‘ตรวจสุขภาพฟรี’ 12 ล้านคน..สิทธินี้ต้องเท่าเทียม (ตอนที่1)

คนไทยร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวาน กองทุนประกันสังคมต้องให้สิทธิไปตรวจน้ำตาลในเลือดทุกปีฟรี ไม่ใช่ทุก 3 ปีแบบนี้

 

            สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศให้ของขวัญปีใหม่ด้วยการเพิ่ม “สิทธิตรวจร่างกายฟรี” ตั้งแต่วันที่ “1 มกราคม 2560” เป็นต้นมา คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1.8 พันล้านบาท แต่ที่น่าสนใจคือผ่านไปเกือบ 1 ปี มีผู้ไปใช้สิทธิเพียง 5 แสนกว่าคนเท่านั้น จากผู้มีสิทธิอย่างน้อย 11 ล้านคน

            กลายเป็นประเด็นแซวกันในโลกสังคมออนไลน์ หลายคนนำประสบการณ์ที่ได้รับหลังไปตรวจสุขภาพฟรีมาโพสต์แชร์ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับปัญหาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไม่รู้รายละเอียดของสิทธินี้ และไม่แน่ใจว่าข้อไหนตรวจฟรี? ข้อไหนต้องคิดเงินเพิ่ม? อายุเท่าไร ตรวจอะไรได้บ้าง?

            โดยเฉพาะปัญหาความซับซ้อนเรื่องช่วงอายุ และช่วงเวลาที่อนุญาตให้ตรวจได้ฟรี บางคนคิดว่าสิทธินี้ได้รับเหมือนตรวจร่างกายทั่วไป “เหมาจ่าย” แล้วตรวจทุกปี เหมือนแพ็กเกจในโรงพยาบาลทั่วไป แต่ความเป็นจริงสำนักงานประกันสังคมไม่สามารถให้ตรวจทุกอย่างได้ประจำทุกปี เพราะงบประมาณเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลมีแค่หัวละ 1,500 บาทเท่านั้น

            การแบ่งแพ็กเกจแยกช่วงอายุจึงกลายเป็นหนึ่งในวิธีลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น!

            “หลักเกณฑ์การตรวจสุขภาพ” ที่ผู้ประกันตนสามารถใช้บริการในสถานพยาบาลที่เลือกไว้มีดังนี้

            การตรวจเต้านม หากอายุ 30-39 ปี ตรวจได้ 3 ปีครั้ง อายุ 40-54 ปี ถึงจะตรวจฟรีทุกปี

            การตรวจตา อายุ 40-54 ปี ตรวจได้แค่ 1 ครั้งเท่านั้น ต้องรอจนอายุ 55 ปีขึ้นไปถึงตรวจได้ทุก 1 หรือ 2 ปี ถ้าอยาก ตรวจไขมันในเส้นเลือด ตรวจได้เพียง 5 ปีครั้งเท่านั้น หากอยากตรวจทุกปีต้องจ่ายเอง ส่วนผู้ต้องการ ตรวจการทำงานของไต ต้องรออายุ 55 ปีขึ้นไป ถึงตรวจได้

            ผู้หญิงที่ต้องการ ตรวจมะเร็งปากมดลูก อายุ 30-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี อายุ 55 ปีขึ้นไปถึงตรวจได้ตามความเหมาะสม ตรวจเอกซเรย์ปอดอายุ 15 ปีขึ้นไปอนุญาตให้ตรวจได้แค่ 1 ครั้งเท่านั้น ต้องตัดสินใจว่าอยากตรวจเมื่ออายุเท่าไร เพราะใช้สิทธินี้ได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต

            จุดที่กลายเป็นประเด็นเรียกร้องมากสุดตอนนี้คือ  “การตรวจน้ำตาลในเลือด” ซึ่งระบุเงื่อนไขว่าอายุ 35-54 ปีขึ้นไป ตรวจได้ 3 ปีครั้ง แต่ถ้าอายุ 55 ปีขึ้นไปถึงตรวจได้ทุกปี

