คอลัมนิสต์

ไม่จำกัด เสรีภาพ “สื่อ"  แต่ต้องจัดระเบียบ “จริยธรรม”

ไม่จำกัด เสรีภาพ “สื่อ" แต่ต้องจัดระเบียบ “จริยธรรม”

15 เม.ย. 2560

ตรวจแถวกฎหมายคุมสื่อ ล่าสุด "รองประธาน กมธ.สื่อมวลชน" ออกมาชี้แจงว่าทำไมต้องมีมาตรการออกมา ทำไปเพื่ออะไร และต้องทำอะไรบ้าง

   หลังจากความพยายามของ “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน สภาขับคเลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)” ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธานฯ  ที่จะผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ...... ให้เป็นกติกาหลักเพื่อใช้กำกับคุณภาพของ “คนทำข่าว”
 
                ล่าสุดนั้น ร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนั้น ผ่านการพิจารณาในชั้น กมธ.ฯ และนำเสนอเข้าสู่ กมธ.วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว ทั้งนี้มีความชัดเจนอย่างแน่นอนว่า ร่างกฎหมายฯ นี้จะถูกผลักดันตามกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ภายในปี 2560 ตามเป้าหมาย คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)
 
                โดยหลักการแห่งร่างกฎหมายนี้ “พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กมธ.ฯ สื่อมวลชน” ย้ำว่า 1.มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ฐานะองค์กรนิติบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพ รวมถึงสิทธิ เสรีภาพของ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบวิชาชีพของสื่อมวลชน โดยมีกระบวนการกำกับดูแลเป็นลำดับ ตั้งแต่ เจ้าของธุรกิจสื่อมวลชน, องค์กรที่รวมตัวจากผู้ทำธุรกิจสื่อ ซึ่งต้องกำกับดูแลกันเองก่อน โดยมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่มีตัวแทนจาก “รัฐ-องค์กรสื่อฯ-ตัวแทนภาคประชาชน กำกับอีกชั้น, 2.ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องมีใบอนุญาตจากสภาฯ ตามกติกาที่สภาฯ จะกำหนดขึ้น ก่อนจะทำงานในสายวิชาชีพนี้ได้ เหตุผลสำคัญคือ เพื่อปกป้องประชาชน ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
 
                “สื่อมวลชนต้องเข้าสู่ระบบ เพราะที่ผ่านมาผู้ทำอาชีพมาจากหลายกลุ่มการศึกษา ไม่จำเพาะผู้จบการสื่อสารมวลชนมาเท่านั้น ดังนั้นต้องเข้าสู่ระบบจริยธรรม มาตรฐานกลางของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน การฝึกอบรมเพื่อให้มีอุดมคติแห่งวิชาชีพ โดยมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้กำกับ โดยเฉพาะจริยธรรมและมาตรฐานกลางของคนทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ทุกแขนงสื่อบังคับใช้ร่วมกัน”
   
          ส่วนกรณีที่ “สื่อมวลชน” ปฏิเสธไม่เข้าระบบจะได้รับบทลงโทษ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่ คือ สื่อมวลชนที่ไม่ยื่นขอใบอนุญาต หรือ ทำหน้าที่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จะมีบทลงโทษ คือ จำคุก 2 ปี ปรับ 6หมื่นบาท ขณะที่องค์กรสื่อที่รับ “นักข่าว” ซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน ต้องรับโทษในระดับเดียวกัน
 
            รายละเอียดต่อประเด็นนี้ “พิสิษฐ์” ย้ำเหตุผล เพื่อขจัดผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่ดี หรือสื่อมวลชนที่ตั้งตัวเป็น “นักข่าว” แต่กลับมีผลประโยชน์แอบแฝงให้ออกไปจากระบบ พร้อมขยายแนวคิดสำคัญ คือ เพื่อให้มีสถานะภาพบังคับให้ “สื่อมวลชน” ทุกคนต้องปฏิบัติตาม รวมถึงสื่อมวลชนต่างประเทศที่ทำงานในประเทศไทยด้วย ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ โดยการเข้าถึงใบอนุญาตนั้น สื่อมวลชนต่างประเทศอาจยื่นขออนุญาตเอง หรือต้นสังกัดจะส่งเรื่องเพื่อดำเนินการก็ได้ และกรณีนี้อาจพัฒนาไปถึงขั้นที่ว่า “นักข่าวอิสระ” สามารถขอใบอนุญาตเพื่อทำงานได้โดยไม่มีต้นสังกัด

