“แล็บประชารัฐ”ตัวชี้วัดความปลอดภัยสินค้าเกษตร

แล็บ, ประชา, ความปลอดภัย, สินค้า, เกษตร, แล็บประชารัฐ, เซ็นทรัลแล็บ Central Lab Thai CLT, สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์, คม ชัด ลึก

“แล็บประชารัฐ”ตัวชี้วัดความปลอดภัย จากผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจฐานราก

               สอดรับกับโครงการเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจฐานราก ภายใต้นโยบายเกษตร 4.0 ที่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยสู่ผู้บริโภค บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "เซ็นทรัลแล็บ (Central Lab Thai: CLT)" ก็เร่งขยับปรับตัวครั้งใหญ่ หลังได้มือดีจากเอสเอ็มอีแบงก์ “สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์” มากุมบังเหียนเป็นหัวเรือใหญ่สนองนโยบายรัฐในเรื่องความปลอดภัย พร้อมปรับโฉมเซ็นทรัลแล็บชูจุดยืนใหม่ให้เป็น“แล็บประชารัฐ” ช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชน โอท็อป เอสเอ็มอี มุ่งสู่ 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล หลังมุ่งแต่ช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกมาอย่างยาวนาน

“แล็บประชารัฐ”ตัวชี้วัดความปลอดภัยสินค้าเกษตร

          “ที่ผ่านมาเรามุ่งแต่ช่วยผู้ประกอบการส่งออก พืชผักหรือสินค้าทุกอย่างที่มีการส่งออกจะต้องผ่านการตรวจวัดสารตกค้าง สารปนเปื้อนอย่างละเอียดหรือที่อยู่ในระดับที่มีความปลอดภัย แต่สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่คนไทยบริโภคอยู่ทุกวันกลับไม่มีการตรวจสอบใดๆ จึงเข้าทำนองที่ว่าฝรั่งทานปลอดภัย แต่คนไทยตาย”       

          สุรชัยเผยกับ “คม ชัด ลึก” ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จากนั้นเขาจึงเริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานขององค์กรใหม่ทันที หลังเข้าตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ด้วยเล็งเห็นว่า เซ็นทรัลแล็บ ซึ่งเป็นแล็บของรัฐ โดยมีกระทรวงการคลัง และ สสว. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แม้จะเป็นหน่วยงานเล็กๆ แต่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปช่วยยกระดับสินค้าชุมชน โอท็อป เอสเอ็มอี ให้อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ แม้ว่าสินค้าชุมชนนั้นจะมีการนำเรื่องราว (Story) มาใส่ มีการออกแบบ (Design) ที่สวยงามทันสมัยแล้ว แต่ถ้าได้ผ่านการตรวจและรับรอง (Certify) ด้านคุณภาพมาตรฐานด้วย จะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลและเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย   

         “การทำงานของ CLT หลังจากนี้ ด้านหนึ่งจะให้บริการตรวจและรับรองผลตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 แก่ผู้ประกอบการส่งออกอาหาร ส่วนอีกด้านก็จะเน้นความร่วมมือในลักษณะประชารัฐ จับมือกับภาคชุมชน ภาคเอกชน หน่วยงานของรัฐ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา รวมถึงสถาบันรับรองมาตรฐานต่างๆ มุ่งช่วย 4 กลุ่มหลัก คือ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน โอท็อป และเอสเอ็มอีรายเล็ก ให้เป็น Total Solution Lab คือสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยแหล่งปลูกหรือเพาะเลี้ยง ตรวจแหล่งผลิตต้นทางทั้งระบบ ตรวจผลผลิต ตรวจผลิตภัณฑ์หลังการแปรรูปและการสุ่มตรวจต่อเนื่อง เป็นระยะๆ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงแนะนำ”

“แล็บประชารัฐ”ตัวชี้วัดความปลอดภัยสินค้าเกษตร

        ไม่เพียงเท่านั้น เซ็นทรัลแล็บยังผนึกความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีเครือข่ายวิทยาเขตในต่างจังหวัด โดยร่วมสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมชุมชนโดยเฉพาะ ทั้งนี้สินค้าที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะมีคุณภาพมาตรฐานที่ตลาดปลายทาง ก่อนขึ้นสู่ห้างขนาดใหญ่พร้อมรับซื้อและยังสามารถขายในระบบออนไลน์ที่หน่วยงานมีโครงการรองรับอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็มีความพร้อมที่จะให้บริการและตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยการปรับปรุงระบบงานบริการให้กระชับและรวดเร็วขึ้น และลดต้นทุนขององค์กรให้ต่ำลง เพื่อลดค่าบริการสำหรับผู้ประกอบการระดับชุมชน และมีแผนเพิ่มจุดบริการให้ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด เพื่อให้สินค้าจากชุมชนเข้าถึงบริการแล็บสะดวกและทั่วถึง

