รถไฟคู่ขนาน : คอลัมน์... กระดานความคิด  โดย...  คนที วิถีไทย 

 

(1)
          สถานีกลางบางซื่อ กับ สถานีบางซื่อ กำลังจะเป็นสองแลนด์มาร์กระบบรางที่อยู่ต่างภพ ต่างกาลเวลากันอย่างสิ้นเชิง

          ขณะสถานีบางซื่อเดินทางเขาใกล้ความเป็นโบราณสถานของชุมทางการเดินรถในอดีต สถานีกลางบางซื่อก็กำลังจะเป็นศูนย์รวมการคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและในภูมิภาค ที่นี่จะคลาคล่ำไปด้วยผู้โดยสารรถไฟจากทุกสารทิศเหนือใต้อีสานตะวันออก รถไฟฟ้าหลากสาย หลายสีในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดบริวารอย่างสมุทรปราการ นนทบุรี มารวมกันที่นี่ สถานีกลางบางซื่อจะเป็นแหล่งรวมของย่านธุรกิจแห่งใหม่เสมือนเป็นแม่เหล็กแท่งยักษ์ ใหญ่กว่าสวนจตุจักรเป็นเท่าตัว ดึงดูดกำลังซื้อเข้าสู่ศูนย์กลาง

          ย่านบางแค ท่าพระ ตลิ่งชัน จรัญสนิทวงศ์ จะถูกต่อเชื่อมเป็นสาขาของสถานีกลางด้วยระบบรางบนทางวิ่งยกระดับของรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน และสายสีน้ำเงินตอนเหนือ ซึ่งถูกมัดโยงใยขึ้นไปทางเหนือด้วยทางลอยฟ้าไปไกลสุดสายถึงรังสิต คู่ขนานไปกับสายสีเขียวที่เกาะเกี่ยวแนวถนนพหลโยธินไปสู่ชุมชนใหญ่ตั้งแต่สะพานใหม่แล้วหักมุมขวาไปคูคต

          สายสีม่วงทำหน้าที่รับคนจากย่านนนทบุรี และจังหวัดฟากตะวันตก ที่ขนถ่ายผ่านมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีบรรจบสายสีน้ำเงินที่สถานีกลาง และในไม่ช้า สายสีม่วงใต้ก็จะมุดลงดินจากสถานีเตาปูน ลอดผ่านเทเวศร์ ราชดำเนินกลาง เลยลงไปถึงย่านกรุงเทพใต้แถวราษฎร์บูรณะ ตัดเป็นรูปกากบาทกับสายสีน้ำเงินใต้ที่เชื่อมสถานีใต้ดินหัวลำโพง ผ่านย่านสนามไชย ลอดเจ้าพระยาสู่ย่านท่าพระ บรรจบกับสายสีน้ำเงินตอนบน ขนผู้คนไปสถานีกลางได้อีกทาง

          ยังไม่นับรวมรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงจากทุกสายที่มุ่งตรงสู่จุดศูนย์รวมคมนาคมของประเทศไทยแห่งนี้

          นั่นคือ การขนส่งระบบราง และภาพวาดชุมชนแห่งใหม่ในอนาคต บางส่วนได้เกิดขึ้นแล้ว อีกหลายส่วนเริ่มตอกเขาเข็ม และบางส่วนยังอยู่ในพิมพ์เขียว

(2)
          เหมือนถูกทอดทิ้งไว้อย่างเดียวดาย ราวของเล่นในมือเด็กน้อยผู้กำลังได้ของเล่นใหม่แล้วลืมเก่า สถานีรถไฟ ข้างทางรถไฟ รางรถไฟ ชานชาลา หลายๆ สถานียืนอยู่อย่างวังเวง ราวรอลมหายใจสุดท้าย

          เช้าวันหนึ่ง ณ สถานีบางซื่อ ผู้คนเริ่มหนาตาตั้งแต่เช้ามืด คืนสู่ความเป็นไปของศูนย์รวมหลายชีวิตอีกครั้ง แม้จะเป็นชีวิตของวัยชรา ซึ่งไม่รู้แน่ชัดว่า เช้าวันใด เปลือกตาจะปิดลงสนิทนิจนิรันดร์

