จาก“ลิงทะโมน”ถึง“เสือดำทุ่งใหญ่ฯ”พงษ์เทพจี้ตรวจสภาพจิตนักล่า

จาก “ลิงทะโมน” ถึง “เสือดำทุ่งใหญ่ฯ” “พงษ์เทพ” จี้ตรวจสภาพจิตนักล่าสัตว์ : โดย... ชลธิชา รอดกันภัย ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวี 22


          “ผมก็นึกว่าตอนเด็กๆ เขาเคยโดนรังแกไหม เคยโดนเพื่อนไล่เตะ ไล่ตี ไล่ต่อย มันถึงแสดงออกว่าโตขึ้นต้องเป็นผู้ล่า"

          “ร้องเรียกหาว่ามารับลูกลิง แม่ถูกยิง พ่อลิงมารับไป...”

          นี่คือท่อนหนึ่งของ “เพลงลิงทะโมน” ที่ประพันธ์เนื้อหาและขับร้องโดยศิลปินเพลงเพื่อชีวิต “น้าหมู" พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ แม้เพลงนี้จะมีอายุเกือบ 4 ทศวรรษแล้ว แต่กลับยังทำให้หลายคนที่ได้ฟังใน พ.ศ.นี้น้ำตาไหลได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์นักธุรกิจใหญ่วงการก่อสร้างถูกจับกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมซากไก่ฟ้า เก้ง และเสือดำที่ถูกยิงพรุนถึง 8 นัด เพราะแม่หรือลูกของสัตว์เหล่านั้นมีชะตากรรมไม่ต่างจากแม่ของลิงทะโมน

          “น้าหมู” เป็นศิลปินรุ่นใหญ่ เคยใช้ชีวิตอยู่กับป่าตามประสาคนชนบท การล่าสัตว์เล็กหรือยิงสัตว์แข่งกันตามประสาเด็กจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา กระทั่งต่อมาไปร่วมเล่นดนตรีกับ “วงคาราวาน” ในยุคที่นิสิตนักศึกษาถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 6 ตุลาฯ 19 ทำให้นักศึกษาปัญญาชน รวมทั้ง “น้าหมู” ต้องหนีเข้าป่า ไปใช้ชีวิตในพงไพรอีกครั้ง จึงต้องล่าสัตว์เป็นอาหารประทังชีวิต และนั่นคือที่มาของเหตุการณ์ที่เป็นต้นกำเนิดของเพลงลิงทะโมน

          “เราก็ออกไปหากระรอก กระแต พวกสัตว์ใหญ่เราหาไม่ได้หรอก พวกหมี กระทิง ช้าง ต้องให้ทหารคอมมิวนิสต์หา แต่สหายผมไปกันกลุ่มเล็กๆ วันนั้นผมไม่ได้ไปล่าหรอก ไปแบกข้าวสาร ผมอยู่หน่วยพลาธิการ ไปแบกข้าวกลับมากินในสำนักตัวเอง ในค่ายตัวเอง”

          “ตอนกำลังเดินกลับมา เราก็เห็นว่ามีลิงฝูงหนึ่งลงมากินน้ำ เป็นฝูงลิงป่าเยอะมาก ไม่กลัวคน ก็เลยหาลิงสักตัวหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นอาหารกินตอนเย็น ก็ดูๆ วิ่งขึ้นวิ่งลง ก็เห็นตัวหนึ่งที่นั่งนิ่งๆ พอยิงไปมันไม่ยอมร่วง ก็เลยยิงอีก ก็สงสัยว่าทำไมถึงไม่ร่วง ยิงไม่ถูกแน่เลย แม้ยิงไม่แม่น แต่ไม่ไกลเท่าไร ก็คิดว่าน่าจะถูกนะ ก็นั่งดูอยู่ สหายคนหนึ่งมีกล้องเลยส่องดู เฮ้ย! ถูกๆๆๆ ก็เห็นว่ามันมีลูกเล็กๆ อยู่ตรงอก แล้วมันก็ร้อง สักพักก็มีลิงอีกตัวหนึ่งมาเอาลิงตัวเล็กไป ตัวแม่ก็ร่วงลงมาจากต้นไม้ พอเห็นแล้วก็สลดใจ แม่ไม่ยอมตายจนกว่าลูกจะปลอดภัย” 

 

จาก“ลิงทะโมน”ถึง“เสือดำทุ่งใหญ่ฯ”พงษ์เทพจี้ตรวจสภาพจิตนักล่า

 

          “หลังจากนั้นเป็นปีๆ เราก็นึกถึงลิงตัวนี้ ระหว่างกำลังนั่งแต่งเพลง ก็เลยเขียนเพลงถึงเขา จึงทำเพลงลิงทะโมน จากนั้นปี 2524 ออกมาทำอัลบั้ม ก็เลยเอาเพลงนี้มาทำ สมัยนั้นการยิงลิงเป็นเรื่องธรรมดา นึกไม่ออกว่าน่าสงสารอย่างไร แต่พอเราไปเจอ มันเป็นสิ่งที่ต้องเตือนสติ เตือนใจตัวเองให้เลิกไปยุ่งกับมัน” 

          เหตุการณ์ร้ายที่ฝังใจ “น้าหมู” ไม่ได้มีผลตามมาเพียง “เพลงลิงทะโมน” เท่านั้น แต่ “น้าหมู” ยังตั้งปณิธานไม่ล่าสัตว์ตลอดชีวิต และยังตั้งมูลนิธิเขาใหญ่ ช่วยดูแลปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่บ้านเกิดด้วย 

          ท่ามกลางกระแสอนุรักษ์ กลับปรากฏข่าวนักธุรกิจใหญ่วงการก่อสร้างถูกจับในเขตหวงห้ามกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมอาวุธปืนและซากสัตว์หลายชนิด “น้าหมู” บอกว่านอกจากการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือ การค้นหาแรงจูงใจโดยนักจิตวิทยา เพื่อบันทึกไว้เป็นการแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ

          “ผมก็สงสัยว่าเขามีอะไรที่เป็นแรงกระตุ้นจึงทำให้ล่าสัตว์ การที่จะล่าเสือดำหรือสัตว์อื่นที่ไม่ใช่เสือดำ อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ แต่ว่าแรงจูงใจที่เข้าไปล่าสัตว์ป่า ตั้งแคมป์ การขออนุญาตขนปืนเข้าไป ลูกกระสุนปืน แม่ครัว อาหารการกิน เอาอะไรเข้าไปเยอะแยะ เอาพรานเข้าไป ผมหาแรงจูงใจไม่เจอ จนมานั่งนึกอยู่หลายวัน นึกเองว่าเขาน่าจะมีภาวะกดดันทางจิต คือถ้าคนประเภทนี้ ร่ำรวยขนาดนี้ มีฐานะทางสังคมแบบนี้ อย่างที่สหรัฐอเมริกาหรือยุโรป เขาต้องมีแรงจูงใจ ซึ่งต้องมีจิตแพทย์ไปคุยด้วยว่าเกิดจากอะไร จะได้แก้ไขตรงประเด็น ไม่ใช่คนบ้านะ แต่ว่าจะได้รู้แรงจูงใจว่าเกิดจากอะไร” 

          “ผมก็นึกว่าตอนเด็กๆ เขาเคยโดนรังแกไหม เคยโดนเพื่อนไล่เตะ ไล่ตี ไล่ต่อย มันถึงแสดงออกว่าโตขึ้นต้องเป็นผู้ล่า อันนี้เป็นความคิดของผมนะ ส่วนแง่ของกฎหมาย จริยธรรมสังคม ผู้บริหารองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ก็มีเขียนไว้ในพันธกิจ หรือจรรยาบรรณ ระเบียบปฏิบัติทางสังคมของบริษัทนี้ ห้ามไปทำลายสิ่งแวดล้อม ห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นการทำลายธรรมชาติ อันนี้มันก็ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ในแง่กฎหมายยิ่งไม่ต้องพูดเลย ผิดมากๆ มากเกินกว่าที่จะให้อภัย อันนี้ต้องรับโทษ” 

          “น้าหมู” ยังเรียกร้องให้ตำรวจทำสำนวนคดีอย่างรัดกุม อย่าปล่อยสำนวนอ่อนเพื่อช่วยเหลือกัน และควรดึงฝ่ายปกครอง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมในกระบวนการสอบสวนด้วย เพราะหากปล่อยให้คนรวย คนมีฐานะ หลุดรอดเงื้อมมือกฎหมายได้บ่อยๆ จะยิ่งขยายทฤษฎี “หน้าต่างแตก” ซึ่งเป็นทฤษฎีทางอาชญาวิทยา ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา และคนไทยหมดศรัทธากับกระบวนการยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