         สำหรับการให้บริการเซ็นทรัลแล็บนั้น สุรชัยแจงว่า มีอยู่ 2 ด้านหลักคือ ด้านการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่จะรองรับการให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนและยกระดับผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs OTOP วิสาหกิจชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจ นำเข้า-ส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้า อาทิ การตรวจหาสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ผักสด ผลไม้สด ผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นต้น การตรวจหายาปฏิชีวนะตะกั่ว สารหนู แคดเมียม ปรอท สารเคมีตกค้าง โลหะหนักในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ การตรวจหาสารเคมีอันตรายสารปรอท ตะกั่ว สารหนู แคดเมียม โลหะหนัก ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เวชสำอาง เช่น ครีมทาผิว โลชั่น แชมพู สบู่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นต้น และการตรวจวิเคราะห์คุณภาพปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น การทดสอบสารพิษตกค้างในปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เป็นต้น

“แล็บประชารัฐ”ตัวชี้วัดความปลอดภัยสินค้าเกษตร

          ส่วนอีกด้านเป็นการบริการตรวจรับรองมาตรฐานนอกห้องปฏิบัติการโดยมุ่งเน้นพัฒนามาตรฐานและรับรองกระบวนการผลิตและผลผลิตของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาบุคลากรและเสริมสร้างบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความปลอดภัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน อาทิ การตรวจประเมินและรับรองคุณภาพและผลผลิตการตรวจรับรองด้านพืช GAP Organic การสอบระบบการผลิตโรงงาน GMP HACCP และบริการให้คำปรึกษาระบบ ISO/IEC 17025 แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาเซ็นทรัลแล็บได้ให้บริการแก่ผู้ประกอบการส่งออกด้านอาหารเป็นหลัก โดยมีสินค้าที่เข้ารับการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทั้งหมด 205,106 ตัวอย่าง โดยเป็นสินค้ากลุ่มอาหาร สัดส่วน 71.16% และสินค้ากลุ่มมิใช่อาหาร 28.84% ซึ่งได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากบริษัทด้านการส่งออกอาหารชั้นนำจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป  สยามแม็คโคร  ซีพีเอฟ  เซ็นทรัลฟู้ดส์ เป็นต้น รวมถึงให้บริการงานถ่ายโอนจากภาครัฐ อาทิ กรมประมง กรมการข้าว กรมสรรพสามิต สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นต้น

         นอกจากนี้บริษัทยังได้รับมาตรฐานสากลทางห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025 มาตรฐานการสอบเทียบเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025 มาตรฐานการเป็นหน่วยงานฝึกอบรมทางห้องปฏิบัติการ ISO 29990 มาตรฐานผู้จัดโปรแกรมการทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17043 มาตรฐานการเป็นหน่วยตรวจรับรอง (CB) ISO/IEC 17065 และมาตรฐาน ISO/IEC 17021 จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) รวมถึงการได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้า ได้แก่ Ministry of Health, Labour and Welfares (MHLW) Japan Hongkong Center of food Safety, Hongkong Ministry of food and Drugs Safety, Korea ASEAN countries

           “เรามีเครื่องมือและระบบมาตรฐานสากลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มากกว่า 1,000 รายการทดสอบ รองรับงานทดสอบได้มากกว่า 4 แสนตัวอย่างต่อปี  โดยมีสาขาให้บริการครอบคลุมในทุกภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สงขลา และกรุงเทพฯ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ไม่จำเป็นต้องมานำตัวอย่างมาทดสอบที่กรุงเทพฯ” บอสใหญ่เซ็นทรัลแล็บเผย

          การบริหารองค์กรเซ็นทรัลแล็บยุคใหม่ที่มีสุรชัยกุมบังเหียน เป็นการทำงานในเชิงรุก โดยนำแนวคิดการบริหารจัดการแบงก์มาประยุกต์ใช้กับองค์กรได้อย่างลงตัว จึงไม่แปลกที่เขาจับมือกับห้างดังในภูธรและหน่วยราชการที่มีลูกค้าอยู่ในมือในระดับจังหวัด อย่างสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และสาขา ธ.ก.ส.ในจังหวัดนั้นๆ เปิดบูธรับตัวอย่างสินค้าชุมชนในพื้นที่มาทดสอบระดับความเป็นพิษหรือสารพิษตกค้างมากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตีถึงความปลอดภัยในตัวสินค้านั้นได้เป็นอย่างดี

         "ต่อไปในต่างจังหวัดก็จะมีเจ้าหน้าที่มาตั้งโต๊ะตามห้าง ตามหน่วยราชการในพื้นที่ที่เราไปทำข้อตกลงระหว่างกันเพื่อรับตัวอย่างสินค้ามาทดสอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะนำตัวอย่างสินค้าไปส่งทดสอบที่ศูนย์สาขาในภูมิภาค ใช้เวลาประมาณ 5-7 วันรู้ผล ค่าตรวจขึ้นอยู่กับตัวอย่างสินค้า มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่น ถ้าผ่านเราจะมีเครื่องหมายการันตีสินค้าปลอดภัยให้ก็จะทำให้เพิ่มมูลค่าของสินค้าสูงขึ้น นี่คือเป้าหมายของเรา” สุรชัยยืนยัน