    แล้ว “สื่อมวลชน” ที่ปฏิบัติงานอยู่ก่อนกฎหมายกำกับบังคับใช้ ที่กังวลต่อทิศทางทำงาน และการระวางโทษถึงจำคุกนั้น “รองประธานกมธ.ฯสื่อมวลชน” บอกว่า ในร่างกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ก่อนกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ให้ถือว่าได้รับการอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ภายหลังจากที่การจัดตั้งสภาวิชาชีพฯ ตามกฎหมายแล้ว ต้องไปยื่นจดทะเบียนและขอรับใบอนุญาตกับสภาวิชาชีพฯ
 
            โดยมีกรอบเวลาให้ทำ 2 ปี ไม่เช่นนั้นจะสิ้นสภาพ “สื่อมวลชน” และเข้าข่ายห้ามปฏิบัติงานทันที
  
    ส่วนมาตรการกำกับ และดูแล นั้น ยังเป็นไปภายใต้ “คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ร่วมกับ “คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน”
     
    โดย คณะกรรมการสภาวิชาชีพฯ ตามรายละเอียดที่ปรับแก้ไขล่าสุด คือ มี 15 คน มาจากตัวแทนสภาวิชาชีพ 7 คน, มาจากตัวแทนภาครัฐ 2 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ,  มาจากองค์กรอิสระ 1 คน คือ ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ , มาจากภาคประชาชน 1 คน คือ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดเลือก 4 คน
                 
    ส่วนตัวแทนภาครัฐที่ตัดออกไป คือ ปลัดกระทรวงการคลัง และ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  โดย “พิสิษฐ์” เล่าเหตุผลที่ปรับออก เพราะ 1.สภาวิชาชีพฯ ไม่ใช้เงินจากรัฐบาลแล้ว 2.กรณีให้ กระทรวงดีอีมีอยู่เดิม เพราะต้องการให้ตรวจสอบสื่อกระดาษ และสื่อโทรทัศน์ที่เข้าไปอยู่บนโลกออนไลน์ แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันเมื่อกรรมการภาครัฐที่มาจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลภาพรวมของสื่อฯ แล้วจึงไม่จำเป็นมากนัก
 
            แต่ในชั้นทำงาน คนจากหน่วยงานกระทรวงดิจิทัลฯ อาจเข้ามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลได้ เพราะเปิดเงื่อนไขการทำงานโดยตั้งอนุกรรมการฯ ช่วยงานได้  
  
               ขณะที่ “คณะกรรมการจริยธรรมฯ” ยังคงเนื้อหาเดิม คือ ให้ สภาฯ คัดเลือกจาก สื่อมวลชนอาวุโส ที่ทำงานมาไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่เคยถูกลงโทษฐานทำผิดจริยธรรม เป็นกรรมการร่วมกับ ผู้แทนสภาทนายความ, องค์การด้านเฝ้าระวังสื่อ, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน และ ด้านสิทธิมนุษยชน สำหรับหน้าที่คือ ทำงานด้านการตรวจสอบ-ส่งเสริม-อบรม ด้านจริยธรรม “สื่อมวลชน” รวมถึงรับเรื่องร้อเรียนจากประชชน
  
               โดยความสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ กับข้อกังวลของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ต่อการถูกแทรกแซงทำงาน 
 
    “พิสิษฐ์” ระบุว่า ต้องแยกให้ออก ระหว่างการกำกับจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ กับ การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งร่างกฎหมายนี้ไม่ได้ห้าม “สื่อมวลชน” ทำหน้าที่ ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่รองรับ คือ มีอิสระต่อการนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนได้อย่างเสรี แต่ในแง่จริยธรรมนั้น  “สื่อมวลชน” ต้องได้รับการจัดระเบียบ
 
--------
ขนิษฐา เทพจร