ทำไมแฮ็กเกอร์อยากได้ “บิทคอยน์” เป็นค่าไถ่คอมพ์?

เจาะประเด็นร้อน, ทำไมแฮ็กเกอร์อยากได้ บิทคอย เป็นค่าไถ่คอมพ์, ทำไม, แฮ็ก, เกอร์, อยากได้, บิทคอยน์, เป็น, ค่าไถ่, คอมพ์, เป็นค่าไถ่คอมพ์, วอนนาคราย, อยากร้องไห้, WanaCrypt0r, อยากถอดรหัส, คม ชัด ลึก, บิทคอย

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

     จากวันนี้ไปวงการแฮ็กเกอร์ใต้ดินระดับโลก ได้จารึกชื่อ “เดอะชาโดว์โบรกเกอร์” (The Shadow Broker) ขึ้นแท่นโจรมหาโหด หลังปล่อยโปรแกรมเรียกค่าไถ่ “วอนนาคราย” WannaCry ที่ต้องถือว่าโหด เพราะที่ผ่านมาวงการแฮ็กเกอร์จะนิยมกลั่นแกล้งปล่อยมัลแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์วายร้ายตัวแสบเพื่อไปทำลายหรือทำร้ายระบบคอมพิวเตอร์คนอื่นเพื่อกลั่นแกล้งหรือเพื่อความสะใจมากกว่า แต่กลุ่มนี้ทำตัวเป็น “โจรเรียกค่าไถ่” ...

     โดยเฉพาะ การไปจัดการระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ โรงพยาบาล บริษัทขนส่ง สถาบันการเงิน ฯลฯ และแสบสุดคือการให้จ่ายค่าไถ่เป็น “บิทคอยน์” (Bitcoin) หรือ สกุลเงินดิจิทัล ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีเหรียญหรือธนบัตรที่จับต้องได้ และที่สำคัญคือสามารถสร้างระบบปกปิดเจ้าของเงินหรือผู้โอนเงินได้อย่างเสรี...

     คำว่า “วอนนาคราย” หมายถึง “อยากร้องไห้” นับเป็นมุกตลกร้ายในการตั้งชื่อของแฮ็กเกอร์กลุ่มนี้ เพราะถ้าใครเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเจอหน้าจอเป็นสีแดง แล้วมีนาฬิกาดิจิทัลนับถอยหลังอยู่ด้านซ้ายมือ คงต้องอยากร้องไห้ดังๆ เพราะหมายถึงโดนจับเรียกค่าไถ่เสียแล้ว

     WannaCry ย่อมาจากชื่อเต็มว่า “WanaCrypt0r” หมายความว่า “อยากถอดรหัส” หรือเปล่า ถ้าอยากได้กุญแจถอดรหัสก็ให้ส่งบิทคอยมาซะดีๆๆ โดยให้เวลา 3 วัน จ่ายค่าไถ่ 300 ดอลลาร์ แต่ถ้าชักช้าไม่รีบโอนเงินบิทคอยมาให้ ค่าไถ่จะเพิ่มเป็น 1 เท่า พร้อมขู่ว่าหากเกิน 7 วันจะไม่มีวันไถ่ถอนข้อมูลได้อีกเลย..

     แฮ็กเกอร์ระดับเขียนตำราขาย อธิบายให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่าวงการแฮ็กเกอร์ปัจจุบันมีการสร้างซอฟต์แวร์วายร้ายหลากหลายรูปแบบ เรียกรวมๆ กันว่า มัลแวร์ (Malware: Malicious Software) แบ่งชื่อย่อยเหมือนเชื้อโรคที่เราได้ยินบ่อยๆ เช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus) หนอนอินเทอร์เน็ต(Worm) ม้าโทรจัน(Trojan Horse) คุณสมบัติมัลแวร์พวกนี้แตกต่างกันไปเช่น ใช้ไปทำลายข้อมูลหรือแอบดักจับข้อมูล(Spyware) หรือแค่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ช้าหรือมีตัวโฆษณาขายของป๊อปอัพ(pop up)ขึ้นตลอดเวลา สร้างความเสียหายและรำคาญใจ

     “แต่ไม่กี่ปีมานี้วงการแฮ็กเกอร์ได้สร้างแรนซอมแวร์(Ransomware) แปลศัพท์ตามตัวหมายถึง “ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่” คือการยกระดับจากแค่กลั่นแกล้งทั่วไป เป็นหาเงินได้ด้วย แรนซอมแวร์ตัวล่าสุดนี้ฉลาดกว่าตัวอื่น เพราะปกติมัลแวร์ต้องมีการส่งบางสิ่งมายั่วยวน ให้เราเปิดอีเมลหรือดาวน์โหลดบางอย่างก่อน พวกมันค่อยมีโอกาสแทรกซึมเข้ามาในคอมพิวเตอร์ของเราได้ แต่วอนนาครายใช้ช่องโหว่ของระบบวินโดว์เข้ามาเลย ที่ฉลาดมากเพราะได้มาจากเอ็นเอสเอ หรือ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency:NSA) หน่วยงานพวกนี้ชอบจ้างแฮ็กเกอร์มาทำงานให้ หน่วยงานรัฐของอเมริกาจะใช้ช่องโหว่ตรงนี้แอบเข้าไปดูข้อมูลคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมีเซียนแฮ็กเกอร์กลุ่มหนึ่งเข้าไปแฮ็กหรือขโมยโปรแกรมแฮ็กเกอร์กลุ่มเดิม แล้วเอามาดัดแปลงเพื่อทำเป็นแรนซอมแวร์หาเงินเรียกค่าไถ่”