          “ป่าลึก มันไม่มีประชาชนอยู่ ไม่มีคนกล้าเข้าไป ใครจะยิงตอนไหนก็ไม่มีใครรู้ อย่างนายพรานที่เขาใหญ่โดนจับ ก็ติดคุก 9 ปี ไม่มีใครเห็นตอนยิงเหมือนกัน แต่เห็นปืน เห็นซากสัตว์และพรรคพวก ฉะนั้นถ้าสำนวนแข็ง ศาลมองว่าอาจร่วมกันกระทำผิด ก็อาจติดคุกทั้งหมดเลยก็เป็นได้ แต่ผมว่าอย่าเพิ่งไปมองถึงส่วนนั้น เรามองแค่การทำสำนวนการสอบสวน ถ้าให้ท้องถิ่นร่วมกันสอบสวนก็สามารถเอาผิดได้ เพราะมีสำนึกรักษ์บ้านเกิด แต่ถ้าไม่ให้นายอำเภอตรวจสอบด้วย สำนวนก็อาจจะอ่อน อย่างเช่นที่แก่งกระจาน (จ.เพชรบุรี) ติดคุก 10 เดือน ตอนแรกก็ไม่รับ แต่ประจักษ์พยานเห็นว่ามีเหล้า มีเครื่องดื่ม มีจานอาหารกินร่วมกัน ก็ถือเป็นจำเลยร่วมกัน” 

          “บ้านเราเป็นเหมือนทฤษฎีฝรั่ง เขาเรียกทฤษฎีหน้าต่างแตก สมมุติว่าเราไปเห็นตึกหรือบ้านหลังหนึ่งที่มีรอยกระจกหน้าต่างแตกแค่รอยเล็กๆ สักพักจะมีคนมายิงให้แตกต่อ แสดงว่าบ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่ ไม่มีใครรับผิดชอบ ขว้างเล่นก็ได้ ทำให้แตกเข้าไปรื้อของก็ได้ อยู่อาศัยเป็นคนจรจัดก็ได้ ทฤษฎีนี้เปรียบเทียบกับเวลามีคดี ผู้ต้องหาคนหนึ่งเคยหนีได้ กรณี 8 พันล้าน หมื่นล้าน โกงภาษีประชาชน กรณีบ่อบำบัดน้ำเสีย กรณีนักการเมืองคนโน้นคนนี้หนีไปต่างประเทศ ตามไม่ได้ ลูกคนรวยขับรถชนตำรวจตายก็จับไม่ได้ เป็นทฤษฎีหน้าต่างแตก ทำตามกัน อันนี้ก็เหมือนกัน คนนั้นหนีได้ ทำไมคนนี้จะหนีไม่ได้ อันนี้ใหญ่กว่าเยอะ รวยกว่าเยอะ ทำไมจะหนีไม่ได้ หนีอยู่แล้ว ฉะนั้นต้องให้ศาลตัดสินเพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน” 

          ท้ายที่สุด “น้าหมู” มองจากประสบการณ์ว่า การจะแก้ปัญหาเข้าป่าล่าสัตว์ ทำให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต้องย้อนกลับไปที่การสร้างจิตสำนึก

          “อุทยานแห่งชาติควรจัดระบบระเบียบ ปลุกจิตสำนึกว่าควรท่องเที่ยวป่าอย่างไร มีการรณรงค์ให้อนุรักษ์ป่า ค่อยๆ ปลูกจิตสำนึก ยกระดับให้ชาวบ้านไม่เข้าป่า สร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้านรอบป่า หรือมีหน่วย ปจว. (ปฏิบัติการจิตวิทยา) เช่น หมู่บ้านนี้ไปเปิดคอนเสิร์ตให้แก่ชาวบ้าน อันนี้มีเฉพาะ แต่ละหน่วยต้องจัดกันเอง แต่ผมว่ากระทรวงน่าจะมี เหมือนทหารมีหน่วยดุริยางค์ มี ปจว. อันนี้ก็ทำได้ กระทรวง ทบวง กรมก็เหมือนกัน ถึงเวลาก็ไปเปิดคอนเสิร์ตรอบทุ่งใหญ่นเรศวร รอบภูพานก็ได้ เพื่อสร้างกระแสอนุรักษ์ให้ประชาชน มีการนำงบประมาณลงมาก็ได้ ผมว่าศิลปินเขายินดีช่วยกันอยู่แล้ว” พงษ์เทพ ระบุ 

          เกือบ 40 ปีก่อน...แม่ของลิงทะโมนต้องเสียน้ำตาเพราะถูกล่าและต้องจำจากลูกไป ล่าสุดปีนี้ แม่ของเสือดำ เก้ง และไก่ฟ้าหลังเทาก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ถึงเวลาหรือยังที่เราจะช่วยกันทำให้สัตว์ป่าไม่ต้องถูกล่า ไม่ต้องเสียน้ำตา และอยู่คู่กับป่าต่อไปเพื่อระบบนิเวศที่ยั่งยืน