ตกปลาในบ่อเพื่อน สะเทือนถึงลุงตู่

ตกปลาในบ่อเพื่อน สะเทือนถึงลุงตู่ : คอลัมน์...  เด็ดยอด  โดย...  รักษ์  ปักธงไทย 


 

          ยุทธศาสตร์ทักษิณ-ยุทธศาสตร์เพื่อไทย “ไล่” ประยุทธ์ มีแต้มต่อจากความ "ไร้เดียงสา” และ “เหลิงอำนาจ” ของสีเขียวโดยแท้เชียว

 

          ทักษิณเดินเกมคณิตศาสตร์การเมือง “สามพรรค” อัด “สามมิตร” หวังกวาด 250 เสียงรวมทั้งระบบบัญชีรายชื่อ

 

 

          สี่พรรค คือ พรรคเพื่อไทย สู้ใน กทม. ปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 


          พรรคเพื่อธรรม รวบตึงในเขตภาคเหนือ ภาคเหนือตอนบน ฐานที่มั่นของตระกูลชินวัตร และสยายปีกลงมา เขตภาคเหนือตอนล่างสู้กับประชาธิปัตย์


          พรรคประชาชาติ สู้ในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความจัดเจนสนาม เชี่ยวชาญชุมชน


          พรรคเพื่อชาติ รวมพลคนเสื้อแดงที่เคยสู้บนถนน ดันสู่สภา


          แยกสี่พรรค สี่สาขา นโยบายหาเสียงตรงตามพื้นที่ ย้ำภาคนิยม กลุ่มเป้าหมายชัดเจน


          นอกจากสี่พรรค ยังมีพันธมิตรร่วมรบ คือ พรรคการเมืองของเสรีพิศุทธ์ และพรรคอนาคตใหม่ของธนาธร


          วิเคราะห์จุดแข็งคือ ไม่ทับซ้อน ไม่แย่งที่นั่ง มีอาณาเขตของใครของมันชัดเจน นโยบายเข้าถึงเฉพาะเจาะจง ตอกย้ำ “ภาคนิยม" สร้างระบบเครือข่ายเข้มแข็ง ความจงรักภักดีสูง


          มาดูฝั่งที่ “ไม่เอาทักษิณ” มีพรรคใหม่สายเขียว คือ พรรคพลังประชารัฐ มีทุนหนา ดูด ส.ส. จากประชาธิปัตย์เป็นหลัก และมีกลุ่มสามมิตรที่ได้แต่ของเก่าเหล้าไม่มียี่ห้อ เกิดความบาดหมางกับประชาธิปัตย์ ขาดแนวร่วม เกิดพื้นที่ทับซ้อนในหมู่มวลมิตร


          ขณะที่เพื่อไทยแน่นหนาสามัคคี ประชาธิปัตย์อ่อนแอ โดนคนในเอาเงินคนนอกมาเตะตัดขากันเอง และโดน “คนกันเอง” ที่ออกไปแล้วมาด้อมๆ มองๆขอบรั้ว คอยดึงคอยดูด 

 

 


          พลังประชารัฐ รีบร้อน รวนเร ขาดเอกภาพ ขาดประสบการณ์ กลัวแพ้ แต่แก้เกมไม่ได้


          หันมาที่พรรคภูมิใจไทยทุนหนา ขนาดกลาง อยู่กับผู้ชนะตลอดศก ก็ดึง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์อีกหลายจังหวัดมาเคียงข้าง คนดึงไม่ใช่อื่นไกล “เนวิน ชิดชอบ” นั่นเอง


          พรรคสุวัจน์และพรรคสุพรรณ น่าจะต่ำสิบในรอบนี้ด้วยอ่อนแรง และอ่อนล้า เดินหน้าไม่ไหว ถอยหลังไม่ได้ กัดฟันสู้ทนต่อไป อีกไม่นานคงลาโรง พวกนี้รอผสมกับผู้ชนะ


