จาก "แม่หลวงกุ้ง"สู่ "จิตอาสาการเมือง"บนถนนสายเลือกตั้ง

จาก "แม่หลวงกุ้ง"สู่ "จิตอาสาการเมือง"บนถนนสายเลือกตั้ง : คมชัดลึก... ลุยเลือตั้ง โดย... นิศานาถ กังวาลวงศ์ ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

 

 

          พรรคชาติพัฒนา เป็นพรรคการเมืองเก่าที่ออกตัวช้า เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ แต่การเปิดตัว “แม่หลวงกุ้ง” ในฐานะสมาชิกพรรคคนใหม่เมื่อ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างมาก เนื่องจากแม่หลวงกุ้ง มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์มาก่อน อีกทั้งยังมีข่าวอยู่เป็นระยะๆ

 

 


          “สุพัตรวี อยู่แพทย์” อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม่หลวงกุ้ง” ที่ผันตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนา เปิดเผยว่า 


          “การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของเฉพาะคนบางกลุ่ม ส่วนตัวมองการเมืองเป็นงานจิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคม พัฒนาบ้านของตัวเองให้เจริญให้ดีขึ้น การก้าวเข้าสู่การเมืองจึงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เพราะเป็นงานจิตอาสาที่ได้ทำอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเป็นจิตอาสารวมกลุ่มกับน้องๆ เพื่อนๆ ให้ความช่วยเหลือทั้งบริจาคสิ่งของให้แก่เด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล บริจาคสิ่งของตามที่ต่างๆ ช่วยสุนัข แมวจรจัด...”


          แม่หลวงกุ้งเปรียบเทียบงานการเมืองกับจิตอาสาว่า “การตัดสินใจเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนา เป็นการเปลี่ยนจากการทำจิตอาสาแบบเฉพาะกลุ่มมาเป็นจิตอาสาที่เป็นทางการมากขึ้น”


          สาเหตุที่เลือกพรรคชาติพัฒนา แม่หลวงกุ้งบอกว่า “ชาติพัฒนาเปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่ง ที่มี พ่อ แม่ พี่ น้อง มีญาติอยู่ในบ้านหลังนั้น ที่คอยสนับสนุนให้ลูกหลานทำตามแนวคิด เปิดกรอบให้คนรุ่นใหม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ เช่น ส่วนตัวชอบงานอาสา งานพัฒนาสังคม ก็จะช่วยสนับสนุนผลักดันอย่างเต็มที่ โดยจะไม่มีการขีดกรอบในการทำงาน บนพื้นฐานของความเป็นไปได้”

 

 

จาก "แม่หลวงกุ้ง"สู่ "จิตอาสาการเมือง"บนถนนสายเลือกตั้ง

 


          แม่หลวงกุ้งเป็นชาวเชียงใหม่ หลายปีที่ผ่านมา ได้พบเห็นบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งขั้วแบ่งสี ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ จึงสรุปบทเรียนเพื่อก้าวไปข้างหน้า


          “แนวคิดทางการเมืองจากอดีตที่ผ่านมา ทุกคนประจักษ์แล้วว่าเป็นอย่างไร ส่วนตัวอยากให้ทุกคนลืมอดีตที่มีความขัดแย้งกันก้าวข้ามผ่านความขัดแย้ง เพื่อสู่การเมืองยุคใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิมที่ผ่านมา ต้องมีความสมัครสมานสามัคคีร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันได้ ไม่ว่าจะอยู่พรรคการเมืองไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องมีคือความร่วมมือกันเพื่อทำงานสร้างสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าพัฒนาพื้นที่ โดยไม่ต้องหันกลับไปมองถึงอดีตที่ผ่านมาที่มีการแบ่งแยก คนรุ่นใหม่ต้องก้าวข้ามผ่านมาให้ได้ และร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเป็นคนไทยด้วยกัน การเมืองแบบเดิมไม่ใช่สิ่งไม่ดี รากฐานที่ได้สร้างกันมานั้นดีอยู่แล้ว สามารถนำแบบอย่างที่ดีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดการพัฒนาเจริญก้าวหน้าได้”