            เนื่องจาก “เบาหวาน” เป็นโรคเรื้อรังยอดนิยม สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ระบุข้อมูลปี 2558 ว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยแล้ว 415 ล้านคน และทุก 6 วินาทีมีผู้เสียชีวิตจากเบาหวาน 

            สถิติคนไทยเป็นเบาหวานประมาณ 4 ล้านคน และอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มอีก 1 ล้านคน ที่สำคัญคือ มากกว่าร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวาน

            ดังนั้นเงื่อนไขที่กองทุนประกันสังคมให้สิทธิไปตรวจน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะอยากได้สิทธิตรวจทุกปีอย่างไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

            เนื่องจากอันตรายของโรคเบาหวานคือ “กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว” หากไม่ตรวจจะไม่รู้ตัวว่ามีอาการแล้ว อาจทำให้สูญเสียโอกาสในการรักษาหรือควบคุมน้ำตาลช่วงต้น เมื่ออาการหนักจึงเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น ตาบอด ไตวาย ฯลฯ

            กระทรางสาธารณสุขประเมินค่ารักษาเบาหวานของคนไทยปีละไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท

            ข้อมูลจากสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม วันที่ 1 มกราคม-16 มีนาคม 2560 ระบุว่ามีโรงพยาบาลให้บริการตรวจสุขภาพแก่ผู้ประกันตนทั้งหมด 176 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล 105 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 71 แห่งมีผู้ประกันตนเข้ารับบริการตรวจสุขภาพจำนวน 73,943 ครั้ง มีการจ่ายเงินให้สถานพยาบาลเป็นเงินทั้งสิ้น 41.24 ล้านบาท หมายความว่าในแต่ละครั้งสำนักงานประกันสังคมควักเงินจ่ายครั้งละประมาณ 500 กว่าบาท

            สำหรับบางคนแล้วการได้ตรวจร่างกายฟรีแค่นี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว แต่เครือข่ายเอ็นจีโอที่ต่อสู้ผลักดันเพื่อสิทธิแรงงานและคนทำงานมายาวนานหลายสิบปีถือว่ายังไม่พอ เพราะในแต่ละเดือนพวกเราต้องควักเงินจ่าย 750 บาท และเจตนารมณ์ในการปรับปรุงกฎหมาย “พระราชบัญญัติประกันสังคม” ฉบับที่ 4 พ.ศ.2558 เพิ่มบทบัญญัติส่งเสริมป้องกันโรคตามมาตรา 63 (2) นั้น

            “มนัส โกศล” ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ย้อนอดีตให้ฟังว่าการดูแลสุขภาพคนไทยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ 3 กองทุน ได้แก่ 1.บัตรทอง หรือ “กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ดูแลคนไทยประมาณ 50 ล้านคน 2.กองทุนประกันสังคม" ประมาณ 13 ล้านคน" และ 3."กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ" มีจำนวนกว่า 5 ล้านคน 

            บัตรทองและบัตรข้าราชการล้วนได้รับสิทธิในการตรวจสุขภาพฟรี เหลือเพียงบัตรประกันสังคมเท่านั้นที่ต้องรอป่วยแล้วไปหาหมอรักษาจึงจะเบิกเงินได้

            "พวกเราเครือข่ายคนทำงาน ช่วยกันเรียกร้องสิทธินี้มาตลอดหลายปี ตอนได้มาถือว่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ดีพอ เนื่องจากการตรวจสุขภาพประจำปีและการส่งเสริมป้องกันโรคยังขาดกิจกรรมที่เหมาะสมและขาดการมีสวนร่วมจากสมาชิกผู้ประกันตน ปัญหาขณะนี้คือ คนทำงานยังไม่รู้สิทธิประโยชน์อันนี้ และการตรวจสุขภาพควรเพิ่มบางอย่างให้มากขึ้นตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น การเพิ่มสิทธิ 3 ส่วนดังนี้ 1.การตรวจสุขภาพช่องปาก 2.การตรวจและฝากครรภ์ 3. การตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก เพื่อให้สอดคล้องกับวัยทำงานก่อนเกษียณอายุและการขอรับเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน"