          น่าสนใจที่สุดคือ พรรครวมพลังประชาชาติไทยจัดตั้งโดยกลุ่มอดีต กปปส. มวลมหาประชาชน ดันโดย “ลุงกำนัน” ถูกกลุ่มผู้มีอำนาจ ฝ่ายความมั่นคงดองเค็ม ตัดตอน บอนไซ แม้ไม่มีทุนแต่มีใจเกินร้อย เดินสายเก็บสมาชิกเดียวดาย ขลุกขลัก กัดฟันสู้ตาย 


          จะว่าไปแล้วกลุ่มลุงกำนัน เป็นกลุ่มที่มีพลังทางการเมือง มีประสบการณ์มวลชนมากที่สุดที่จะหนุน “ลุงตู่” สู้อธรรมได้ดี แต่อย่างว่า ทหารตั้งข้อรังเกียจรังงอน บอกไม่ใช่พวกเดียวกัน สำคัญมั่นคงยิ่งกว่าความตายคือ ความจริงที่ว่า ในวันนั้น “ลุงกำนัน” แกขวาง “ลุงป้อม” ไม่ให้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แกบอกว่า “ลุงตู่” ดีกว่า คำนี้คำเดียว เลยขวางหูขวางตา ขวางไปหมดจนบัดนี้ก็เล่นบทไอ้เข้ขวางลุงกำนันซะงั้น
มาดูพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีศักยภาพในการต่อสู้กับระบอบทักษิณมายาวนานแม้จะแพ้มาตลอดแต่พรรคนี้ก็กัดไม่ปล่อย ทักษิณติดคุกถูกดำเนินคดีเพราะงานการเมืองในสภาของพรรคการเมืองนี้ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ก็เพราะฝีมือของพรรคการเมืองนี้ “เป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมที่สุด”


          วันนี้มีปัญหาคนภายนอกไปแทรกแซงในการเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยไว้ใจพรรคประชาธิปัตย์ มีความพยายามทั้งทางตรงและทางอ้อมบั่นทอน บอนไซ ทั้งการจัดระดมทุน และการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่ให้มีศักยภาพเท่าที่ควรจะเป็น 

 

          นี่คือ ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายความมั่นคง “ลุงตู่” ที่จะสู้กับทักษิณ


          แทนที่จะใช้อาวุธที่ทรงพลังที่สุด คือ ประชาธิปัตย์ไปต่อสู้ กลับแทรกแซง กลับย่อยสลาย แต่สุดท้ายฝ่ายความมั่นคงสีเขียวมืออ่อนจะพ่ายแพ้ถูกหลอกแ_กรอบวง 


          เพราะคุณชวนเป่านกหวีดให้ “อภิสิทธิ์” ยังไม่นับ “มารุต บุนนาค” “ธารินทร์ นิมมานเหมินท์" และ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” เป็นต้น 

 

          ขีดเส้นใต้ได้ว่า พรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณมีความเป็นปึกแผ่น มีความสามัคคี มีเป้าหมาย มีวินัย เดินสู่ชัยชนะชัดเจนไม่ขัดแย้ง ไม่แทงหลัง ไม่รับเงินคนนอกมาเผาเรือนตน


          ส่วนกลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีความเป็นเอกภาพ พลังประชารัฐดูดประชาธิปัตย์ สามมิตรไม่ได้ของดีและทับซ้อน บาดแผลทุจริตรัฐบาล คสช.ไม่น้อย ระหว่างทางหาเสียงจะถูกบดขยี้ จะแก้เกมอย่างไรเมื่อไปแทงหลังเพื่อนร่วมทางเสียอย่างนี้แล้ว แทนที่จะใช้พรรคประชาธิปัตย์ไปบุกขยี้ระบอบทักษิณ กลับตกปลาของเพื่อนไป


          สุดท้าย ฝ่ายลุงตู่ จะเป็นกองทัพที่อ่อนแอ และแพ้พ่ายต่อระบอบทักษิณในที่สุดเมื่อการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มาถึง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากผู้กุมอำนาจรัฐสามารถกำจัดระบบราชการเกียร์ว่าง เร่งสางคดีทุจริตที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช. อาจทำให้กลุ่มทักษิณ “กระอักเลือด” และ ”ตกม้าตาย” ได้เหมือนกัน