อ่านลีลาและถอดจังหวะของคนการเมือง..จะเดินหมากทางใด?

ทีมข่าวเฉพาะกิจออนไลน์

กุมภาพันธ์ 2562คือดีเดย์ที่คสช.เปิดให้คนไทยไปใช้สิทธิเลือกตั้งหลังการปฏิรูปเเละจัดโรดเเมปของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้าคสช.ได้ขับเคลื่อน

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้มีส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน โดยมีผู้มีสิทธิ51ล้านคนเศษกับบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบที่จะเลือกส.ส.สองเเบบไปทำหน้าทึ่ผู้เเทนราษฎร

ด้วยกติกาต่างๆที่วางไว้ค่อนข้างเข้มงวด โดยผู้คุมกฎมองว่ากติกานี้ทำไว้เพื่อไม่ให้พรรคเสียงข้างมากมีอำนาจมากเกินไป จนสร้างความเสียหายเหมือนอดีต ฉะนั้นระบบกระจายอำนาจไปให้พรรคขนาดกลางเเละย่อมผ่านสนามเลือกตั้งจึงบังเกิดเพื่อคานอำนาจซึ่งกันเเละกันตามกฎหมายหลักของประเทศ

เเน่นอนว่า หน้าตาของรัฐบาลใหม่นั้น จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค เพราะพรรคเสียงข้างมากไม่น่าจะมีส.ส.พอที่จะเป็นเเกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนการเมืองไทยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

ฉะนั้นทุกพรรคจึงมีความหมายสำหรับพรรคที่ได้รับโอกาสเป็นเเกนนำตั้งรัฐบาล โดยพรรคใหญ่จะยินยอมกับเงื่อนไขการต่อรองจากพรรคขนาดกลางเเละย่อมสำหรับการร่วมรัฐบาลในเบื้องต้น

“พรรคที่มีส.ส.ห้าคนขึ้นไป จะมีโอกาสต่อรองเก้าอี้เสนาบดีรวมทั้งประธานกมธ.ชุดสำคัญๆในรัฐบาลชุดหน้าได้อย่างเเน่นอน”

การเลือกตั้งส.ส.ครั้งนี้นั้น มีการตำนวณสัดส่วนว่า ส.ส.1 คน ต่อประชากร 186110 คน โดยผู้ชนะในเขตนั้นๆ(คะเเนนที่จะทำให้ชนะตามอัตราเฉลี่ยต่อส.ส.1คนเเละประชาขนที่ไปเลือก น่าจะอยู่ที่5หมื่นคะเเนนขึ้นไป)จะได้รับการชูมือให้เป็นผู้เเทนราษฎรประจำเขตนั้นๆ เเละราว7หมื่นคะเเนนขึ้นไป พรรคนั้นๆจะได้เก้าอี้ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งตัว

 

 

 

เเน่นอนว่าพรรคใหญ่ในเมืองไทยคือ เพื่อไทยเเละประชาธิปัตย์ต้องหาพันธมิตรไว้ล่วงหน้า หรือเเม้เเต่ซอยย่อยอดีตองค์ประกอบของพรรคตัวเองด้วยหลากปัจจัยให้เเตกหน่อออกไปตั้งพรรคใหม่เเละกลับมาจับมือตั้งรัฐบาลในอนาคต

ประชาธิปัตย์มีพรรครวมพลังประชาชาติไทยของอดีตลุงกำนัน ที่เบื้องต้นน่าจะมีส.ส.สาเเหรก”เทือกสุบรรณ”เข้าสภาหินอ่อนได้บางชีวิต เพราะพรรคสะตอน่าจะมีการเว้นช่องให้พอมีโอกาสกันบ้าง

เพื่อไทยมีพรรคประชาชาติของกลุ่มวาดะห์ที่รับเจาะในสามจังหวัดชายเเดนภาคใต้หรือเเม้เเต่พรรคอนาคตใหม่ที่หลักการสอดรับกันคอยเเบ่งบทกันเล่น

