พ่ายแล้วพ่ายอีก "แม้ว" เรียนรู้อะไรมั่ง? 

คอลัมน์...  กระดานความคิด  โดย... บางนา บางปะกง 


 

          ก่อนจะถึงวันก่อปฏิบัติการ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในวันรับเจ้าลงจากสวรรค์ตามประเพณีตรุษจีน “นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล” คณะกรรมการพรรคไทยรักษาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Pongsak Phusitsakul ส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ “เชื่อว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วการเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิม”
“หมอพงษ์ศักดิ์” เป็นแกนนำเสื้อแดงราชบุรี และผู้ประสานงานคนเสื้อแดงตะวันตก ความคิดความอ่านไม่ต่างจากฝ่ายซ้ายไทยเมื่อ 40 กว่าปีก่อน จึงพยายามย้ำว่า “ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรก็ตาม แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง จุดยืนความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพวกเราได้”

 

 

          แสดงว่า หมอพงษ์ศักดิ์ก็รู้อยู่แก่ใจว่า การเชื้อเชิญ “คนนอก-คนพิเศษ” มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ขัดกับหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่หมอหัวก้าวหน้ากลับเห็นดีเห็นงาม


          บังเอิญ หมอพงษ์ศักดิ์มีความใกล้ชิดกับ “นายใหญ่” ถึงขั้นไปรับประทานอาหารร่วมกันที่กรุงลอนดอน จึงได้เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ และยอมเดินตามหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ไปสำนักงานใหญ่ กกต.


          พูดเป็นนัยๆ หมอพงษ์ศักดิ์ยอมหวานอมขมกลืน เพื่อให้ “เกมคนพิเศษ” เดินหน้าต่อไปได้ และสามารถปิดปากฝ่ายตรงข้ามนายใหญ่ได้ พวกเขาไม่คัดค้าน ไม่สนใจหลักการ 


          ตรงกันข้ามกับ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” นักวิชาการที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชน ได้ออกโรงวิจารณ์ฝ่ายเดียวกันมาหลายรอบแล้ว


          “พิชิต” ได้ข่าวลือมาก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เหมือนสื่อมวลชนทั่วไป จึงอัพสเตตัสเตือนฝ่ายเดียวกันว่า “อยากให้ “คนพิเศษ” ที่ลือกันมาลงการเมืองค่าย พท.-ทษช. เต็มตัว หลายคนจะได้ “ขีดเส้นแบ่งให้ชัด” กันเสียที เรื้อรังมานานแล้ว แต่มันอดไม่ได้ ถึงต้องร้องเตือนกัน ซึ่งก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะคนตัดสินคือตระกูล “นายใหญ่” ไม่ใช่สมาชิกพรรค มวลชน แฟนคลับ หรือนักวิชาการที่อยู่ในรู”

 


          หลังเหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ทางการเมืองผ่านไป “พิชิต” ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ทักษิณทวิตแบบเท่ๆ ว่า “เรียนรู้จากประสบการณ์อดีต” ถามว่า ทักษิณเรียนรู้อะไรบ้างนอกจากดีลใต้โต๊ะ และเกมลักไก่ที่ตัวเองถนัด..”



          ย้อนอ่านข่าวเก่า ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะพบกรณี “ดีลใต้โต๊ะ” ของคนแดนไกล หลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 มีคนเสื้อแดงทั่วประเทศมาชุมนุมในเมืองหลวง ด้วยหวังที่จะพา “นายใหญ่” กลับบ้าน


          “พิชิต” ที่ผ่านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาแต่ยุค 14 ตุลา และพยายามเตือนสติพวกเดียวกันมาตลอด ได้สรุปกรณีซูเปอร์ดีล ของคนแดนไกลว่า


          “ดีลครั้งนี้ที่ความเสียหายต่อประชาชน กำลังมาระลอกใหญ่ ทักษิณ “เรียนรู้จากอดีต” แค่ว่า ดีลล้มเหลวเพราะไพ่ในมือไม่ใหญ่พอ ต้องเดิมพันให้หนักขึ้นๆ...ทำกับคนในค่ายตัวเองเป็น “กระดาษทิชชู่” ขยี้ขยำยังไงก็ได้ ตอนนิรโทษกรรมเหมาเข่ง แกนนำ นปช. ไม่ยกมือให้ ก็กระทืบไล่ส่ง”


          “คราวนี้ ทั้งสุดารัตน์ ชัชชาติ จาตุรนต์ ยอมเสี่ยงเป็นเบอร์ 1 ลุยเต็มที่ นาทีสุดท้ายเป็นคนนอกพรรคเข้ามา ทั้งสามคนใบ้กิน ! แต่นี่เป็นเรื่องภายในของเขา”

 

          จากซูเปอร์ดีลตอนเช้า แดงกระดี๊กระด๊า ตกดึกกลายเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์” แดงสลบไสล พิชิตสรุปว่า “ผลคราวนี้ ก็เหมือนปี 56 ความเสียหายระยะยาวกำลังมา คนเกลียดทักษิณที่เคยกระจัดกระจายกลับมารวมตัวหนุนประยุทธ์เต็มที่ ประยุทธ์เข้มแข็งขึ้นทันที คนที่โดนบูชายัญคือ แกนนำ ทษช. และประชาชนที่เสียโอกาสไล่เผด็จการ”


          ว่ากันว่า นายใหญ่เปิดซูเปอร์ดีล ผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ส่งผลให้ผู้คนเดินลงถนน เป่านกหวีด เรือนแสนเรือนล้าน 


          ซูเปอร์ดีล “คนพิเศษ” ทำให้พลังมือตบและนกหวีด ที่หลับใหลไปแล้วส่วนใหญ่ ได้ลุกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อรวมพลังต้านระบอบทักษิณ