     แฮ็กเกอร์ข้างต้นยอมรับว่า ตอนนี้เกิดความเสียหายขึ้นกับคอมพิวเตอร์หลายแสนเครื่องทั่วโลก รวมถึงของประเทศไทยด้วยแต่การตามจับแฮ็กเกอร์ที่เรียกค่าไถ่เป็นเงิน “บิทคอยน์” นั้น ทำได้ยากแม้ว่าตอนนี้จะมีความพยายามในการแกะรอยที่มาของเงินดิจิทัลตัวนี้ว่ามีการโอนให้ใครอย่างไร เนื่องจากบิทคอยน์เกิดขึ้นมาจากการเขียนโปรแกรมเพื่อต่อต้านระบบธนาคาร แฮ็กเกอร์หรือคนในโลกออนไลน์ต้องการให้เงินไหลเวียนอย่างเสรี ไม่ต้องมีค่าธรรมเนียม

     “มีข่าวว่าปีที่แล้วมีคนพยายามติดต่อไปยังคนที่สร้างบิทคอยน์ เพื่อจะเรียกให้มารับรางวัลโนเบลแต่เขาไม่ยอมปรากฏตัวออกมา เพราะกลัวถูกตามล่า บิทคอยน์เป็นการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล ที่เจ้าของบัญชีมีเพียงหมายเลขประจำตัว แล้วเข้าไปซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินกับสิ่งของได้ เช่นคนขายของอยากให้คนซื้อจ่ายเป็นบิทคอยน์ แล้วเอาบิทคอยน์ไปซื้อของอย่างอื่นแทนไปเรื่อย สำหรับโจรแฮ็กเกอร์ที่ต้องการปิดบังตัวตน ทำได้ง่ายมาก เพราะบิทคอยน์จะเปิดกี่บัญชีก็ได้ง่ายแป๊บเดียวจะโอนอย่างไรให้ใครก็ได้ ไม่ต้องมีการรับรอง ไม่มีหลักฐานเอกสาร ขอแค่ 2 ฝ่ายคนโอนกับคนรับเงินเข้าใจกันทุกอย่างก็เรียบร้อยการสะกดรอยไม่ใช่ง่าย และถ้าวันไหนเบื่ออยากแลกบิทคอยน์ออกมาเป็นเงินสดหรือธนบัตร ก็ทำได้ในบางธนาคารที่เปิดระบบให้แลกเปลี่ยนบิทคอยน์เป็นเงินจริง เช่น อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ แต่ของไทยนั้น แบงก์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่ยอมรับการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ ทำให้ต้องไปหาแลกกันเองในโลกผู้ค้าออนไลน์”

     แฮ็กเกอร์กล่าวเตือนว่า ช่องโหว่ที่ถูกเปิดออกครั้งนี้ ภายในไม่กี่วันสามารถพัฒนาเป็นจากวอนนาครายเวอร์ชั่น 1.0 เป็น เวอร์ชั่น 2.0 แสดงว่าพวกแฮ็กเกอร์เริ่มเจอวิธีหาเงินเรียกค่าไถ่แบบง่ายๆ ได้แล้ว ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่อาจเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังจะมาในช่วงนี้ เป็นเหมือนเกมไล่ล่า ถ้าบริษัทไมโครซอฟท์ออกวิธีการแก้ไขมา พวกนั้นก็อัพเกรดใหม่ วิ่งไล่ตามกันไปเรื่อยๆ

     “หากใครไม่อยากเสียเงินจากคอมพิวเตอร์โดนจับเรียกค่าไถ่ มีวิธีการเดียวเท่านั้น คือ อย่าเก็บข้อมูลไว้เครื่องเดียว ต้องแบ่งเซฟไฟล์เก็บไว้หลายๆ ที่” แฮ็กเกอร์กล่าวแนะนำทิ้งท้าย

     ทั้งนี้ สกุลเงินของบิทคอยน์แตกต่างผันแปรตามความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายในแต่ตลาดของแต่ละประเทศสำหรับดอลลาร์ยูเอส 300 เหรียญเท่ากับ “0.17” บิทคอยน์ ถ้าเปรียบเทียบอัตราเงินบาทไทยตอนนี้ 1 บิทคอยน์แลกได้ประมาณ 60,657 บาท ถ้าโดนวอนนาครายเรียกค่าไถ่ หมายความว่าต้องควักกระเป๋า 10,329 บาท

     การวางแผนรับมือกับแฮ็กเกอร์ใต้ดินระดับเซียน ที่ผันตัวมาเป็น “โจรเรียกค่าไถ่ออนไลน์” ครั้งนี้ นับว่าเป็นศึกใหญ่หลวงนักของฝ่ายรักษาความปลอดภัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศไทย โดยเฉพาะการเรียกผลประโยชน์ตอบแทนด้วย “บิทคอยน์” ที่มีระบบอำพรางตัวผู้ร้ายได้เป็นอย่างดี

“บิทคอย”!แบงค์ชาติเตือนอันตราย

     ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกข้อมูลแนะนำประชาชนเรื่องสกุลเงิน “บิทคอย” เมื่อวันที่18มีนาคม2557สรุปได้ว่า

     บิทคอยเป็นหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย เนื่องจากมูลค่าของหน่วยข้อมูลดังกล่าวแปรผันไปตามความต้องการของกลุ่มคนที่ซื้อขายอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ยังมีเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูล เนื่องจากหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวต้องจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เท่านั้น

     รวมถึงปัญหาในการใช้งาน เช่น การโอนไปยังผู้รับผิดคนหรือผิดจำนวน หรือโอนไปยังร้านค้าแล้วแต่ไม่ได้รับสินค้า

 การติดตามข้อมูลการโอนเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานอาจทำได้ยาก หากต้องฟ้องร้องดำเนินคดี ต่างจากการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้การกำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทย


เปิดอ่าน
คลิปเกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด >>