ลำดับเหตุการณ์คดี'บุญทรง-พวก'ทุจริตระบายข้าวจีทูจี

ป.ป.ช.ใช้เวลา 2 ปีเศษรวบรวมพยานหลักฐานจีทูจี แล้วสรุปสำนวนส่งให้ "อัยการสูงสุด" ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

            ยืนยันแล้วจากปาก 2 อดีตรัฐมนตรี “บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ - ภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์” จำเลยคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ในการไต่สวนคดีปกครองร้องขอทุเลาคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝาก ชดใช้ค่าเสียหายการระบายข้าวนับพันล้านบาทว่า “เขา” จะไม่พลาดพร้อมไปตามนัดลุ้นพิพากษาคดี 25 ส.ค.นี้ 09.00 น.ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งนัดตัดสินพร้อมกับคดีโครงการจำนำข้าวที่หัวหน้าคณะรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” ตกเป็นจำลย

            แม้ข้อกล่าวหาระบายข้าวจีทูจี จะเข้าสู่ ป.ป.ช.ก่อนโครงการจำนำข้าว แต่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดจีทูจีในเวลาหลังจากสรุปสำนวนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯโครงการรับจำนำข้าว นั่น!!ก็เพราะข้อกล่าวหาจีทูจีมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนในหลายขั้นตอน ส่วนข้อกล่าวหาอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวมีเพียงตัวนายกฯเพียงคนเดียวกับความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม.123/1 แต่กรณีของ “นายบุญทรงและคณะระบายข้าว” เป็นเรื่องกล่าวหามีการทุจริตการฮั้วประมูลการระบายข้าวในชั้นของอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเกิดขึ้น

            ซึ่ง ป.ป.ช.ก็ใช้เวลา 2 ปีเศษรวบรวมพยานหลักฐานจีทูจี กระทั่งเมื่อปี 2558 จึงสรุปสำนวนหลักฐานการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ ตามกฎหมายอื่น ส่งให้ “อัยการสูงสุด” ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

           แล้ว...ปฏิบัติการล่าความจริง “มหากาพย์จำนำข้าว-ระบายข้าว” ผ่านกระบวนการยุติธรรมก็เริ่มขึ้น

           ลำดับเวลาคดี

           -4 ธ.ค.55 คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ข้อร้องเรียน น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาเกิดการทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจีเก๊ โดยมีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุ กก.ไต่สวน

            -20 ม.ค.58 โครงการจำนำข้าวพ่นพิษ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ - นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ทั้งสองในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว และคณะข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศ , สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ กับเอกชน ตามประมวลกฎหมายอาญา , พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฮั้วประมูล) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2542

           -16 ก.พ.58 สำนวน ป.ป.ช.ส่งถึงมืออัยการสูงสุด “ตระกูล วินิจนัยภาค” แล้วอัยการก็เห็นว่าสำนวนไร้ข้อไม่สมบูรณ์ ไม่ต้องตั้งคณะทำงานร่วมสอบประเด็นเพิ่มเติม

           -15 มี.ค.58 นายตระกูล อัยการสูงสุด สั่งคณะทำงานอัยการยื่นฟ้อง “บุญทรง และคณะอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 คน,ข้าราชการการเมือง 3 คน,นิติบุคคลและกรรมการบริษัทรวม 21 ราย” ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 ม.4, 9, 10,12 ประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการหรือรักษาทรัพย์ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ และม.157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ123/1 ซึ่งความผิดที่ฟ้องมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งคณะทำงานได้ร่างคำฟ้องหนากว่า 40 หน้า บรรยายพฤติการณ์ที่เกิดเหตุช่วงวันที่ 8 ก.ย.54 - 22 ก.พ.56 พร้อมข้อกล่าวหา

             ขณะที่ศาลให้ประกันจำเลย ตีวงเงินประกันสำหรับ “บุญทรง อดีตรมว.พาณิชย์ - ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ – ‘เสี่ยเปี๋ยง’ อภิชาต จันทร์สกุลพร นักค้าข้าวคนสำคัญ ” คนละ 20 ล้านบาท หลังจากที่ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” ก็ได้ประกันตัวไปในโครงการรับจำนำข้าวด้วยวงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท ส่วนจำเลยอื่นคดีจีทูจี ศาลก็ให้ประกันโดยกำหนดวงเงินคนละ 5 - 8 ล้านบาท

             - 12 พ.ย.58 ศาลตรวจหลักฐานและพยานทั้งสองฝ่าย อัยการโจทก์ ยื่นบัญชีพยานบุคคล 122 ปาก ส่วนจำเลยทั้งหมด ยื่นบัญชีพยาน 1,032 ปาก แต่สุดท้ายร่วมพิจารณากันก็ตัดพยานคงเหลือเฉพาะที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับประเด็น โดยให้อัยการโจทก์ นำพยานเข้าไต่สวน 29 ปาก ส่วนจำเลย ให้ไต่สวนพยานได้ 92 ปาก ซึ่งสองฝ่ายก็มีพยานร่วมกันด้วยอีก 19 ปาก โดยศาลให้ทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าไต่สวนให้เสร็จภายใน 20 นัด

           -17 มี.ค.58 คณะทำงานอัยการหอบคำฟ้องหนากว่า 40 หน้า ขนไปพร้อมสำนวนการไต่สวน ป.ป.ช. และเอกสารหลักฐาน 1,628 แฟ้ม เอกสารกว่า 70,000 หน้า รวมทั้งหมด 205 ลัง ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลฎีกาฯ โดยขอให้ลงโทษตามความผิด และขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้ง 21 ราย รวม 35,274,611,007 บาทด้วย ซึ่งคิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งในสัญญาระบายข้าวกว่า 5 ล้านตันที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ โดย ก.ม.ฮั้วประมูล ม.4 กำหนดให้ขอปรับได้ร้อยละ 50 จากมูลค่าตามสัญญา

             -25 มี.ค.58 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 130 คน ลงมติเลือกผู้พิพากษา 9 คนเป็นองค์คณะรับผิดชอบคดี โดยเลือก “ธนฤกษ์ นิติเศรณี” ประธานแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาขณะนั้นเป็นเจ้าของสำนวน (นายธนฤกษ์ เตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ 1 ต.ค. นี้ )

              -9 เม.ย.58 องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน มีมติเอกฉันท์ว่าคดีครบองค์ประกอบความผิดและอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาฯ ก็มีคำสั่งให้ประทับรับคำฟ้องของอัยการสูงสุดไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 เพื่อมีคำพิพากษาต่อไป

             - 09.30 น. 29 มิ.ย.58 “บุญทรง อดีตรมว.พาณิชย์ และคณะ” มาแสดงตัวครั้งแรกต่อหน้าองค์คณะทั้ง 9 คน ขาดเพียง พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะหรือหมอโด่ง จำเลยที่ 3 อดีตผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ กับนายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 คนสนิทของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพรหรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ ที่ชิงหนีคดีไปเสียก่อน ศาลจึงสั่งออกหมายจับและจำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับคนทั้งสองนับแต่นั้น

               ขณะที่จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้ข้อกล่าวหาของอัยการ ที่ว่าเมื่อวันที่ 8 ก.ย.54 - 12 ก.พ.56 จำเลยที่ 1- 6 และจำเลยที่ 7 - 21 กับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้แบ่งหน้าที่กันทำเป็นลำดับขั้นตอน ได้เสนอขายข้าวให้กับบริษัท กวางตุ้ง และบริษัท ไห่หนาน ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศจีน ที่ได้สิทธิซื้อข้าวจากประเทศไทย ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ตามระบบการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยจำเลยที่ 1- 6 อ้างว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นตัวแทนจากประเทศจีนซึ่งไม่เป็นความจริง และจำเลยยังได้ขายข้าวให้กับเอกชนโดยจำเลยที่ 7-21 เป็นผู้ชำระราคาและรับมอบข้าว ซึ่งจำเลยที่ 1- 6 มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติทำสัญญาส่งมอบข้าวที่ย่อมรับรู้หรือมีพฤติการณ์ปรากฏแจ้งชัดว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แต่กลับละเลยไม่ดำเนินการยับยั้งหรือยกเลิกการทำสัญญาระหว่างประเทศไทยและบริษัทของประเทศจีน ทำให้เกิดความเสียหายต่อกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

             นอกจากนี้ยังกระทำผิด ตามพ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ โดยกระทำการใดหรือไม่กระทำการใดที่ให้การแข่งขันราคาเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เอื้ออำนาจให้แก่บริษัทของประเทศจีนมีสิทธิเข้ามาทำสัญญาซื้อข้าวโดยไม่ต้องการผ่านการเสนอราคาต่อกรมการค้าต่างประเทศ เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตทำให้หน่วยงานรัฐเกิดความเสียหายหลายแห่ง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันตามสัญญาซื้อขายข้าวรวม 4 ฉบับ

