“เยรูซาเลม” ในมือทรัมป์

คอลัมน์ - รู้ลึกกับจุฬา

 

               ​ภายในไม่ถึงปีหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 รับรองว่านครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แถลงการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอาหรับในโลกตะวันออกกลาง รวมถึงผู้นำนานาชาติที่มองว่ากระบวนการสร้างสันติภาพในชาติอาหรับกำลังจะหายไป

                ​การรับรองสถานะขึ้นเป็นเมืองหลวงมีความสำคัญอย่างไร ? และการกระทำครั้งนี้ของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการแหกกฎสิ่งที่ผู้นำสหรัฐหลายคนก่อนหน้าพยายามที่จะทำไว้ คือสิ่งที่ รศ.ดร.ชูเกียรติ พนัสพรประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไว้ว่า “เป็นเรื่องใหญ่”

             ​อาจารย์ชูเกียรติระบุว่า ประเด็นเยรูซาเลมเป็นเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะไม่อธิบายถึงประเด็นความขัดแย้งทางศาสนาของชาติตะวันออกกลาง แต่กล่าวได้ว่าเยรูซาเลมได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่งกำเนิดของ 3 ศาสนา คือ คริสต์ ยิวหรือยูดาย และอิสลาม จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ซึ่งมีนัยทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง

                จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1917 ซึ่ง ณ เวลานั้น ดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์อยู่ในอาณัติของอังกฤษ และมีแถลงการณ์จะให้ปาเลสไตน์เป็นประเทศเอกราช แต่แถลงการณ์มีความคลุมเครือ ทำให้ปัญหายังคาราคาซังอยู่จนถึงวันนี้

                ​“คนที่ติดตามเรื่องในตะวันออกกลางอย่างผมจะจำปีกันได้ เพราะเหตุการณ์มักลงท้ายด้วยเลข 7 ในปี 1947 อังกฤษบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ เลยยกปาเลสไตน์ให้สหประชาชาติ สหประชาชาติมีข้อมติว่าให้เยรูซาเลมเป็นเมืองนานาชาติ” อาจารย์ชูเกียรติกล่าว และไม่ได้มีการกำหนดให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงแต่อย่างใด

                จากนั้นในปีถัดมา อิสราเอลประกาศตัวเป็นเอกราช และเกิดสงครามครั้งใหญ่ๆ ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์มากถึง 14-15 ครั้ง โดยมีชาติอาหรับชาติอื่นเป็นผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ จนกระทั่งในปี 1967 อิสราเอลสามารถยึดเมืองเยรูซาเลมทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้ทั้งหมด และประกาศให้เป็นเมืองหลวงของประเทศตนเองในเวลาต่อมา ซึ่งก็ถูกประณามจากนานาชาติ

​               “สหรัฐมีความพยายามเข้ามาแก้ปัญหาสันติภาพมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน คุณควรรู้ด้วยว่าสหรัฐมีชาวยิวเยอะ หลายคนเป็นล็อบบี้ยิสต์ดันกฎหมายให้สหรัฐรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แต่บิล คลินตัน รวมถึงประธานธิบดีคนอื่นๆ ต่อมาก็ใช้วิธีการบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับ ออก Presidential Executive Order เลี่ยงเวลาการยอมรับออกไป”

            ​  ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐหลายคน ใช้กระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เช่น รัฐบาลโอบามา มีการแต่งตั้งทูตพิเศษหลายคน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ แต่งตั้งลูกเขยตัวเองเป็นทูตพิเศษในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

             ​“จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์เป็นยิว ผมแน่ใจว่าเขาเป็นคนที่มีอิทธิพลกับแถลงการณ์ทรัมป์ ที่น่าตกใจคือทรัมป์ตั้งเป็นทูต เป็นที่ปรึกษาอาวุโส ทั้งๆ ที่ประสบการณ์ทางการเมือง ประสบการณ์การเป็นทูตเพื่อแก้ไขความขัดแย้งก็ไม่มี”

             ​อาจารย์ชูเกียรติ ระบุว่าการแสดงออกของสหรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นการบั่นทอนท่าทีของสหรัฐในการเป็นตัวกลางเพื่อเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ขณะเดียวกัน อาจมองได้ว่าหลังจากนี้ อิสราเอลจะได้เปรียบทางการเมือง และน่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐ

            ​“ผมมองว่าผีกับโลงแน่นอน รัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลอนุรักษนิยมของอิสราเอล ที่น่าเศร้าคือความเดือดร้อนและความวุ่นวายในตะวันออกกลางที่จะเกิดขึ้น และมีแนวโน้มว่าฝั่งอิสราเอลน่าจะได้เปรียบมากกว่าฝั่งโลกอาหรับ”

​               เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศของชาติอาหรับก็ไม่ได้ดีนัก ชาติที่เคยลุกขึ้นทำสงครามกับอิสราเอลอย่างเลบานอน ซีเรีย อิรัก และอียิปต์ ต่างมีปัญหาการเมืองภายใน และปาเลสไตน์อาจไม่ได้รับการสนับสนุนทางการทหารและการเมืองเหมือนอดีต

           ​   “ในสายตาโลกอาหรับ ปัญหานี้มีความสำคัญน้อยกว่าปัญหาภายในประเทศ ที่ผ่านมามีการประชุมสันนิบาตชาติอาหรับ บอกว่าไม่ยอมรับแถลงการณ์ทรัมป์ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะให้เยรูซาเลมเป็นอะไร”

            เมื่อหน้าที่ในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์โดยสหรัฐ ลดลง จึงอาจเป็นหน้าที่ของชาติยุโรป รวมถึงสหประชาชาติที่เข้ามามีบทบาทแทนที่ กระนั้น อาจารย์ชูเกียรติก็ระบุว่าไม่ง่ายนัก เพราะยุโรปมีปัญหาเรื่อง Brexit การไม่มีอังกฤษในสหภาพยุโรป อาจทำให้อำนาจการต่อรองลดลง ส่วนสหประชาชาติ ถ้าหากแก้ไขได้ ก็คงแก้ได้ไปนานแล้ว

​            “ประเด็นเรื่องอิสราเอล-ปาเลสไตน์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าคุณอ่านนิวยอร์กไทม์ ฝั่งยิวจะเขียนเชียร์ว่าทำไมอิสราเอลควรได้เยรูซาเลม แต่ถ้าอ่านที่คนปาเลสไตน์เขียน เขาก็จะเขียนข้อมูลอีกฝั่ง” อาจารย์ชูเกียรติกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า การกระทำครั้งนี้ของทรัมป์ เป็นการสร้างผลกระทบในเชิงลบแน่นอน


เปิดอ่าน