          สิ่งที่แม่หลวงกุ้งอยากเห็นในเวลานี้คือ ลบบาดแผลในอดีต และก้าวสู่การเมืองยุคใหม่


          “คนที่ก้าวเข้าสู่การเมือง อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่ามีใจเป็นจิตอาสาอยู่แล้ว เนื่องจากจะทำงานการเมืองไม่ได้หากปราศจากพื้นฐานความเสียสละ พื้นฐานของผู้ให้ พื้นฐานของจิตอาสา เพราะคนที่เข้ามาทำงานการเมืองต้องมีความมุ่งมั่นจะเข้ามาพัฒนาพื้นที่ของตัวเองให้มีความเจริญก้าวหน้า ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนก็ตามล้วนแต่มีจิตใจของผู้ให้ทั้งสิ้น สามารถช่วยเหลือกันได้ โดยไม่จำกัดว่าอยู่พรรคไหน”


          ถ้าสอบตกแล้วจะทำอย่างไร ? เป็นคำถามจากคนรักคนหวังดี


          “สอบตก สอบผ่าน จะอยู่พรรคการเมือง หรือไม่อยู่พรรคการเมือง งานจิตอาสาเป็นงานที่ทำมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร งานจิตอาสาก็ยังเป็นต้นทุนของชีวิตที่จะทำต่อไป จึงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่อย่างไรก็ตามหากไม่ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในฝ่ายบริหาร ไม่มีโอกาสที่จะเสนอแนวคิด งานที่ฝันไว้หลายๆ อย่างก็จะเป็นไปได้ยาก”


          ย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แม่หลวงกุ้งมีชื่อเสียงจากสื่อโซเชียล กลายเป็นเน็ตไอดอลชั่วข้ามคืน เมื่อมีคนนำภาพเธอในเครื่องแบบผู้ใหญ่บ้านไปโพสต์เฟซบุ๊ก และอัพสเตตัสว่า “ผู้ใหญ่บ้านที่สวยที่สุดในประเทศไทย”


          วันนั้น “กุ้ง” หรือสุพัตรวี อยู่แพทย์ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 (หมู่บ้านศิริวัฒนานิเวศน์) หมู่ 6 ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเธอปกครองดูแลชาวบ้านกว่า 600 ครอบครัว จำนวน 1,446 คน


          แม่หลวงกุ้งเป็นที่รักของลูกบ้าน และความอ่อนหวานเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในการบริหารปกครองท้องที่ เพราะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้เกิดความประนีประนอมได้ ลดความขัดแย้งในชุมชน ส่วนเงินเดือนราชการที่เธอได้รับเวลานั้น บางส่วนได้นำมาพัฒนาพื้นที่ด้วย


          จู่ๆ ปลายเดือนเมษายน 2558 แม่หลวงกุ้ง ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะรู้สึกผิดหวังกับการเมือง รวมถึงเรื่องการบริหารงานการเมืองท้องถิ่นที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน


          เวลานั้น นายอำเภอได้ขอร้องให้แม่หลวงกุ้งทำงานต่อไป เธอจึงไม่ลาออก และจะกลับมาสู้อีกครั้งเพราะมีกำลังใจจากชาวบ้าน

 

          สุดท้ายแม่หลวงกุ้งตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกอีกครั้ง โดยเหตุผลที่ลาออก เธอรู้สึกเหนื่อยและท้อใจจากปัญหาแรงกดดัน ทั้งการบริหารจัดการภายในหมู่บ้าน ด้านสาธารณูปโภค และการเมืองท้องถิ่น จึงขอลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ดีกว่า


          จากนั้น อดีตผู้ใหญ่บ้านที่สวยที่สุดในประเทศ และถึงแม้จะลาออกแล้วแต่แม่หลวงกุ้งก็ยังคงทำงานเป็นจิตอาสาเพื่อสังคมอยู่ แม้จะไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบ แต่ขี่บิ๊กไบค์คู่ใจออกปฏิบัติงานช่วยเหลือสังคมอยู่ทุกเวลา


          วันนี้ แม่หลวงกุ้งก้าวสู่ถนนการเมืองระดับชาติ แพ้ชนะเป็นเรื่องประชาชนตัดสิน พร้อมจะยอมรับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น