คอลัมนิสต์

ไผเป็นไผ "มวลหมู่มหามิตร" ฉบับ "ส.สมคิด"

ไผเป็นไผ "มวลหมู่มหามิตร" ฉบับ "ส.สมคิด"

06 ก.ค. 2561

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ใช่นักวิชาการที่เพิ่งลงจากหอคอยงาช้าง แต่สั่งสมประสบการณ์การเมืองมายาวนานกว่า 20 ปี วานนี้ถูกถามเรื่องกลุ่มสามมิตร ก็เลยได้คำตอบว่างี้!!

          ถ้ามองในมุมการตลาดการเมือง แบรนด์กลุ่มสามมิตร จุดติดแค่ข้ามคืน เพราะคนทั้งประเทศรู้จักหมดแล้ว

          วานนี้  "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์“ รองนายกรัฐมนตรี ถูกถามเรื่องกลุ่มสามมิตร ก็เลยได้คำตอบว่า “ทุกคนเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น และไม่ใช่แค่สามมิตร เป็นมวลหมู่มหามิตรเลย เป็นเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น วงการเมืองคือเพื่อนๆ กัน”

ไผเป็นไผ "มวลหมู่มหามิตร" ฉบับ "ส.สมคิด"

          “มวลหมู่มหามิตร” เป็นถ้อยวลีการเมืองร้อนๆ ที่หลุดออกจากปาก “ส.สมคิด” น่าขยายความเป็นอย่างยิ่ง

          “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ไม่ใช่นักวิชาการที่เพิ่งลงจากหอคอยงาช้าง หากแต่เขาสั่งสมประสบการณ์การเมืองมายาวนานกว่า 20 ปี ผ่านยุครุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย

          ยุคที่ไทยรักไทยอุดมไปด้วยมุ้งย่อยมากมาย อาทิ วังจันทร์ส่องหล้า (ทักษิณ ชินวัตร), วังบัวบาน (เยาวภา วงศ์สวัสดิ์), วังน้ำยม (สมศักดิ์ เทพสุทิน/ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ), วังน้ำเย็น (เสนาะ เทียนทอง), วังพญานาค (พินิจ จารุสมบัติ/ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ), วังน้ำเขียว (สุวัจน์ ลิปตพัลลภ), วังศิลาชัย (เนวิน ชิดชอบ), วังลาดปลาเค้า (สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์), วังแสนสุข(สนธยา คุณปลื้ม), วังบ้านริมน้ำ (สุชาติ ตันเจริญ) และ วังศรียะลา (วันมูหะมัดนอร์ มะทา)

          สมคิดย่อมรู้จักมักคุ้นกับประมุขของมุ้งการเมืองเหล่านี้ เพราะเขาเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจคนหนึ่งของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

ไผเป็นไผ "มวลหมู่มหามิตร" ฉบับ "ส.สมคิด"

          เมื่อแยกทางจาก “ทักษิณ” ราวปี 2550 สมคิดซุ่มซ่อน สะสมเครือข่ายสายสัมพันธ์เดิม โดยตั้ง “กลุ่มธรรมาธิปไตย” เชื่อมร้อยกับกลุ่มที่แตกตัวออกมาจากไทยรักไทย

          “พิมล ศรีวิกรม์” และ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นตัวยืนในการพบปะกันของนักการเมืองหลายพรรค โดยใช้โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นสถานที่นัดพบกัน

          ผ่านไประยะหนึ่ง จึงตั้งชื่อ “กลุ่มธรรมาธิปไตย” สมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มาจากแวดวงธุรกิจ นักการธนาคาร นักการตลาด นักอุตสาหกรรม รวมไปถึงแวดวงนักวิชาการ

          แรกๆ มีข่าวลือว่า กลุ่มธรรมาธิปไตยเหมือนจะรวมตัวกับ “กลุ่มมัชฌิมา” ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน แต่สมคิดไม่ตัดสินใจ สมศักดิ์จึงนำพลพรรคไปพึ่งพาเสี่ยประชัย เลี่ยวไพรัตน์

          ช่วงฤดูหาเสียงปลายปี 2550 สมคิดมีชื่อเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา” ที่มี ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, เอนก เหล่าธรรมทัศน์, พิจิตต รัตตกุล และ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นแกนหลัก

          ปี 2553 ใกล้เวลาที่กลุ่มนักเลือกตั้งไทยรักไทย จะได้ออกจาก “บ้านเลขที่ 111” ก็มีข่าวในหน้าวิเคราะห์การเมืองของ นสพ.หัวเขียวว่า มีกลุ่มการเมืองใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “8 ส.+1 ส.พิเศษ” ได้แก่ สุวิทย์ คุณกิตติ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สนธยา คุณปลื้ม, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, สรอรรถ กลิ่นประทุม และ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ตบท้ายด้วย 1 ส.พิเศษคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 

          ว่ากันว่า กลุ่ม “8 ส.+1 ส.” จะรวมตัวตั้งพรรคการเมือง แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่เป็นไปตามการวิเคราะห์ข้างต้น แต่สะท้อนให้เห็นว่า “สมคิด” ยังไม่หลุดไปจากกระแสการเมืองยุคหลังทักษิณ

          วันที่ 18 กรกฎาคม 2558 สมคิด เดินทางไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพ “ประเสริฐ เทพสุทิน” บิดาของสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่วัดคลองโป่ง ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ซึ่งในคืนนั้น “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก หลังมีข่าวว่าป่วยหนักมาก่อนหน้านั้น

ไผเป็นไผ "มวลหมู่มหามิตร" ฉบับ "ส.สมคิด"

          มีเพียงแฟนเพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าวออนไลน์ในเครือข่ายคนใกล้ชิดสมคิด ที่นำเสนอภาพข่าวสังคม “3 อดีตเสนาบดี” รัฐบาลทักษิณ นั่งฟังสวดอภิธรรมศพโกเหนา

          ถัดมา เดือนสิงหาคม 2558 สมคิดจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และมีบทบาททางการเมืองอีกครั้งในสถานการณ์พิเศษ 

          นี่คือมวลหมู่มหามิตรฉบับ ส.สมคิด และตอกย้ำคำว่า การเมืองเรื่องของ “พวก” ย่อมมาก่อน “พรรค”