            สำหรับเงื่อนไขที่ทำให้เครือข่าย คปค. รู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันอีกจุดหนึ่งคือ สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกับกองทุนบัตรทอง เช่น หากผู้ประกันตนอยากตรวจเอกซเรย์ทรวงอก ต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบก็ไม่ควรถูกจำกัดสิทธิเช่นนี้ รวมถึงการตรวจเบาหวาน เพราะคนไทยร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวาน กองทุนประกันสังคมต้องให้สิทธิไปตรวจน้ำตาลในเลือดทุกปีฟรี... ไม่ใช่ทุก 3 ปี

            ยิ่งไปกว่านั้นตามกฎหมายผู้ป่วยมีสิทธิได้รับการเยียวยาหากได้รับผลกระทบจากการบริการทางการแพทย์เหมือนสิทธิบัตรทองที่ให้ประมาณ 2.4–4 แสนบาท แต่กองทุนประกันสังคมยังไม่ชัดเจนในเรื่องนี้

            นอกจากตรวจร่างกายประจำปีแล้ว สิทธิตรวจสุขภาพอีกด้านหนึ่งที่ถูกทวงถาม และคาดหวังว่าสำนักงานประกันสังคมจะมีบริการให้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม นั่นคือ “สุขภาพช่องปาก”

            ทพญ.มาลี ศิริวันทนา เครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาเวลากล่าวถึงตรวจสุขภาพมักคิดถึงร่างกายทั่วไป แต่ละเลยการตรวจสุขภาพฟัน หรือสุขภาพช่องปากทั้งที่ใช้เวลาไม่นานและค่าใช้จ่ายประมาณ 50 บาทต่อครั้งเท่านั้น

            “อยากเรียกร้องให้รวมสิทธิตรวจสุขภาพช่องปากเข้าไปด้วย เพราะคนไทยไม่ค่อยชอบตรวจเท่าไร ต้องรอจนปวดฟัน เจ็บเหงือกหรือมีอะไรผิดปกติก่อนค่อยไปหาหมอฟัน ทั้งที่โรคหลายอย่างถ้ามีการตรวจช่องปากเป็นประจำจะสามารถป้องกันไม่ให้ร้ายแรงได้ เช่น อาการฟันผุ หากตรวจพบตั้งแต่เริ่มแพทย์อาจทำเพียงอุดฟัน แต่ถ้าปล่อยไว้จนปวดฟันหมายถึงฟันผุทะลุไปถึงโพรงประสาท ต้องรักษารากฟันหรือถอนฟันทิ้ง นอกจากนี้พวกโรคเกี่ยวกับเหงือกต่างๆ หากพบช่วงเริ่มต้นก็จะรักษาได้ง่ายกว่าปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรง”

            ทพญ.มาลี กล่าวต่อว่า ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้สิทธิของตัวเองในการรักษาฟัน หรือกลัวว่าเกินกว่า 600 บาทต้องจ่ายเพิ่มอีกเยอะ แตกต่างจากกลุ่มผู้ใช้บัตรทอง 30 บาท หรือแรงงานเพื่อนบ้านที่กล้าเข้าไปหาหมอฟันในโรงพยาบาลเพราะรู้ว่าฟรีไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย อยากให้ผู้บริหารกองทุนพิจารณาเรื่องนี้ด้วย เพราะสิทธิในการดูแลรักษาฟันควรรวมอยู่ในเหมาหัว สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่ควรมีเงื่อนไขว่าเบิกได้แค่ปีละ 900 บาท เพราะหากเบิกได้ตามจริงจะช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพช่องปากที่ดียิ่งขึ้น

