“กิ๊ก” ในสังคมไทย

กิ๊ก, ห้ามมีกิ๊ก, สนช, มีมานานแล้ว

รู้ลึกกับจุฬา

                เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาพูดกับสื่อว่ารัฐบาลกำลังจะออกกฎหมาย “ห้ามมีกิ๊ก” ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ…. กฎหมายฉบับใหม่นี้จะยกร่างขึ้นมาแทนที่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 โดยมุ่งหมายที่จะครอบคลุมถึงการคุ้มครองจิตใจนอกเหนือไปจากร่างกายด้วย โดยในขณะนี้ ร่างกฎหมายนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

              นัยว่าจากการตีความของกฎหมายนี้ การมีกิ๊ก รวมไปถึงการนอกใจคู่สมรส ซึ่งนับว่าเข้าข่ายความรุนแรงทางจิตใจ นำไปสู่คำถามที่น่าสนใจว่า สังคมไทยมองเรื่องการมี “กิ๊ก” อย่างไร และเพราะเหตุใดจึงต้องมีกฎหมายมาควบคุมเรื่องนี้

             ศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ อาจารย์จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาทางสังคมและวัฒนธรรม มองว่าเราควรตั้งคำถามก่อนว่า รัฐควรเข้ามากำกับชีวิตทางเพศของพลเมืองหรือไม่ อย่างไร เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล

               “รัฐไม่ควรเข้ามากำกับชีวิตส่วนตัวของพลเมือง ถ้ามาทำแบบนี้ ต่อไปรัฐสั่งห้ามกินสปาเกตตี สั่งห้ามทาปากแดง ชีวิตเราจะยุ่ง กฎหมายควรมีไว้เพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่ควรมีหน้าที่ควบคุมรสนิยมทางเพศ ความสัมพันธ์ของคน”ศ.ดร.สุวรรณา แสดงทัศนะ

               ศ.ดร.สุวรรณา ตั้งคำถามว่า “กิ๊ก” ในการนำเสนอข่าวและที่นายกฯ ประยุทธ์พูด นิยามไว้อย่างไร เป็นเมียน้อย หรืออยู่ระหว่างแฟนและเมียน้อย มีความสัมพันธ์ทางเพศไหม คงต้องหาคำตอบให้ชัดเจน แต่ถ้าถามว่าการนอกใจคู่สมรส หรือมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสในสังคมไทยเป็นอย่างไร คงต้องตอบว่า “มีมานานแล้ว” และยังคงเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อที่ยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยจนถึงทุกวันนี้

              ทั้งนี้ กฎหมายผัวเดียวเมียเดียวในไทยเพิ่งจะมีเมื่อปี พ.ศ. 2478 รองรับให้ผู้ชายมีภรรยาได้คนเดียว แต่ถ้ามีภรรยาน้อย กฎหมายไม่รับรู้ หมายความว่า ไม่รับรองสิทธิ หรือ มรดกทรัพย์สิน แต่ก็ไม่ได้ห้าม การมีภรรยาน้อยก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย

            แต่ถ้าย้อนกลับไปเป็นตอนสมัยอยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ สังคมไทยมีการแบ่งประเภทเมียไว้ชัดเจน เช่น ภรรยาหลวง ภรรยาทาส เป็นต้น

               ศ.ดร.สุวรรณา บอกว่ากฎหมายไทยควบคุมเรื่องเพศของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่น การยอมรับบุตร ผู้ชายสามารถมีลูกกับภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายได้ แต่ผู้หญิงไม่ได้ ถ้ามีลูก ต้องมีสามีตามกฎหมายมาเกี่ยวข้อง

              “เรื่องการหย่าร้างก็เช่นกัน ก่อนหน้าปี 2550 เหตุแห่งการหย่าของผู้ชาย คือภรรยามีชู้ แต่เหตุแห่งการหย่าของผู้หญิงคือ สามีเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภรรยา มันหมายความว่าผู้หญิงมีเซ็กส์นอกสมรสไม่ได้ แต่ผู้ชายมีเซ็กส์นอกสมรส ไม่เป็นเหตุแห่งการฟ้องหย่านะ” ศ.ดร.สุวรรณากล่าว พร้อมเสริมอีกว่า คำว่า "ชู้” นี่ก็ใช้สำหรับเรียก ชายชู้ เท่านั้น ส่วนถ้าเป็นหญิง เราจะเรียกว่าเมียน้อย

              ส่วนประเด็นที่ว่า กฎหมายห้ามมีกิ๊กจะสำเร็จและช่วยลดอัตราการนอกใจของคู่สมรสชายหญิง ได้มากน้อยแค่ไหน ศ.ดร.สุวรรณา บอกว่าไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะการนำกฎหมายไปจัดการวัฒนธรรมที่มีมานานและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมากกว่าร้อยปี

              “มหาวิทยาลัยมหิดลเคยทำวิจัยสำรวจชายไทยเรื่องมีชู้ มีกิ๊กนี่แหละ พบว่าร้อยละ 41-42 ยอมรับว่าตนเองมีเพศสัมพันธ์นอกกฎหมาย และยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของผู้ชาย คือมันแสดงว่าถึงแม้เราจะยอมรับระบบผัวเดียวเมียเดียวมาตั้งแต่ปี 2478 แต่มันก็ไม่ได้จริงจังกับวัตรปฏิบัติจริง เราเพียงแค่ไม่จดทะเบียนซ้อนเท่านั้น” ศ.ดร.สุวรรณา ระบุ

                  ข้อมูลน่าสนใจอีกอย่างคือ ศ.ดร.สุวรรณาบอกว่า ระบบผัวเดียวเมียเดียวในสังคมไทยได้รับการสนับสนุนโดยชนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ตรงข้ามกับชนชั้นสูงและชนชั้นล่างที่นิยมอยู่นอกระบบผัวเดียวเมียเดียว

                 “ต้องเข้าใจว่าชนชั้นกลางมีลักษณะอย่างหนึ่งคือทรัพย์สมบัติมีจำกัด ถ้ามีเมียเยอะ จะแบ่งสมบัติไม่ได้ ไม่พอ แต่ถ้าเป็นชนชั้นสูง เขาสบายมากเพราะเขารวย แจกจ่ายได้ไม่กระทบกระเทือน ส่วนชนชั้นล่าง เขามีสมบัติน้อยมากจนผลกระทบของการมีเซ็กส์นอกสมรส หรือการมีเมียน้อยมันไม่ค่อยมีผลกระทบต่อทรัพย์สมบัติ” ศ.ดร.สุวรรณาอธิบาย

                 ส่วนกรณีของทัศนะของหญิงไทย ศ.ดร.สุวรรณาเองก็บอกว่างานวิจัยดังกล่าวได้มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิง ซึ่งจำนวนหนึ่งยอมรับว่าให้ผู้ชายหรือสามีไปซื้อบริการทางเพศ ดีกว่าจะไปมีเมียน้อย เพราะการมีเมียน้อยจะส่งผลกระทบมากในความสัมพันธ์ของครอบครัว แต่การเที่ยวบริการ คือการจ่ายเงินแล้วก็จบอยู่ที่ตรงนั้น

                 แต่ในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้หญิงมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ผู้หญิงมีสิทธิ มีปากมีเสียง ก็พบว่ามีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมีทัศนคติว่า “ในเมื่อเธอทำได้ ฉันก็ทำได้” และผู้หญิงจำนวนหนึ่งก็เลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสเหมือนกับผู้ชายเช่นกัน ศ.ดร.สุวรรณากล่าวทิ้งท้ายไว่อย่างน่าสนใจ


เปิดอ่าน