ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศในสถานที่ทำงาน มักเริ่่มจากผู้ใหญ่ใจดีหยิบยื่นข้อเสนอันมิอาจปฏฺิเสธ แต่เมื่อถูกจับได้ก็มักจะให้เหยื่อมร่วมรับผิดชอบ และปกป้องตัวเองในทุกทาง

ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ในที่ทำงานนั้นเป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มปัญหาของการล่วงละเมิดทางเพศ แต่ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่อยู่กับสังคมมนุษย์กันมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานที่มี “หัวหน้า” และ “ลูกน้อง”  ซึ่งเรื่องที่เกิดมักจะสร้างความอึดอัดและปัญหาชีวิตให้กับผู้ถูกกระทำไม่น้อย หลายคนต้องเสียอนาคตที่กำลังสร้าง เสียชีวิตครอบครัว เสียโอกาส เสียหน้าที่การงาน เพียงเพราะเรื่องเช่นว่า

 

การล่วงละเมิดในที่ทำงานนี้ นอกเหนือจากเรื่องทางเพศแล้ว ยังเป็นเรื่องของวัฒนธรรมอำนาจนิยม ของคนที่มีอำนาจเหนือกว่ามักใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชา

 

ผู้ใหญ่หรือหัวหน้างานหลายคน มากอาวุโส เป็นที่เคารพนับถือของคนหนุ่มสาว ดำรงตนมาตั้งแต่งหนุ่มจนแก่ ก็มักใช้เรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งดึงดูด และยิ่งเมื่อไม่สามารถควบคุมจิตใจฝ่ายต่ำได้ จึงเกิดเหตุการณ์ขึ้น

 

ดีกรีของการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงานนี้มีตั้งแต่ระดับอ่อนๆ จนไม่รู้สึกหากไม่สังเกตุ จนกระทั่งไปถึงแก่ดีกรีชนิดที่เรียกได้ว่าผิดกฎหมายอาญากันเลยทีเดียว ระดับอ่อนๆก็เช่น การให้ความ “เอ็นดู” เป็นพิเศษ การพูดจากหยอกเล่นหยอกล้อ จนก้าวข้ามมาถึงลักษณะที่เรียกว่า “หมาหยอกไก่” หากมากกว่านั้นก็ไปสู่การลวนลามด้วยคำพูดวาจา กิริยา จนไปถึงการกระทำ

 

และแทบทุกครั้งของเหตุการณ์เช่นนี้มักถูกผู้ที่กระทำ และคนรอบข้างมักเลือกโยนความผิดส่วนหนึ่งไปให้กับเหยื่อร่วมรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยข้ออ้างเรื่องการ “สมยอม” หรือการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำได้มีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม

 

แต่เมื่อมาดูรากแห่งปัญหาจริงๆจะเห็นว่า หลายๆครั้งที่ “เหยื่อ” ไม่สามารถอยู่ในฐานะที่จะเลือกได้ว่าจะถูกล่วงละเมิดหรือไม่ หรือหลายครั้ง ที่เหยื่อถูกทำให้อยู่ในสถานะตายใจ จนสุดท้ายต้องตกบันไดพลอยโจน ครั้นจะหนีออกจากพันธนาการก็ทำไม่ได้ เพราะนอกจากจะถูกตราหน้ายังอาจกระทบกับชีวิตทั้งชีวิต จนสุดท้ายก็ต้องเลยตามเลย

 

ยามที่ชั้นผู้น้อยคนหนึ่งถูกผู้ใหญ่ใจดีแสดงความเอ็นดู พวกเขามีสิทธิเลือกหรือไม่ ที่จะไม่รับความเอ็นดูเป็นพิเศษเหล่านั้น หากไม่รับก็อาจเจอข้อหากระด้างกระเดื่อง ไม่รับความหวังดีของผู้ใหญ่ และอาจจะมีผลต่อหน้าที่การงานในอนาคต แต่หากรับก็มักจะถูกข้อกล่าวหาเรื่อง “สมยอม” หรือการยักคิ้วหลิ่วตาในทำนองรู้กันว่าเป็น “เด็กใคร”

 

ทั้งๆที่ “เด็ก” อาจไม่มีทางเลือกเลย

 

ถ้าเรื่องไปไกลกว่านั้น ยิ่งยากต่อการเลือก เพราะการอยู่แบบนี้ต่อก็มักจะได้ผลตอบแทน แต่หากไม่อยู่ต่อก็ต้องแลกด้วยทั้งชื่อเสียงและอนาคต และหลายครั้งที่เหยื่อมาถึงสภาวะที่อึดอัดจนทนไม่ไหวก้ มักจะตัดสินใจเลือกครั้งสุดท้ายด้วยการก้าวออกมาเงียบๆ เพื่อให้เจ็บตัวน้อยที่สุด ขณะที่ผู้กระทำก็ดำรงตนอยู่ในฐานะผู้ใหญ่ต่อไป และไม่รู้ว่าวันใดจะยื่นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ให้กับคนอื่นอีก

 

แต่เมื่อใดที่เรื่องแบบนี้ไม่เป็นความลับอีกต่อไป เราก็มักเห็น “สัญชาตญาน” ด้านมืดของผู้ใหญ่ใจดีเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกหาความรับผิดชอบร่วมกันจากผู้ถูกกระทำ หรือการปกป้องตนเองในรูปแบบต่างๆ โดยหาเหตุผลนานัปการมารองรับ

 

คนเหล่านี้มักจะมาในรูปของ “ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ประสงค์ปกป้องตนเอง” ปฏิเสธการตรวจสอบทุกรูปแบบ แม้ว่าจะดูไม่น่าเชื่อถือ หรือยิ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับท่าทีของตัวเองแค่ไหน

  

ที่จำต้องปกป้องตัวเองทุกวิถีทาง เพราะนี่คือด่านที่จะพังทลายกำแพงความน่าเชื่อถือ ความเป็นผู้ใหญ่ และสถานะหน้าที่การงานของพวกเขา เพราะต้องไม่ลืมว่าการกระทำเหล่านี้ย่อมถือเป็นการละเมิดจริยธรรมอย่างใหญ่หลวง และไม่เป็นที่ต้องการในสังคมวงกว้าง

 

ยิ่งใกล้ตัวขึ้นเท่าไหร่ ผู้ใหญ่ใจดีที่ถูกจี้ใจดำ  ก็จะยิ่ง “พล่าน” มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเผยธาตุแท้ของตัวตน โดยไม่คำนึงถึงความสมเหตุสมผล

  

เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีกับใครแม้แต่น้อย  ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำ หรือผู้กระทำ  และเรื่องราวจะไม่เกิดหากผู้กระทำรู้จักควบคุมตัวและวางตัวให้สมกับวุฒิภาวะ   ผู้ใหญ่ทั้งหลายจงจำไว้ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากใคร แต่เกิดที่ตัวและจบได้ที่ตัว 

---

คอลัมน์ขยายปมร้อน : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ 

 

 


เปิดอ่าน