 

‘ตรวจสุขภาพฟรี’ 12 ล้านคน..สิทธินี้ต้องเท่าเทียม (ตอนที่1)

 

            เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เครือข่ายแรงงานทั่วประเทศร่วมกันจัดเวทีสาธารณะเพื่อวิเคราะห์ 2 ปีที่ผ่านมา หลังพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับที่ใหม่ พ.ศ.2558 ประกาศใช้ ผู้ประกันตนที่ถูกหักเงินเข้ากองทุนทุกเดือนได้สิทธิอะไรดีขึ้นบ้าง

            โดยมีตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม อธิบายเกี่ยวกับสิทธิในการตรวจสุขภาพว่าเป็นนโยบายที่ดีหวังส่งเสริมสุขภาพช่วยป้องกันโรคตั้งแต่เริ่มต้น เพียงแต่เป็นนโยบายใหม่กำลังมีการแก้ไขปรับปรุงอีกหลายส่วน

            "อำพันธ์ ธุววิทย์" ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม กล่าวอธิบายถึงสิทธิในการตรวจสุขภาพว่า มาจากเงื่อนไขที่เหมาจ่ายเป็นรายหัวแก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งของเอกชนและรัฐ ตอนนี้คือประมาณหัวละ 1,500 บาท ดังนั้นการตรวจสุขภาพต้องขึ้นกับความจำเป็นตามอายุของผู้ประกันตน แม้แต่สิทธิในการตรวจสุขภาพประจำปีของข้าราชการก็มีเงื่อนไขเช่นกัน ส่วนผู้ถือบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาท ก็จะไปได้เฉพาะโรงพยาบาลที่ตัวเองสังกัดหรือโรงพยาบาลปฐมภูมิเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลรัฐ แตกต่างจากผู้ประกันตนที่มีโรงพบาบาลเอกชนหลายแห่งเข้าร่วมด้วย 239 แห่ง

            “สถิติตั้งแต่เดือนมกราคม มีผู้ประกันตนไปใช้สิทธิตรวจร่างกายแล้ว 5 แสนกว่าคน ใช้งบประมาณ 290 กว่าล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น ถือว่ามีผู้ไปใช้สิทธิน้อยกว่าที่ประเมินไว้ ต่อจากนี้ไปคงต้องมีการประชาสัมพันธ์สิทธินี้ให้มากขึ้นและจะมีการปรับลดเงื่อนไขอายุจาก 50 ปี ให้เหลือ 55 ปี ส่วนการขอเพิ่มตรวจสุขภาพช่องปากก็มีความเป็นไปได้ ตอนนี้คณะกรรมการกำลังหารือให้เพิ่มการอำนวยความสะดวกผู้ประกันตนมากขึ้น เนื่องจากเป็นสิทธิใหม่หลังจากประกาศใช้คงต้องมีการปรับปรุงอีกหลายส่วน” ผู้ตรวจราชการกรม กล่าวให้ข้อมูล

            แม้เงื่อนไขการตรวจร่างกายจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคมและกระทรวงสาธารณสุข แต่ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินทั้งหมด 1.6 ล้านล้านบาท เป็นเงินกองทุนก้อนใหญ่สุดจากน้ำพักน้ำแรงของมนุษย์ทำงาน ผู้ถูกตัดเงินรายได้ทุกเดือน จึงมีข้อเรียกร้องให้เพิ่มสิทธิรักษาครอบคลุมทุกโรคและตรวจร่างกายได้ตามความเหมาะสม ไม่ต้องมีเงื่อนไขด้านอายุมาจำกัด

            หากดูจากเงินในกองทุนตั้งแต่ปี 2533-2559 จำนวนเงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้างและรัฐบาลรวมทั้งสิ้น 1.1 ล้านล้านบาท บวกกับเงินดอกผลสะสมจากการลงทุน 4.6 แสนล้านบาท รวมเป็น 1.57 ล้านล้านบาท เงินเหล่านี้ถูกจัดสรรแบ่งส่วนค่ารักษาพยาบาลเมื่อป่วยไข้ไว้เพียงร้อยละ 4 หรือแค่ 4.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

            เมื่อกองทุนเริ่มโตขึ้นมีข้อเรียกร้องให้เพิ่มเงินส่วนตรวจสุขภาพประจำปีเพิ่มได้หรือไม่?

            รวมถึงการเพิ่มสิทธิให้กลุ่มผู้ประกันตนที่เรียกว่า “แรงงานนอกระบบ” หรือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้าหมูปิ้ง แม่ค้าส้มตำ ชาวนา เกษตรกร ช่างเสริมสวย คนขายของในตลาด คนขับรถรับจ้าง ช่างแกะสลัก แม่บ้าน ฯลฯ ที่มีอยู่จำนวน 21 ล้านคนทั่วประเทศ แต่เข้าอยู่ในระบบประกันสังคมเพียงแต่ 2 ล้านกว่าคนเท่านั้น

            “สุจิน รุ่งสว่าง” ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบแห่งชาติเปิดใจให้ฟังว่า ที่ผ่านมา นายกฯ ลุงตู่ กล่าวผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่าจะดูแลแรงงานอกระบบให้ดีที่สุด จะยกฐานะชีวิตความเป็นอยู่ แต่ถึงวันนี้สิทธิต่างๆ ที่แรงงานนอกระบบในประเทศไทยกว่า 20 ล้านคนสมควรได้รับ ก็ยังเงียบหายไม่มีอะไรเพิ่มเติมที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

            “ตัวอย่างเช่น สิทธิในการตรวจสุขภาพ แม้พวกเราจะเป็นสมาชิกในกองทุน ร่วมจ่ายสมทบตามมาตรา 40 ที่กำหนดไว้เดือนละ 100 กับ 150 บาท แต่ในนั้นไม่ให้สิทธิเรื่องตรวจสุขภาพหรือรักษาเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเราทำงานในภาคเกษตรเจอสารเคมีอันตรายเยอะแยะ หรือทำงานในโรงงานทอผ้าเจอสารใยสังเคราะห์เข้าปอด และอะไรอีกมากมาย พี่น้องแรงงานกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิไปตรวจร่างกายฟรีมากที่สุดเพราะเขาจะได้รู้ว่ามีสารอันตรายอะไรเข้าไปในร่างกายบ้าง ทำงานขายของตามข้างถนนฝุ่นควันพิษต่างๆ”

            ป้าสุจินทวงถามสิทธิด้านสุขภาพได้อย่างโดนใจเนื่องจากแรงงานนอกระบบคือพี่น้องคนไทยที่เหมือนจะถูกลืม ถูกทอดทิ้งเสมอมา...

            การไปใช้ “สิทธิตรวจสุขภาพ” ไม่เหมือนไปเที่ยวสวนสนุก จากสถิติคนไทยไปตรวจร่างกายกันน้อยมาก เพราะกลัวรู้ความจริงบางอย่าง หรือไม่อยากรับรู้ว่ากำลังมีโรคร้ายอะไรมาเยี่ยมเยือน

            ดังนั้น “สปส.” ควรออกแคมเปญกระตุ้นชักชวนให้ไปตรวจสุขภาพประจำปี หากเป็นไปได้ควรแถมเงินด้วยซ้ำ เพราะโรคร้ายหรือโรคเรื้อรังต่างๆ หากรับรู้ตั้งแต่ต้นรักษาง่ายกว่า-ถูกกว่า ตัวอย่างเช่น โรคเบาหวานที่มีผู้ป่วยไม่รู้ตัวสูงถึงร้อยละ 43

            โรคทั้งหลายเมื่อ “รู้เร็ว–รักษาเร็ว” หมายถึงกลยุทธ์ช่วยประหยัดเงินกองทุนในระยะยาว........

 


เปิดอ่าน