          เขายอมรับว่า การให้บริการรับตรวจความปลอดภัยสินค้าถึงแหล่งผลิต ผู้ได้รับประโยชน์ไม่ได้มีแค่เจ้าของสินค้าผลิตภัณฑ์ในพื้นที่และผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังช่วยในการตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นต้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าชนิดนั้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทำได้แค่การสุ่มตรวจตามด่านต่างๆ ก่อนส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งอาจเจอปัญหาสุ่มตรวจไม่ผ่านก็จะเสี่ยงถูกปฏิเสธจากประเทศนำเข้าก่อให้เกิดความเสียหายตามมา

          “มันดีต่อผู้ประกอบการส่งออกด้วย เพราะได้รับการสกรีนความปลอดภัยจากต้นทางมาแล้ว พอมาปลายทางก็ไม่ต้องกังวลมากนัก เท่ากับเป็นการตรวจสอบความปลอดภัยในทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ก่อนถึงมือผู้บริโภค” สุรชัยฉายภาพ พร้อมระบุว่า ในปี 2560 บริษัทจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ จากนั้นในปี 2561 ก็จะขยายผลสู่ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในแง่การร่วมทุนกับภาครัฐและเอกชนในประเทศนั้นๆ รวมถึงการเข้าไปลงทุนเปิดกิจการเอง โดยมุ่งไปที่เมียนมาร์และกัมพูชาก่อน เนื่องจากมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรสูง โดยมีตลาดหลักคือประเทศในสหภาพยุโรปและอเมริกา

         ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ “เซ็นทรัลแล็บ” สู่แล็บประชารัฐ นับเป็นอีกก้าวในการยกระดับมาตรการความปลอดภัยของสินค้าและผลิตภัณฑ์จากแหล่งผลิตก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค  

“แล็บประชารัฐ”ในมุมมองของเกษตรกร          

            สมควร ศิริภักดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแลงพัฒนา ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง ที่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไม้ผลอย่างหลากหลาย ที่ได้มาจากวัตถุดิบในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมีข้าวเกรียบ กะปิ ทุเรียนทอดกรอบ ทุเรียนกวนตราหว้าทอง ซึ่งเกือบทุกผลิตภัณฑ์การันตีด้วยรางวัลโอท็อปติดดาวยอมรับว่า ทุกผลิตภัณฑ์ไม่เคยมีการสุ่มตรวจหาสารพิษตกค้างแต่อย่างใด เนื่องจากเรามั่นใจว่าวัตถุดิบที่นำมาผลิตมาจากสวนผลไม้ที่ได้รับเครื่องหมาย GAP เรียบร้อยแล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องปลอดภัย แต่หาจะมีหน่วยงานที่ตรวจสอบหรือทดสอบสารตกค้างอีกครั้งหลังการผลิตก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

“แล็บประชารัฐ”ตัวชี้วัดความปลอดภัยสินค้าเกษตร

            “วัตถุดิบที่นำมาแปรรูปทุกวันนี้ เราคัดสรรจากสวนที่ปลอดภัยได้รับเครื่องหมาย GAP เท่านั้น แต่ในระหว่างกระบวนการผลิตอาจมีสารปนเปื้อนตกค้าง หากได้รับการตรวจจากแล็บกลางที่ได้มาตรฐานก็จะผลดีต่อผลิตภัณฑ์และสินค้าของเรา ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในความปลอดภัยมากขึ้น” ผู้ใหญ่สมควรกล่าวย้ำ

           เช่นเดียวกับ ณัฐวรรณ ทองเกล็ด เกษตรกรแกนนำเครือข่ายปลูกมะเขือเทศราชินีอินทรีย์ส่งห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต แห่งบ้านสันติธรรม หมู่ 4 ต.ประดู่ธรรม อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ก็ยอมรับว่าปัญหาของเกษตรกรคือเรื่องการตลาด แม้เราจะปลูกแบบอินทรีย์ 100% แต่หากไม่ผ่านการการันตีจากหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานที่เชี่ยวทางด้านนี้โดยตรงมาทำการตรวจสอบให้ก็เป็นการยากที่จะได้รับความมั่นใจจากลูกค้าผู้ซื้อ

           “เห็นด้วยอย่างยิ่งหากมีหน่วยงานตรวจสารตกค้างในพืชผักมาให้บริการในพื้นที่ เพราะจะสะดวก ทุกวันนี้หากจะตรวจสารพิษตกค้างในพืชผักแต่ละครั้งต้องส่งไปห้องแล็บที่กรุงเทพฯ หรือตามศูนย์ภูมิภาคต่างๆ  เชียงใหม่ ขอนแก่น ซึ่งเสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ถ้าไม่ตรวจลูกค้าจะไม่รับซื้อผู้บริโภคก็ไม่มั่นใจ ราคาก็จะไม่ดี ทั้งๆ ที่ของเราเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ 100%” เกษตรกรคนเดิมกล่าว 


เปิดอ่าน