หมดเวลา “พักร้อน”

กระแสสังคมสนใจกรณีล่าสัตว์ป่าโดยเจ้าสัวอยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์ การเมืองก็กลับมาร้อนฉ่าอีกครั้ง ทั้งจากคนนอกอย่า "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" และคนในอย่าง "หมอธี"

หายใจหายคอได้ไม่กี่วัน ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  ก็ถูกกระชากกลับจากพักร้อนให้คืนสู่สถานการณ์จริงทางการเมืองที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก คลื่นลมทางการเมืองสงบไปร่วมสัปดาห์จากข่าว “พรานบรรดาศักดิ์” นักล่าแห่งป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ที่เบี่ยงกระแสความสนใจจากสังคมออกไป

แค่เพียงวันเสาร์ที่ผ่านมา ม็อบของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยก็มาตามนัด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แม้คนไม่มากไม่ถึงหลักพัน แต่รัฐเองก็ไม่ประมาทและจัดการอย่างละเมียดละไมที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง หรือเป็นชนวนที่จะชวนคนออกมา​

รัฐเลือกใช้ไม้นวม โดยไม่จับกุมผู้ที่มีหมายจับระหว่างการชุมนุม แต่เลือกที่จะรอให้มอบตัวเอง ก่อนที่ทั้ง 4 คนจะได้รับการประกันตัวในเช้าวันรุ่งขึ้น ทำให้ไม่เกิดเงื่อนไข นอกจากนี้แทนที่จะใช้กำลังเข้าปิดล้อมพื้นที่ชุมนุม ก็เลือกใช้วิธีเข้าประดับตบแต่งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ให้มีที่ว่างพอจะใช้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมต้องกระจายตามฟุตบาท

แต่ก็ต้องบอกว่าจากนี้ไปรัฐบาลก็พึงระวัง เพราะไม่ได้หมายความว่า “ม็อบ” จะมีแค่ครั้งเดียว และสถานการณ์ของรัฐบาลก็ไม่ได้สวยสดงดงาม หากแต่ตอนนี้อยู่ในสภาพอ่อนล้า บาดแผลทั่วตัว รอเพียงประเด็นใหญ่ม็อบก็อาจระดมพลคนไม่เห็นด้วยได้ในระยะเวลาไม่นาน หากไม่อยากเผชิญหน้ากับมวลชนรัฐบาลก็ต้องปิดช่องเงื่อนไขต่างๆ ให้จงได้ 

และในวันเดียวกันนั้นเองก็ปรากฏภาพของสองศรีพี่น้อง “ทักษิณ ชินวัตร" และ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สองอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อยู่ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน แม้สถานะของทั้งสองในประเทศไทยจะเป็นนักโทษหลบหนีคดี ถูกเพิกถอนพาสปอร์ตที่มีทุกเล่ม แต่ภาพที่เห็นคล้ายกับว่าพวกเขามีอิสรเสรีในการโบกโบยบินไปโน่นมานี่แบบไม่มีข้อจำกัด

 สำหรับ “ทักษิณ” ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขามีพาสปอร์ตของมอนเตเนโกร  แต่กับ “ยิ่่งลักษณ์” เล่า เหตุใดจึงปรากฏภาพเช่นนี้  

ก่อนหน้าทุกคนรับทราบว่า “ยิ่งลักษณ์” อยู่ที่ประเทศอังกฤษ จากภาพที่เคยเผยออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่เธอปรากฏตัวขึ้นบริเวณห้างแฮร์รอดส์ กรุงลอนดอน  และมีข่าวว่าเธอกำลังขอสถานะผู้ลี้ภัย  หรือกำลังชั่งใจว่าจะใช้พาสปอร์ตประเทศอะไร หรือเลือกเป็นพลเมืองประเทศไหน 

หากเธอกำลังขอลี้ภัยจริง ก็น่าคิดว่าเหตุใดเธอจึงไปปรากฏตัวถึงอีกซีกโลกหนึ่งได้  แปลว่าประเทศอังกฤษ ให้สถานะใดสถานะหนึ่งกับเธอหรือไม่ในการที่จะเข้าออกประเทศได้โดยสะดวก หรือเธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้พาสปอร์ตประเทศอื่นในการเดินทาง

