บิทคอยน์ เงินแห่งอนาคต ?

คอลัมน์ - รู้ลึกกับจุฬา

              เงิน “บิทคอยน์” หรือเงินสกุลดิจิทัล กลายเป็นเรื่องฮือฮาในสังคมไทยมาไม่นานนี้ แต่กระแส “ขุด” บิทคอยน์ หรือการหารายได้จากเงินบิทคอยน์ที่ค่าเงินพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ และต้องการเข้าไปเป็นผู้เล่นในตลาดเงินชนิดนี้เพิ่มขึ้น จากที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 2010 มีมูลค่า 1 บิทคอยน์ เท่ากับ 6 เซนต์ ปัจจุบันมีมูลค่าแตะถึง 1 บิทคอยน์ เท่ากับ 15,000 ดอลลาร์แล้ว

             ทั้งนี้ บิทคอยน์เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัล ที่เรียกว่า Cryptocurrency ซึ่งมีอยู่หลายร้อยชนิด แต่บิทคอยน์ เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากสุด เอกลักษณ์สำคัญของบิทคอยน์คือ ไม่มีสถาบันการเงินมาควบคุม ดังนั้น ข้อมูลระหว่างผู้จ่าย ผู้รับเงิน จึงถูกเก็บเป็นความลับ

             “แต่บิทคอยน์ก็มีความผันผวนมหาศาล” คือสิ่งที่ ผศ.ดร.อนิรุต พิเสฏฐศลาศัย จากภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวไว้ถึงเอกลักษณ์อีกประการของเงินชนิดนี้

            อาจารย์อนิรุตระบุว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่งในประเทศต่างๆ รับบิทคอยน์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมากขึ้น บิทคอยน์จึงนับว่าเป็นเงินชนิดหนึ่งที่ใช้ซื้อขายของได้จริง แต่ถ้าถามว่าจะขึ้นมาเป็นเงินอีกสกุลหนึ่งแทนเงินสกุลใหญ่ๆ ในโลกนี้ได้ไหม คงตอบว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะบิทคอยน์มีจำนวนจำกัด สืบเนื่องจากความตั้งใจของผู้คิดค้นระบบนี้

             “จากการคำนวณมูลค่าทางการตลาดแล้ว บิทคอยน์ราคาปัจจุบันที่ 16,000 ดอลลาร์ มีมูลค่าทางการตลาดทั้งหมด 0.28 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 9 ล้านล้านบาท ฟังดูเยอะ แต่มูลค่านี้มีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดหุ้นไทย บิทคอยน์ไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่”

                ขณะที่ความตั้งใจของผู้สร้างบิทคอยน์ คือการสร้างเงินที่ธนาคารกลางควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจารย์อนิรุตเชื่อว่า เหตุผลสำคัญคือวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐ และยุโรปเมื่อปี 2008 ที่ทำให้ธนาคารกลางของประเทศต้องใช้มาตรการ Q.E. (Quantitative Easing) หรือการอัดฉีดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าไปในระบบ ซึ่งไม่ยุติธรรมกับประเทศเล็กๆ ประเทศอื่น

             การจำกัดขนาดของตลาดบิทคอยน์ ซึ่งจำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญบิทคอยน์ เป็นการควบคุมรูปแบบหนึ่งไม่ให้ตลาดบิดเบือน มีเงินเพิ่มในระบบได้ตลอด แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง

            “ความกังวลอย่างหนึ่งที่มีหลายคนพูดกันว่าบิทคอยน์จะเกิดฟองสบู่ไหมแล้วจะแตกไหม ผมมองว่าถึงแตกก็ไม่กระทบกระเทือนเศรษฐกิจโดยรวมเท่าไหร่ คนที่เจ็บตัวไม่เยอะ เพราะร้อยละ 40 ของบิทคอยน์อยู่ในมือบริษัทรับขุดกว่า 100 รายทั่วโลก สถาบันการเงินที่ถือบิทคอยน์ก็มีน้อย”

           อาจารย์อนิรุตระบุว่า ข้อวิตก หรือสิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับบิทคอยน์คือความผันผวน มีกรณีมูลค่าขึ้นลงในหนึ่งวันเปลี่ยนแปลงมากกว่าพันดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีความวิตกกังวลในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของเงิน เพราะเคยมีกรณีบริษัทขุดบิทคอยน์ในเกาหลีใต้ต้องเจ๊งเพราะโดนแฮ็กระบบ

             รวมถึงความเสี่ยงในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย เพราะบิทคอยน์ตรวจสอบไม่ได้จึงถูกใช้ในธุรกิจฟอกเงิน หรือการทำธุรกิจค้าขายของผิดกฎหมาย ก็เป็นอีกประเด็นที่ควรนำมาเป็นข้อพิจารณา

                “ถ้ามองเป็นกลาง บิทคอยน์เองก็เป็นเหมือน Alternative Asset (ทางเลือกในการลงทุนรูปแบบหนึ่ง) เพียงแต่มันไม่ใช่การลงทุนของสถาบันทั่วไป มีบ้างที่ Hedge Fund (กองทุนบริหารความเสี่ยง) บางแห่งไปลงทุนในบิทคอยน์ แต่ไม่ใช่กับกองทุนหรือพันธบัตรแน่ๆ”

             และข้อมูลปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทำให้เราสามารถประเมินราคาพื้นฐานของบิทคอยน์ได้ ไม่มีโมเดลเชิงวิชาการที่หาราคาประเมิน ทำให้พิจารณายากว่าปัจจุบันมีราคาสูงหรือต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือมีโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่หรือไม่ อย่างไร ต่างจากตราสารหุ้นอื่นๆ ที่มีแบบจำลองประเมินราคาตามค่าตอบแทน หรือเงินปันผล

             “บิทคอยน์มีลักษณะคล้ายทองค ำคือถือแล้วไม่ได้สร้างรายได้ แต่ทองคำเราประเมินราคาจากราคาในอดีตได้ เพราะเราถือกันมานานมากแล้ว และมีความผันผวนทางราคาน้อย การที่จะรู้ราคาบิทคอยน์ที่แท้จริง เราต้องเห็นพฤติกรรมมากกว่านี้ อย่างน้อย ความผันผวนต้องลดต่ำลง และตลาดยอมรับการลงทุนมากขึ้น ถึงจะหา Fundamental Value (มูลค่าพื้นฐาน)ได้ดีกว่านี้”

            สำหรับคนที่สนใจที่จะลงทุนในตลาดบิทคอยน์ อาจารย์อนิรุตกล่าวว่า ควรเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนว่าตราสารที่เราจะลงทุนทำกำไรมาจากอะไร ควรรู้ว่าบิทคอยน์มีราคาขึ้นลงได้จากอะไรบ้าง และต้องหมั่นติดตามข่าวสารเป็นประจำเพื่อประเมินสถานการณ์ อย่างไรก็ดี ก็ต้องยอมรับความผันผวนในตลาดนี้ด้วยเช่นกัน 


เปิดอ่าน