
“บิ๊กตู่” จัดทัพ...กลับมาใหม่?
ทุกย่างก้าวของ “บิ๊กตู่” จากนี้ไปต้องรอบคอบที่สุด เพราะว่า “พล.อ.ประยุทธ์” น่าจะยังต้องการกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพื่อสานต่อภารกิจที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย
ทันทีที่ “บิ๊กบี้-พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แบบสายฟ้าแลบ คอการเมืองก็จับจ้องไปที่การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไปของ “บิ๊กตู่” ทันที
จะด้วยบังเอิญ หรือเพราะเหตุใดก็ตาม การที่ “บิ๊กฉัตร - พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าพบ “บิ๊กตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังการยื่นหนังสือลาออกของ “บิ๊กบี้” ทำให้มีการจับโยงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ เรียก “เพื่อนเลิฟ” มาหารือ เพื่อจะขอให้มีการขยับตำแหน่งหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าตำแหน่งของ “บิ๊กฉัตร” ก็เป็นเป้าถูกโจมตีอยู่เหมือนกัน
ทั้งจากสถานการณ์ราคายางตกต่ำในขณะนี้ ที่เหลือแค่กิโลกรัมละ 40 บาท รวมถึง “กระแสข่าว” ก่อนหน้านี้ที่สืบเนื่องมาจากเรื่องการระบายข้าวในสต็อก ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจัดเกรดข้าวดีเป็นข้าวคุณภาพต่ำ ประมูลขายได้ในราคาต่ำ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก ซึ่ง “พล.อ.ฉัตรชัย” มีตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ดูแลเรื่องนี้
(พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล)
(พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ)
สำหรับเรื่องปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นอกจากยางพาราก็ยังมีสินค้าเกษตรชนิดอื่นด้วย จึงมีรัฐมนตรีอีกคนที่ตกเป็นเป้าเรียกร้องให้มีการปรับออกด้วยนั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ “อภิรดี ตันตราภรณ์”
คนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปรับรัฐมนตรี 2 คนนี้ออกไม่ใช่ใครที่ไหน คือ “ถาวร เสนเนียม” คนสนิท “สุเทพ เทือกสุบรรณ” นั่นเอง
นั่นคือ สถานการณ์ผิวเผินที่เกิดขึ้นขณะนี้
แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงภาพใหญ่ของสถานการณ์การเมืองทั้งกระดาน ก็ต้องบอกว่า การเมืองวันนี้คือการเดินไปสู่การเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าอย่างเร็วที่สุดจะเป็นปลายปีหน้า แต่ทิศทางการเมืองจากนี้ก็จะมีแนวทางตามนี้ ดังนั้นการจะปรับคณะรัฐมนตรี หรือทำการอะไรจากนี้ “บิ๊กตู่” ก็ต้องคิดถึงปัจจัยนี้ด้วย
ประเด็นหนึ่งที่อยู่ในโฟกัสเวลานี้คือ การประสานเสียงจากฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้ “บิ๊กตู่” คลายกฎเหล็กให้ฝ่ายการเมืองขยับเขยื้อนทำกิจกรรมได้ เพราะได้ผ่านห้วงเวลาของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตามที่ฝ่าย คสช.เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่กฎหมายพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว พรรคการเมืองต้องไปดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามกติกาใหม่ที่คลอดออกมา
แน่นอน “คสช.” ย่อมไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เพราะจะเกิดแรงกระเพื่อมตามมาแน่นอน แต่ก็คงไม่สามารถ “ยื้อ” ไว้ได้ตลอดไป สุดท้ายก็ต้องปลดล็อก แม้ว่าอาจจะเป็นการปลดล็อกอย่างมีเงื่อนไข ให้ทำได้แค่บางอย่างเท่านั้นก็ตาม
ถ้ามองขยายออกไปอีกถึง “เป้าหมาย” ที่ คสช.ย้ำแล้วย้ำอีกมาตลอด ว่าการเข้ามายึดอำนาจครั้งนี้ต้องทำแบบ “ไม่ให้เสียของ” บวกกับสิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ส่งสัญญาณกับประชาชนแทบทุกครั้งที่ลงพื้นที่ในทำนองว่า ถ้ามีเลือกตั้งก็ต้องคิดให้เป็น ไม่อย่างนั้นก็จะได้ “คนไม่ดี” กลับมา
ก็มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป้าหมายคือ เพื่อสกัด “พรรคเพื่อไทย”
ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย คสช.หรือฝ่ายไหนก็ตาม ต่างเห็นตรงกันว่า การจะสกัดพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงต้องระดมทุกสรรพกำลัง ต้องวางหมากเกมกันหลายชั้น เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น
หากมองเฉพาะในกระดานการเมืองที่มีแต่พรรคการเมืองที่จะลงสู้กันในสนามเลือกตั้ง ก็ต้องบอกว่าไม่น่าจะมีพรรคไหนสามารถเอาชนะเหนือพรรคเพื่อไทยได้ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าจะมาต่อกรกับเพื่อไทยได้
เมื่อ “ระบบปกติ” ไม่สามารถสกัดพรรคเพื่อไทยได้ ก็ต้องหาทางอื่น
มีกระแสเล็ดลอดออกมาว่า ตอนนี้ทางฝั่ง คสช.กำลังวางยุทธศาสตร์อย่างเต็มที่เพื่อไปถึงเป้าหมาย โดยมี 2 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ แผนชิงมวลชน และ แผนชิงอดีต ส.ส.
