เมื่อขี้ช้างสำแดงเดช

เมื่อขี้ช้างสำแดงเดช : คอลัมน์...  โดยวิธีของเราเอง โดย...  ไพฑูรย์ ธัญญา

 

          สังคมไทยเป็นสังคมแก้ปัญหารายกรณีไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ เราจะตระหนักและเฝ้าระวังเรื่องใดเรื่องหนึ่งกันต่อเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาสักอย่าง ทำนองวัวหายล้อมคอกอะไรประมาณนั้น ในสังคมที่เจริญแล้ว เขามักเฝ้าระวังปัญหา มากกว่ามาตามแก้ปัญหา เรื่องทำนองนี้มีให้เห็นกันเรื่อยๆ พอมีคดีความขึ้นมา ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็มักจะลุกขึ้นมาทำทีขึงขังแบบเอาจริงเอาจัง พักเดียวก็กลับเข้าสู่สภาพปกติ รอให้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีกสักอย่างนั่นแหละ ไฟก็จะไหม้ฟางขึ้นมาอีกวูบหนึ่ง

          กรณีอื้อฉาวเรื่องทุจริตอาหารกลางวันนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งแถวภาคใต้ กลายเป็นเรื่องใหญ่สะเทือนโลกโซเชียล ชนิดที่คนที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแทบจะไม่มีที่ยืนอยู่ในสังคม กรณีทุจริตอาหารกลางวันรายนี้ ตามข่าวบอกว่ามันเกิดขึ้นจริง แถมผู้ถูกกล่าวหายังมีการกระทำมิชอบทำนองนี้อีกหลายเรื่อง เอาเป็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษารายนี้ก็กำลังโดนตรวจสอบและต้องโทษทางวินัยไปแล้วบางส่วน ส่วนข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ นั้น ก็คงต้องรอผลการสอบสวนทวนความกันต่อไป

          พูดกันตามสามัญสำนึก และแบบไม่ให้ร้ายกันไปนัก ผมคิดว่ากรณียักยอก เบียดบังงบประมาณอาหารกลางวันของนักเรียนยังเกิดขึ้นกับอีกหลายโรงเรียนในประเทศนี้ มันคงมีกันมาตั้งแต่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณค่าอาหารกลางวันไปยังโรงเรียนนั่นแหละ พอลงไปถึงการจัดการของครูในโรงเรียนแล้ว ก็จะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาทันที นี่หมายถึงบางโรงเรียนนะครับ ไม่ได้เหมารวมไปเสียทั้งหมด สรุปก็คือ การยักยอก เบียดบังเงินค่าอาหารกลางวันนักเรียนนั้นมีอยู่แน่นอนในสังคมของเรา เพียงแต่ไม่เป็นข่าวขึ้นมาเท่านั้น ถามว่า ราชการมีมาตรการในการเฝ้าระวัง หรือตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ?

          มีตัวอย่างที่ดีในหลายโรงเรียนที่ผมไปเห็นมา ผู้บริหารโรงเรียนบางแห่งให้ความสำคัญกับโครงการอาหารกลางวันมาก ถึงขนาดลงทุนเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่และทำแปลงผักสวนครัว หมุนเวียนสำหรับนำมาเป็นวัตถุดิบทำอาหารกลางวันให้นักเรียน เจอโรงเรียนแบบนี้ก็น่าชื่นใจ แต่มีอีกไม่น้อยที่ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องมักมีพฤติกรรมแบบ “เลี้ยงช้างก็กินขี้ช้าง” นานๆ ทีเราจะเห็นขี้ช้างมันสำแดงอาการ ดังกรณีผู้อำนวยการในโรงเรียนดังที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

          กระแสข่าวเรื่องนักเรียนกินขนมจีนกับน้ำปลา พูดได้เลยว่า ทำให้โรงเรียนแทบทั้งหมดทั่วราชอาณาจักรไทย กลับมาปรับปรุงอาหารกลางวันนักเรียนกันยกใหญ่ เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งโพส์ตเฟซบุ๊กของเขาว่า “พนันกันไหม รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กอนุบาล-ป.6 โรงเรียน สพฐ.ทั่วประเทศ ต่างได้กินอาหารเที่ยงดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ได้กินกันเกือบๆ เหมือนที่ทำให้เหล่าคุณครูกินเลยแหละ” ผมว่าตอนนี้มีหลายคนคิดแบบนี้ และมันก็เป็นจริงด้วย บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นครู สพฐ.เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ที่โรงเรียนมีการปรับระบบจัดการอาหารกลางวันกันยกใหญ่ ชนิด “จัดเต็ม” ครบทั้ง 5 หมู่ตามหลักโภชนาการเลยทีเดียว ประเภทที่ได้กินกันแค่หมู่สองหมู่นี่แทบไม่มีให้เห็น เมนูอาหารกลางวันก็มีการประกาศแจ้งกันเป็นรายเดือน เหมือนทำตารางสอนเลยทีเดียว ข้างฝ่ายผู้ปกครองก็หันมาตื่นตัว สอบถามลูกหลานกันใหญ่ว่า มื้อเที่ยงวันนี้ได้กินอาหารอะไรบ้าง อิ่มไหม อร่อยไหม นี่คือคุณูปการของขนมจีนกับน้ำปลา เมนูอาหารกลางวันที่ทำให้มีการตรวจสอบ เฝ้าระวังและจัดการเรื่องอาหารกลางวันของนักเรียนไทยอย่างเอาจริงเอาจัง

          อันที่จริงเรื่องยักยอกเงินอาหารกลางวัน มันอาจมีอะไรตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้ ถ้าจะตรวจสอบกันจริง ก็อย่าทำแค่ในโรงเรียนเท่านั้น ต้องย้อนรอยไปถึงต้นทางของเงินว่า เขาจัดสรรกันอย่างไร หน่วยเหนือขึ้นไปมีการหักหัวคิวหรือกินเงินทอนหรือไม่ ที่เหลือมาให้โรงเรียนจัดการจริงๆ มันเท่าไหร่กันแน่ บางทีถ้าสืบเสาะกันจริงๆ เราก็คงไม่ต้องมาโทษโรงเรียนเพียงอย่างเดียว

          ก็ขออย่าให้เป็นไฟไหม้ฟางก็แล้วกัน.