ไทยต้องแลกอะไรแทน “ค่าโง่”

ไทย, ต้อง, เสียอะไร, แทน, คมชัดลึก, ขยายปมร้อน, อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ, ค่าโง่

การใช้มาตรา 44 ยกเลิกการทำเหมืองทอง เมื่อปลายปีที่ผ่านมาทำท่าจะไม่จบลงง่ายๆ และบริษัทเองก็ไม่ผลีผลามเข้าสู่การเรียกค่าเสียหาย ต้องจับตาว่าอะไรที่เราจะต้องแลก

กลายเป็นประเด็นต่อเนื่องสำหรับการใช้ มาตรา 44 ปิดเหมืองทองเมื่อปลายปี 2559 ทำให้ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดต จากประเทศออสเตรเลีย ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทอัครา รีซอร์เซส จำกัด (มหาชน) ผู้รับประทานบัตรเหมืองทองคำ เตรียมเรียกค่าเสียหายจากประเทศไทยโดยการฟ้องต่ออณุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าไทยทำผิดข้อตกลง FTA ระหว่างไทยและออสเตรเลีย และมีความเป็นได้ไม่น้อยว่าหากแพ้ในชั้นอณุญาโตตุลาการ ไทยอาจต้องเสีย “ค่าโง่” อีกครั้งโดยมีประชาชนเป็นผู้สนบสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด

 

เรื่องนี้เราได้กล่าวถึงตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การใช้มาตรา 44 แม้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายในไทยแบบเบ็ดเสร็จชนิดไม่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น แต่ในประชาคมโลกไม่ใช่เช่นนั้น ม.44 และอำนาจรัฏฐาธิปัตย์มิอาจเอื้อมวงแขนแห่งอำนาจออกไปถึงได้

 

เพราะสิ่งที่ “คิงสเกตฯ” กำลังทำนั้น กำลังทำคือการเรียกร้องว่าไทยทำผิด และไม่ใช้หลักการสากลที่ถูกต้องในการระงับสัญญาการทำธุรกิจ  ข้ออ้างเรื่องสิ่งแวดล้อม และความแตกแยก ล้วนแล้วแต่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นวิชาการอย่างชัดแจ้งและเป็นรูปธรรม 

 

ถึงนาทีต้องบอกว่า “คิงสเกต” ถือไพ่เหนือกว่า เพราะการใช้คำสั่งที่เป็นอำนาจที่มิได้มาตามระบบ หรือมิได้มีรากจากผลการศึกษาที่ถูกต้อง ย่อมไม่สามารถเป็นการรับรองอำนาจในเวทีโลกได้ และหากขึ้นสู่ชั้นอนุญาโตตุลาการก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวว่า “ไทย” จะแพ้

 

แต่เกมส์นี้่อาจจะล้ำลึกกว่านั้น เพราะ “ผู้เสียหาย” ไม่ผลีผลาม กระโดดเข้าขย้ำเหยื่อ แม้จะมีการระบุว่าค่าโง่ที่ต้องจ่ายอาจถึง 30,000 ล้านบาท แต่ทางเจ้าตัวกลับออกมาปฏิเสธว่าพวกเขาไม่เคยกล่าวถึงตัวเลข 30,000 ล้านบาทเลย

 

พวกเขาเพียงแต่บอกว่าตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจากับรัฐบาลไทย และไม่ต้องการที่จะกดดัน หรือขีดเส้นตายใดๆทั้งสิ้นเพื่อให้การเจรจาไปได้ด้วยดี

 

สิ่งที่ “อัคราฯ” ระบุคือในขั้นตอนการเจรจา สิ่งที่พวกเขาต้องการรคือการ การันตีว่าเขาจะได้ทำเหมืองต่อในประทานบัตรเดิมที่เขาเคยได้ ซึ่งจะมีอายุถึงปี 2572 และจะไม่มีอะไรที่มาทำให้ธุรกิจของพวกเขาสะดุดหยุดลงเหมือนที่ ม.44 เคยทำไว้

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาบอกว่าที่ผ่านมาในการสั่งปิดเหมืองก็ทำให้เสียหายไปไม่น้อย การเรียกร้องค่าเสียหายนั้นเป็นตัวเลือกที่ต้องได้อยู่แล้ว แต่เป็นสิ่งที่จะตามมาหลังจากได้รับการยืนยันว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่ควรได้ และรับรองว่าจะได้ทำธุรกิจต่อไป

 

พวกเขาไม่ได้บอกว่าตัวเลขค่าเสียหายหากต้องปิดเหมืองอยู่ที่เท่าไหร่ แต่เลี่ยงเพื่อบอกว่าทีผ่านมา รายได้ของพวกเขาอยู่ทีปีละ 5,000 ล้านบาท

 

ตัวแทนชาวไทยของ “อัคราฯ” บอกกับทีมข่าวของเครือเนชั่นฯ ในวันที่มาชี้แจงระบุว่า “เขาเองก็ไม่ต้องการให้เกิดการจ่าย เพราะนั่นก็หมายถึงเงินของพวกเราประชาชนคนไทย” แต่สิ่งที่เขาพูดต่อมาก็คือ การเจรจาทางตัวแทนของรัฐบาลไทยที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั่งหัวโต๊ะ ก็ไม่ต้องการให้จ่ายเงินเช่นกัน ก็ต้องมาดูว่าจะเยียวยาหรือชดเชยอย่างไรได้บ้าง

 

จุดนี้เองที่ทำให้เห็นถึงความใจเย็นของ “อัคราฯ” และ บริษัทแม่อย่าง “คิงส์เกตฯ” ที่ใช้ชั้นเชิงในการเจรจา เรียกร้องผลประโยชน์ทดแทนสิ่งที่เสียไป เพราะสิ่งที่เสียไปอาจคำนวณเป็นต้นทุน และสิ่งที่ได้มาต้องคุ้มค่า และความคุ้มค่าไม่ได้จำกัดในรูปแบบของตัวเงินเท่านั้น

    

สิ่งที่ต้องจับตาดูจากนี้คือ วงเจรจาที่ว่าจะได้ข้อตกลงอย่างไร  และรัฐบาลไทยจะต้อง “มอบ” สิ่งใดให้กับทางบริษัทเอกชนเพื่อชดเชยความเสียหาย แลกกับการที่ต้องไม่ให้เรื่องขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการ   

 

ขณะที่รัฐบาลก็คงชอบแนวทางนี้มากกว่าที่จะต้องควักเงิน หลายหมื่นล้าน ซ้ำยังถูกตราหน้าว่าแพ้ในเวทีโลก 

 

การเสียเงินนั้นกระทบกับความรู้สึกของคนมากกว่าการสูญเสียอย่างอื่นที่เข้าใจยากเช่น สัมปทานเพิ่มเติม หรือสิทธิประโยชน์อื่นใด  แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว  ประชาชนก็ได้แต่ทำตาปริบๆกับ “ค่าโง่”ครั้งนี้ไม่ว่าจะต้องสูญเสียมันในรูปแบบใดก็ตาม

------

(คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)


เปิดอ่าน