สำหรับแผนชิงมวลชนนั้น ผู้ติดตามการเมืองคงได้เห็นกันอยู่บ้างแล้ว ที่ชัดเจนล่าสุดคือ “บัตรผู้มีรายได้น้อย” ที่แจกจ่ายเงินให้กับประชาชนผ่านบัตรไปใช้จ่ายกันในทุกเดือน แม้จะเป็นเงินเพียงไม่กี่ร้อย แต่สำหรับชาวบ้าน ทุกบาทล้วนมีค่า
ไม่เฉพาะ “บัตรผู้มีรายได้น้อย” ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีหลายโครงการเพื่อเอาใจประชาชน ซึ่งหากเป็นรัฐบาลปกติก็จะถูกเรียกว่า “ประชานิยม” แต่รัฐบาลนี้พยายามบอกว่าไม่ใช่ และประดิษฐ์คำใหม่ขึ้นมาเช่น “ประชารัฐ”
ภารกิจช่วงชิงมวลชนนี้จะเป็นหน้าที่ของ "รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์" มือทำนโยบายประชานิยมในยุค "ทักษิณ ชินวัตร"
อย่างน้อยอีก 1 ปีข้างหน้า รัฐบาล คสช.คงต้องเข็นมาตรการ “เอาใจ” ประชาชนออกมาอีก บวกไปกับอีกสิ่งที่คงจะเห็นถี่มากขึ้น คือ การปูพรมลงพื้นที่พบปะประชาชนของ พล.อ.ประยุทธ์” เพื่อเรียกคะแนน ดังเช่น 2-3 วันที่ผ่านมา ที่นายกฯ ลงพื้นที่น้ำท่วมติดต่อกัน เริ่มจาก จ.อ่างทอง จ.ขอนแก่น และ จ.นครศรีธรรมราช
ส่วนแผนชิงอดีต ส.ส.นั้น มีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาว่าทางฝ่ายสนับสนุน คสช. กำลังวางแผน "ตั้งพรรคการเมือง" ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวล่อดึงอดีต ส.ส. โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทยออกมา พรรคนี้จะไม่ใช่ “พรรคประชาชนปฏิรูป” ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เคยประกาศตัวชัดเจนก่อนหน้านี้ว่าพร้อมสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ
แต่จะมีลักษณะใกล้เคียงกับ “พรรคสามัคคีธรรม” ที่เคยเกิดขึ้นหลังยุค รสช.เมื่อการเลือกตั้งปี 2535
แน่นอนทั้งแผนชิงมวลชนและแผนชิงอดีต ส.ส. อาจไม่ใช่วิธีการที่จะสามารถเอาชนะพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งได้ แต่อย่างน้อยก็เพื่อลด “ความใหญ่” ของพรรคเพื่อไทยลง ให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้สะดวก
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า ทุกย่างก้าวของ “บิ๊กตู่” จากนี้ไปต้องรอบคอบที่สุด ซึ่งเป็นเพราะว่า “พล.อ.ประยุทธ์” น่าจะยังต้องการกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพื่อสานต่อภารกิจที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายต่อไป เพราะถ้า “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่กลับมา “อีกฝ่าย” ก็มาแน่
แต่ถ้า “ผลีผลาม” บิ๊กตู่ก็อาจจะก้าวพลาดได้!!