          เสียงประกาศขบวนรถเข้าออก และคำเตือนต่างๆ ผ่านลำโพงฮอร์นเก่าคร่ำคร่าเสียงก้องสะท้อนฟังไม่ได้ศัพท์ บอกให้ผู้โดยสารที่จับความได้เตรียมตัว ส่วนที่ฟังไม่รู้เรื่องก็ตื่นตัวตามด้วยสัญชาตญาณ

          เจ้าหน้าที่ในห้องขายตั๋วเริ่มต้นกิจกรรมวันใหม่ของพวกเขา ทั้งการออกตั๋วและตอบคำถามที่เขาอาจจะรู้สึกว่า เป็นเรื่องไม่เห็นต้องถามเพราะป้ายก็มีบอก

          กลิ่นอาหารจากร้านขายของกินปิ้งทอดยามเช้าเริ่มโชย หมาเจ้าถิ่นหลายตัววิ่งวนเวียนหาของกินรสชาติใหม่ๆ จากคนโดยสารแปลกหน้า ผู้แบกสัมภาระข้ามรางผ่านไปมา บางรายต้องกรีดกราย เขย่งก้าว ข้ามกองอุจจาระที่หลุดจากรูทวารปริศนาในช่วงเช้ามืดวันนั้น

          นาฬิกาชีวิตหมุนเคลื่อนไปข้างหน้า เหมือนคืนวันปกติที่ผ่านพ้น นับเดือนนับปี หรือถึงศตวรรษ ในสถานะของ “ชุมทางบางซื่อ” จุดศูนย์กลางระบบรางในอดีต ทางตรงขึ้นเหนือ ส่วนรางที่แยกซ้าย ล่องใต้

          เป็นนาฬิกาชีวิตแบบเดียวกันกับที่ไหวเคลื่อนพร้อมตะกร้าสินค้าจำพวกข้าวไข่เจียวราคาถูก น้ำดื่ม จากสถานีหนึ่งไปอีกสถานี หรือสถานีหน้าที่ไกลไปกว่านั้นวันแล้ววันเล่าจนกว่าพวกเขาจะขายของหมด ถึงอย่างไรก็คงยอมแพ้แก่ร่างกายปล่อยให้หมดแรงก่อนที่จะหมดวันไม่ได้

          ขบวนรถเร็วปลายทางอุบลราชธานีจอดเทียบชานชาลาสถานีบางซื่อช่วงเก้าโมงกว่าๆ เป็นที่คาดหมายกันว่า นับร้อยๆ ชีวิตบนนั้นจะต้องใช้ความอดทน กับอากาศร้อนอบอ้าว นั่งหาว สัปหงกรอเวลาสับราง ถึงไม่เร่งรีบ แต่ก็ค้องรอ รอ รอ จนกว่าจะถึงจุดหมายอันแสนไกล

          คือ บริการระบบรางราคาถูกเท่าที่ยังเหลืออยู่ ด้วยค่าตั๋วที่เป็นมิตรกับคนจนเหมือนรอยยิ้มจากการ์ดที่เดินตรวจให้หลัง มันจึงทำให้น่าสงสัยว่า ระบบรางรถความเร็วสูงจะมีขึ้นเพื่อตอบสนองชีวิตคนกลุ่มใด เพราะถึงจะมีกำลังจ่าย แต่ก็ใช่ว่า ชีวิตของคนบนรถไฟสายอีสานขบวนนั้นจะเร่งรีบเหมือนผู้คนในอีกระบบหนึ่งซึ่งวิ่งอยู่กลางเมือง

          ลึกลงไปใต้สถานีบางซื่อ ที่นั่นจอแจไปด้วยผู้โดยสารอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีจุดหมายปลายทางในย่านธุรกิจการค้า และสำนักงานใหญ่ของกรุงเทพฯ

          เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นของม้าเหล็กที่วิ่งบดรางอยู่ด้านบน เหมือนบทเพลงที่บรรเลงมาถึงช่วงสุดท้ายของกาลเวลา ซึ่งแม้จะมีผู้พยายามต่อลมหายใจให้คงอยู่คู่กับความยากจนและขาดแคลนโอกาสของผู้คนบนสถานีนั้นอีกมากมาย ก็ไม่รู้แน่ว่า คุณภาพของรถไฟ อันหมายถึงคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วยนั้น จะได้รับการยกระดับขึ้นหรือไม่ เมื่อได และอย่างไร