กลุ่มสามมิตรของ”สมศักดิ์ เทพสุทินเเละสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”ที่รออวตารร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ กว้านอดีตส.ส.ไทยรักไทย พลังประชาชนเเละเพื่อไทยที่เคยใกล้ชิดกันเข้าสังกัด รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นเเละอดีตคนการเมืองที่หลายคนอาจลืมชื่อไปเเล้วมาเป็นเมมเบอร์กลุ่ม

เป้าหมายคือร่วมรัฐบาลเเละโหวตบิ๊กตู่ให้คัมเเบ็กอีกคราว

หรือเเม้เเต่พรรคใหม่ๆที่ผุดขึ้นมา(ที่มิใช่เชื้อสายเพื่อไทย)หากจับพลัดจับพลูได้ส.ส.ขึ้นมา เเน่นอนว่าต้องยกมือหนุนบิ๊กตู่เป็นเเน่เเท้

หากเจาะพื้นทึ่การเมืองตามจังหวัดต่างๆ

ฟันธงล่วงหน้าเลยว่า การเมืองคราวนี้เเต่ละพรรคเน้นการเจาะเเบบตั้งเป้า ไม่หว่านกระสุนไปทั่ว เพราะราคามนุษย์ทองคำตอนนี้ในการใช้ปัจจัยในการเลือกตั้งคราวนี้ คนการเมืองประเมินกันเเล้วว่า ตัวเลขเเปดหลักช่วงกลางจนถึงช่วงปลาย คือราคาที่ต้องจ่ายหากอยากได้เก้าอี้ส.ส.หนึ่งตัวจาก350ตัวเเละจะส่งผลพ่วงเก้าอี้ส.ส.บัญชีรายชื่อในอนาคตกับการก้าวเข้าไปนั่งในสภาหินอ่อนสำหรับพรรคใหม่

 

 

 

ส่วนพรรคที่มีฐานเสียงเดิมอยู่นั้น ต้นทุนในการหาเสียงตามที่กฎหมายกำหนดนั้นย่อมไม่พอ เเต่หากต้องใช้นั้น คงไม่ทะลุตัวเลขเเปดหลักช่วงกลางจนถึงช่วงปลายเหมือนพรรคใหม่ทึ่ต้องใช้ปัจจัยนี้มากกว่า(เนื่องจากพรรคใหญ่บางพรรคโดนจับตาจากฝ่ายความมั่นคง)ในอนาคตอันใกล้ สำหรับพรรคใหญ่บางพรรคย่อมไม่กล้าเสี่ยง

หันไปมองพรรคขนาดกลางกันบ้าง เเม้จะไม่โดนคุมเข้มเเบบบางพรรคใหญ่ เเต่การลุยทุกมุมเมืองเเบบไร้ยุทธศาสตร์เข้ายึดนั้น ย่อมเปลืองตัว

...ฉะนั้นเเต่ละพรรคจะยึดจังหวัดฐานเสียงของตัวเองเป็นหลัก เหมือนการเลือกตั้งก่อนปี2540

โดยจะเห็นตัวอย่างง่ายๆในอดีต เช่น พรรคเอกภาพ พรรคชาติไทย หรือตัวอย่างในปัจจุบันคือพรรคพลังชล โดยพรรคเหล่านี้ใช้จังหวัดของตัวเองเป็นฐานบัญชาการ เเล้วเลือกเขตเน้นๆที่พอจะข้ามห้วยได้ไป”ชิงเมือง” เเต่มันต้องรบเเล้วเเลกได้จริงๆจึงจะกระทำ

อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยคนหนึ่งเปิดเผยว่า “พรรคขนาดกลางเเละเล็กจะใช้จังหวัดที่เเกนนำพรรคเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นๆ เเข่งขันชิงเก้าอี้ให้ได้ รวมทั้งทาบทามนักการเมืองท้องถิ่นเเบบสัญญาว่าจะให้(การสนับสนุนหลังการเลือกตั้งส.ส.)ให้มาข่วยบนสนามใหญ่ก่อน

เเต่การจะข้ามห้วยไปตีเมืองอื่นนั้น ต้องพิจารณารายกรณี เเม้บางพรรคจะมีปัจจัยหนา เเต่ใช่ว่าใช้เเล้วจะเข้าเป้าไปเสียหมด เพราะบางครั้งช้างชนช้าง หญ้าเเพรกรอดตายก็มี”

 

 

 

เเน่นอนว่าการใช้ปัจจัย หัวคะเเนนเเละนักการเมืองท้องถิ่น(ตอนนี้ต้องรอไปก่อนเพราะหย่อนบัตรหลังส.ส.)นั้น บางพรรคโดนเกาะติด บางกลุ่มขยับได้ง่าย เเต่ปัจจัยอื่นที่จะช่วยดึงเเต้มการเมืองในเขตนั้นๆ เช่น งานสังคม งานสาธารณะกุศล อาจจะพอดึงให้เเต้มงอกเเบบลงทุนไม่มากนั้น เช่น การทำทีมฟุตบอลของศึกไทยลีกที่คนการเมืองหลายสิบคนเป็นเจ้าของหรือเป็นประธานสโมสร (อาทิ ชลบุรี เอฟซี (ตระกูลคุณปลื้ม พรรคพลังชล)สุโขทัย เอฟซี (ตระกูลเทพสุทิน กลุ่มสามมิตร) ศรีสะเกษ เอฟซี (ตระกูลเครือรัตน์ พรรคเพื่อไทย) เชียงราย ยูไนเต็ด (ตระกูลติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย) บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (เนวิน ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย) ชัยนาท ฮอร์นบิล (ตระกูลนาคาศัย กลุ่มสามมิตร) ราชบุรี มิตรผล เอฟซี (ตระกูลนิติกาญจนา อดีตส.ส.พรรคภูมิใจไทย) สุพรรณบุรี เอฟซี (ตระกูลศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา) ) จะมีผลอย่างไรนั้น

อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยคนนี้เปิดเผยว่า”การทำทีมฟุตบอลใช้งบเยอะในเเต่ละปี ส่วนใหญ่จะขาดทุน เเม้คนการเมืองที่ทำทีมฟุตบอลก็น่าจะพอรู้ว่า คะเเนนเสียงที่จะได้จากเเฟนบอลในการหย่อนบัตรนั้น น่าจะอยู่ในตัวเลข10-15% จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ เเต่มันคาดผลมากไม่ได้ เพราะวันนี้ปากท้องชาวบ้านนั้นเเย่มาก เเม้รัฐบาลจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจดี เเต่มันดีกับใคร ชาวบ้านไม่ได้รับผลนั้นๆเลย

ฉะนั้นพรรคใดจะคะเเนนดี ดูได้ง่ายๆตอนนี้ในอีสาน โพลล์กอ.รมน.เเเละโพลล์ลับของส่วนราชการบางเเห่ง บอกเเล้วว่าเพื่อไทยมาอันดับหนึ่ง”

ส่วนการย้ายค่ายของอดีตส.ส.จากพรรคหนึ่งไปอีกพรรคหนึ่งนั้น อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยคนนี้เปิดเผยว่า มีเเน่นอน เเละรอดูบิ๊กเนมย้ายพรรค บางคนได้ตำเเหน่งใหญ่ในพรรคนั้นๆเเต่วันนี้การย้ายขั้วเกิดขึ้นเเล้ว รอติดตามได้เลยเเละมีหลายคนด้วยซ้ำ

ฝุ่นละอองของการวิ่งเต้นด้วยฝีเท้าเเละลิ้มฝีปากของคนการเมืองนั้น ต้องติดตามทุกช่วงจังหวะ เเต่รหัสข่าวที่สำนักข่าวเนขั่นได้กระเเสมานั้น อย่างน้อยมันคิอปมรัอนที่รอวันปะทุตามความเคลื่อนไหวที่จะบังเกิดในไม่ช้า

อย่าพลาด...ที่นี่พร้อมเสริฟ์อาหารปัญญาใหัทุกท่านเพื่อประมวลให้เห็นสิ่งที่จริงเพียงจริงบนกระดานการเมืองไทย