ง่ายๆ เสียด้วย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

เปิดอ่าน