วันเช็กชื่อแห่งชาติ

วันเช็กชื่อแห่งชาติ : คอลัมน์... ขยายปมร้อน  โดย... อรรถยุทธ  บุตรศรีภูมิ 

 

          ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งที่เท่าไหร่คงไม่ต้องไปจำ แต่แค่รู้ไว้ว่าสองครั้งหลังสุดนี้ มีนัยทางการเมืองแบบที่เรียกว่า เปิดหน้ากันชนิดไม่ต้องเหนียม เอื้อเฟื้อกันสุดๆ ระหว่างรัฐบาลกับนักการเมืองที่มีทีท่าว่าจะเข้ามาทำงานร่วมกัน

 

          ครั้งก่อนที่ “บุรีรัมย์” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “นครชัยบุรินทร์” ที่ “เสี่ยเน เนวิน ชิดชอบ” ณ ภูมิใจไทย จัดให้แบบหวานเจี๊ยบ ไม่รักไม่ได้แล้ว คนสามหมื่นเต็มสนามฟุตบอล แถมนายกฯ ได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ของชอบ

          คราวนี้ถึงคิวกลุ่มจังหวัด เหนือตอนล่าง กลางตอนบน กลุ่มที่สอง หลังจากเคยมากลุ่มที่หนึ่ง “สุโขทัย-พิษณุโลก” เมื่อไม่นานมานี้ โดยครั้งนี้่มาในคอนเซ็ปต์ดูแลเรื่อง การบริหารจัดการน้ำ" แต่นั่นดูจะเป็นเรื่องรอง เพราะสัญญาณ การบริหารจัดการการเมือง" ดูจะเป็นประเด็นหลักมากกว่าเสียอีก

          ครั้งนี้พื้นที่ “พิจิตร” ก็ไม่ใช่ของใครอื่นหากแต่เป็นพื้นที่ของกลุ่ม “ขจรประศาสน์” แม้ต้นสายอย่าง “เสธ.หนั่น สนั่น ขจรประศาสน์” ผู้มากบารมีจะวายชนม์ไปแล้ว แต่ทายาทและคนในเครือข่ายก็ยังครองพื้นที่ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น “ลูกยอด ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์” รวมถึงกลุ่ม “ภัทรประสิทธิ์”

          และยิ่งน่าสนใจที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ากลุ่มนี้ได้ตัดสินใจย้ายบ้านออกจาก “พรรคชาติไทยพัฒนา” มาสู่บ้านหลังใหม่อย่าง “ภูมิใจไทย” 

          และเป็นที่รู้กันว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย “ภูมิใจไทย” คือว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลที่คาดว่าจะมี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

          หากครั้ง “บุรีรัมย์” เป็นการโชว์ศักยภาพการเกณฑ์ประชาชนมาร่วมงาน   ครั้งที่ “พิจิตร-นครสวรรค์” ก็เป็นการโชว์ศักยภาพเกณฑ์นักการเมืองมาร่วมงาน 

          แม้ไม่ชัดว่าใครเป็นคนพามา แต่ภาพแกนนำก็เห็นได้รางๆ  เพราะคนที่มาในวันนั้นประกอบด้วยคนจากหลายพรรค  ไม่ว่าจะเป็น “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” อดีตส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย “อนันต์ ผลอำนวย” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย, “ผ่องศรี ธาราภูมิ” อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ “สำราญ ศรีแปงวงค์” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์ “สงกรานต์ จิตสุทธิภากร” อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” - “นพดล พลเสน” อดีต ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา “อนุชา นาคาศัย” อดีต ส.ส.ชัยนาท พรรคไทยรักไทย “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย “พีระเดช ศิริวันสาณฑ์” อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา “มณเฑียร สงฆ์ประชา” อดีต ส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทยพัฒนา และ “สิงห์ชัย ทุ่งทอง” อดีต ส.ว.

          เรียกได้ว่าทุกพรรค ทุกสี แต่จุดร่วมคือ หลายๆ คนถูกคาดว่าจะเข้ามาร่วมหัวจมท้ายกันในรัฐนาวาหน้า หากมีนายกฯ ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 

          ชื่อที่ถูกจับตามากที่สุดคือ “อนุชา นาคาศัย” อดีต ส.ส.ชัยนาท พรรคเพื่อไทย “เสี่ยแฮงค์” ถูกระบุในข่าวก่อนหน้านี้ว่าเป็นหนึ่งในพลังดูดที่ตัดสินใจสละเรือ “เพื่อไทย” และจะหันมาสวมเสื้อ “พลังประชารัฐ” ​

          นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “มณเฑียร สงฆ์ประชา” อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา อีกด้วย 

          ว่ากันว่าทั้ง “เสี่ยแฮงค์” และ “เจ๊มันแกว นันทนา สงฆ์ประชา” มีชื่อเป็นหนึ่งในทีม “เพื่อนสมคิด” ซึ่งเคยไปหารือกันที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ในวงนั้นมีผู้ที่จะมาร่วมพรรคพลังประชารัฐหลายๆ คน และ “เสี่ยแฮงค์” นี่เองที่ถูกระบุว่าเป็นฟันเฟืองหลักในการดึงเพื่อน “เพื่อไทย” ให้ตัดสินใจเปลี่ยนข้าง ย้ายขั้ว

          ที่น่าสนใจก็มีเหล่าอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่มากันหลายราย ทำให้ยังสงสัยว่าครั้งหน้าคนเหล่านี้ยังจะสวมเสื้อสีฟ้าอีกหรือไม่ 

          มิพักต้องพูดถึง ส.ส.ภูมิใจไทย ที่เปรียบเหมือนเจ้าบ้านอีกรอบ   

          ขณะที่ “ชาติไทยพัฒนา” อย่าง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ก็มาร่วมด้วย ซึ่งคำพูดของเขาถอดความได้ว่า ถ้าถูกดูดไม่ไป แต่ถ้าจะให้ร่วมรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา ซึ่งหากว่ากันตามจริงแล้ว นี่คือจุดยืนของนักการเมืองหลายคนในพื้นที่ ซึ่งทราบว่าหากจะเลือกตั้งควรวางตัวอย่างไร เพราะขืนไปประกาศตัวว่าอยู่ “พรรคทหาร” มีหวังหืดจับ ดังนั้นเฉพาะหน้าเลือกตั้งต้องยืนรักษาที่มั่น หลังเลือกตั้งค่อยว่ากันอีกที หากเป็นไปตามที่ตกลงก็จะไหลไปรวมกัน แต่หากไม่เป็นไปตามที่ตกลงและเกิดภาวะแลนด์สไลด์  ถึงนาทีนั้นก็ตัวใครตัวมัน

          แต่เอาเป็นว่าถึงนาทีนี้ ก็ต้องเข้ามาเช็กชื่อกันก่อน ไม่ว่าใครจะเป็นคนเรียกมา หรือมาด้วยเหตุผลอะไร และที่ต้องเรียกว่าเป็นการ “เช็กชื่อ” เพราะงานนี้ไม่ใช่แค่ “พิจิตร-นครสวรรค์” หรือเหนือตอนล่าง กลางตอนบนเท่านั้น หากดูรายชื่อจะเห็นว่ามากันทั้งภาคกลางเลยทีเดียว แสดงว่าไม่ว่าใครจะพามา ใครคนนั้นต้องการประกาศอะไรบางอย่างให้ได้รู้กันทั่ว และใครที่มาร่วมก็เพื่อมา “เช็กชื่อ” ไม่ให้ตกขบวน หรือตกสำรวจ

          แม้จะไม่มาร่วมกันในพรรคเดียว แต่ก็มาแสดงจุดยืนก็ยังดี นี่เองจึงเป็นที่มาของ “วันเช็กชื่อแห่งชาติ”