              แต่ยังไม่ทันจะเริ่มไต่สวนพยานคดีนายบุญทรง เมื่อวันที่ 13 ม.ค.59 “ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร” อัยการสูงสุด ก็สั่งฟ้องเพิ่ม 7 เอกชน “ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร – บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด - บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด - บริษัท เจียเม้ง จำกัด – กรรมการแต่ละบริษัท” สนับสนุนการทุจริตระบายข้าว หลัง ป.ป.ช.ส่งสำนวนหลักฐานเพิ่มเอกสาร 2,280 แฟ้ม ความหนา 85,990 แผ่น เพราะมีการพฤติการณ์กระทำผิดต่อเนื่องจากนโยบายการจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นฟ้อง “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” และยื่นฟ้อง “นายบุญทรง กับคณะระบายข้าวรวม 21 ราย” ทุจริตการระบายข้าว

              โดยเอกชนทั้ง 7 รายรับข้าวมาตามสัญญาและมีการจ่ายแคชเชียร์เช็ค แต่กลับไม่มีการส่งข้าวจริงไปยังต่างประเทศโดยข้าวนั้น กลับมีการหมุนเวียนอยู่ในตลาดประเทศไทย ซึ่งพยานหลักฐานประมาณ 80 % เป็นพยานชุดเดียวกับคดีนายบุญทรงที่จะแสดงให้เห็นว่าข้าวที่ซื้อเป็นข้าวที่กรมการค้าต่างประเทศทำสัญญาขายให้กับบริษัทจีน 2 บริษัท แต่กลับเอาเงินของนิติบุคคลในประเทศไปชำระราคา แล้วนำข้าวไปให้นิติบุคคลในประเทศ โดยเฉพาะนิติบุคคลกลุ่มเจ้าของโกดังที่เก็บข้าวจะรู้อยู่แล้วว่าการซื้อขายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว โดยสัญญาจีทูจีไม่ได้ขายในประเทศ การที่นิติบุคคลออกเช็คไปชำระหนี้ให้กับกรมการค้าต่างประเทศ เท่ากับว่าสนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

               ส่วนของบริษัท กวางตุ้ง จำกัด (Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp.) กับนิติบุคคล รวมทั้งผู้แทนหรือเจ้าหน้าที่นิติบุคคลจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อีก 7 คน อัยการสูงสุดเห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ จึงให้ดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมตามกฎหมาย ซึ่งติดปัญหาการส่งเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาให้กลุ่มเอกชนชาวจีนที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศจีน ก็ต้องดำเนินการขอความร่วมมือทางอาญา กระบวนการจึงต้องรอติดตามตัวผู้ต้องหาชาวจีนที่เหลือมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งคดีจะมีอายุความ 20 ปี ซึ่งแม้ขณะนี้ยังไม่ได้ตัวเข้ามาสู่สำนวนแต่ไม่กระทบกับคดีที่ยื่นฟ้องนายบุญทรงกับพวก

               -25 ก.พ.59 ศาลฎีกาฯ สั่งรับคดี 7 เอกชนไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำหมายเลขดำ อม.1/2559โ และให้ประกันตัวไปวงเงินคนละ 5 ล้านบาท

               -2 มี.ค.59 ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้รวมสำนวนคดี “บุญทรงและคณะระบายข้าว” เป็นคดีเดียวกับ 7 เอกชนตามที่อัยการร้องขอ เพราะคดีเกี่ยวพันกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกัน

              -27 เม.ย.59 องค์คณะฯ มีคำสั่งรับคำร้องของอัยการ ที่มีคำขอทางแพ่งให้เอกชนทั้ง 7 รายที่ยื่นฟ้องใหม่ต้องชดใช้เงินต่อความเสียหายด้วยประมาณ 26,000 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย

               -15 มิ.ย.59 อัยการนำพยานไต่สวนนัดแรก  โดยนำ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เปิดคดี พร้อมนายสกล หาญสุทธิวารินทร์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นก็ทยอยส่งพยานจากกรมการค้าต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ตามมาทั้ง น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ,นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ นักวิชาการเชี่ยวชาญ กรมการค้าต่างประเทศ ,น.ส.พันธุ์สุดา จันทรโมลี เจ้าหน้าที่กรมการค้าต่างประเทศ ,น.ส.รัตนาภรณ์ ไตรรัตนานุสรณ์ นักวิชาการชำนาญพิเศษ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

               - กระทั่ง5 ก.ค.60 ศาลฎีกาฯ ไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายเสร็จ โดยฝ่ายนายบุญทรงและคณะ นำนายซู จ้าวหมิง ทนายความบริษัทเอกชนในประเทศจีน ซึ่งได้รับว่าจ้างให้ตรวจสอบสัญญาการซื้อขายข้าวของบริษัท กวางตุ้ง จำกัด (Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp.) และบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง ขึ้นเบิกความปิดคดีว่า บ.กวางตุ้งฯ และบ.ไห่หนานฯ ได้รับโควต้าจากรัฐบาลกลางจีนในการซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทยก่อนเซ็นสัญญาหรือไม่นั้นไม่ทราบ เพราะได้รับมอบหมายจากนายบุญทรงให้ตรวจสอบเฉพาะข้อกฎหมายว่าบริษัท 2 แห่งนี้สามารถทำสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลต่างประเทศได้หรือไม่เท่านั้น และก็ยังมีพยาน 2 คนไทยที่ลงนามรับข้าวจากโรงสีเอกชน

              ส่วนพยานหลักฐานที่นำสืบคดีจีทูจี จะฟังได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องลุ้น 25 ส.ค.นี้ พร้อมกับการการวินิจฉัยคดีจำนำข้าว “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” 

               แต่ที่ต้องจับตาดูมากกว่านั้น คือ คดีจีทูจีที่ขณะนี้มีจำเลยเหลืออยู่ 26 คน จะมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ โดยพร้อมเพรียงกันหรือไม่ เพราะถ้าขาดจำเลยเพียงคนเดียว  พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 32 บัญญัติว่า “….ในกรณีที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา แต่จำเลยไม่อยู่หรือไม่มาฟังคำพิพากษา ให้ศาลเลื่อนการอ่านออกไปและออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา ถ้าออกหมายจับแล้วใน 1 เดือนยังไม่ได้ตัวจำเลยมา ศาลก็อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้...”

              สุดท้ายจะจบแบบลุ้นเจ็บ หรือจะลี้ภัยให้จบเหมือนคนแดนไกล ก็ต้องตามดูความจริงวันที่ 25 ส.ค.นัดชี้ชะตา!! “รวมดาวนักการเมืองดัง”

           รายชื่อจำเลยคดีจีทูจี 

          *** รายชื่อจำเลยคดีจีทูจี 28 ราย ประกอบด้วย 

           กลุ่มนักการเมืองและข้าราชการพลเรือน 6 ราย ได้แก่ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะ ปธ.อนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1 ,นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะ ปธ.อนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 ,พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ,จำเลยที่ 3 (หนีคดีศาลออกหมายจับ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว) ,นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 ,นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีต รองอธ.กรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 ,นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยงหรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศและอดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6

            เอกชน 22 ราย ได้แก่ นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 ,นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8 ,นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9 ,บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 ,น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11 ,น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12 ,น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดีหรือจันทะเอ จำเลยที่ 13 ,นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14 ( มีคดีที่ถูกอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ส่งไปขายอิหร่าน 20,000 ตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ซึ่งศาลแขวงสมุทรปราการ พิพากษาจำคุก 6 ปีและปรับ 12,000 บาท โดยให้เสี่ยเปี๋ยงและ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ร่วมคืนทรัพย์สิน (ข้าว) ให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือชดใช้แทนในราคา 175,480,000 บาทรวมทั้งค่าเสียหายอื่นอีกรวมกว่า 200 ล้านบาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างรอฟังผลศาลฎีกา เสี่ยเปี๋ยงได้ประกันศาลชั้นต้น วงเงิน 700,000 บาท)

             นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 ,นายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 (หนีคดีศาลออกหมายจับ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว) ,นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 17,นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 ,นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19 ,บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดหรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 ,น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 ,ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22 ,นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 23 ,บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัดโดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่ 24 ,บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25 ,นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท จำเลยที่ 26 ,บริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 27 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท จำเลยที่ 28


เปิดอ่าน