ซึ่งไม่ว่าทางไหนก็ไม่เป็นผลดีต่อ คสช. และรัฐบาลทั้งสิ้น เพราะย่อมหมายความว่าสถานะของเธอได้รับการยอมรับ และคดีความที่ดำเนินการถูกปฏิเสธโดยประเทศอื่น ที่สำคัญแม้แต่จีนที่เป็นมหามิตรกับรัฐบาลชุดปัจจุบันซ้ำยังค้าขายอาวุธยุทโธปกรณ์กันอย่างคล่องมือกลับปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้

รวมไปถึงข่าวสมาชิกพรรคเพื่อไทยไปหารือถึงตัวผู้นำพรรคในอนาคต ยิ่งทำให้เห็นว่าพวกเขาเริ่ม “ขยับ” กันอย่างไร  และน่าสนใจว่า “ยิ่งลักษณ์” พร้อมที่จะเปิดตัวขยับทางการเมืองแล้วหรือไม่หลังจากเธอสงบมานาน หากกระแสข่าวเป็นจริง รัฐบาลรอเปิดตำรารับได้เลย

จากนั้นถัดมาแค่เริ่มสัปดาห์ใหม่พายุก็พัดโหมกระหน่ำอีกครั้งเมื่อปรากฏข่าว “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปพูดที่ประเทศอังกฤษพาดพิงถึงต่อมจริยธรรมของ “บิ๊กป้อม” ประเด็นนาฬิกาหรู  และสำทับว่าถ้าเป็นเขาไม่ต้องรอถึง 25 เรือนหรอก แค่เรือนเดียวก็ลาออก เขายังพูดถึงหลักการที่ควรเป็น อันควรต่างจาก “เผ่ากู” และ “หลักกู” 

เท่านั้นแหละ กระแสที่ไปทาง “เจ้าสัวนักล่า” หันกลับมาโฟกัสที่ “หมอธี” และ “บิ๊กป้อม” ในแทบจะทันใด ตามด้วยข้อสงสัยว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างไร และตัวคนพูดไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน

แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตร “หมอธี" ซึ่งออกไปสูดอากาศเสรียังประเทศอังกฤษ ครั้นกลับมาเจออากาศเมืองไทย ก็กลายเป็นคนละคน ไม่ใจกล้าท้าชน และประกาศทำงานร่วมกับรัฐบาลต่อไป รวมทั้งบอกว่าตัวเอง “เสียมารยาท” และสุดท้ายก็ร่วม ครม.ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จบเรื่องไปแบบงงๆ ชนิดลืมเรื่องจริยธรรมที่เพิ่งพูดไปเสียดื้อๆ

การหักมุมจบของ “หมอธี” อาจจะทำให้ ครม.กลับมาสมัครสมานสามัคคี และให้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวจริง แต่เอาเข้าจริงแล้วผลจากการพูดและจบลงอย่างนี้ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแม้แต่น้อย หากกลับทำให้โฟกัสของสังคมที่จับอยู่จุดอื่นในตอนนี้หันกลับมาอยู่ที่ “บิ๊กป้อม” เหมือนเดิม 

และแน่นอนว่า การตัดจบแบบนี้ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลและ “บิ๊กป้อม” ดีขึ้นแต่อย่างใด ซ้ำยังจะเลวร้ายลงไปอีก 

ส่วนตัว “หมอธี” นั้นก็ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าสายตาที่มองเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฝั่งด้าน ครม. และ “บิ๊กป้อม” “บิ๊กตู่” เองจะยังสนิทใจกับเขาเหมือนเดิมหรือไม่ ขณะที่กองเชียร์อีกหลายคนก็จะมองว่าคำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป ชะตากรรมเหล่านี้คือสิ่งที่เขาต้องเผชิญ 

นี่แค่เริ่มต้นปีพายุยังพัดหนักขนาดนี้ มิพักต้องพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าที่นับวันจะดูหนักขึ้นเรื่อยๆ พายุใหญ่ที่รออยู่ ท้าทาย “แป๊ะ” อย่างยิ่งว่าจะพาเรือไปอย่างไรตลอดรอดฝั่ง

------------

คอลัมน์ "ขยายปมร้อน"  ทางหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ฉบับวันที่ 14 ก.พ. 2561   โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