แก้ พ.ร.บ. สงฆ์ : ผ่าทางตัน สถาปนา “สังฆราช”

แก้ พ.ร.บ. สงฆ์ :  ผ่าทางตัน สถาปนา สังฆราช, แก้, พรบ, สงฆ์, ผ่า, ทางตัน, สถาปนา, สังฆราช, ผ่าทางตัน, พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช, วัดพระธรรมกาย

เมื่อ สนช. ตัดสินใจ ผ่าทางตัน แก้กฎหมายพระ ผลจะเป็นอย่างไร

กลายเป็นเรื่องร้อนส่งท้ายปี เมื่อ คณะกรรมาธิการการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมี พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ เป็นประธาน ได้เสนอแก้ไข พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ปี 2505 ฉบับแก้ไขปี 2505 โดยมีเสียงสนช. ร่วมลงชื่อเสนอร่างดังกล่าวถึง 84 คน

 

โดยเนื้อหาหลักคือ การแก้ไข มาตรา 7 เรื่องการแต่งตั้ง สมเด็จพระสังฆราช ให้กลับไปเป็นแบบ พ.ร.บ.สงฆ์ ฉบับแรกเริ่มปี 2505 ที่ให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

 

โดยมาตรา 7 ของกฎหมายฉบับแรกเริ่มบัญญัติไว้เพียงสั้นๆว่า "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช"

  อย่างไรก็ตามในปี 2535 มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว โดยนัยยะคือให้ให้มหาเถรสมาคม เป็นผู้เสนอพระนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 

ข้อความตามกฎหมายปี 2535 ระบุว่า "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง

  

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น ผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช"

 

ถอดความได้ว่า หากเป็น พ.ร.บ.ฉบับปัจจุบัน พระมหากษัตริย์จะทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามมติของมหาเถรสมาคม ซึ่งการเสนอชื่อของมหาเถรสมาคมนั้น ก็พิจารณาเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากนับลำดับความอาวุโสของการอยู่ในสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จราชาคณะ หากผู้มีอาวุโสลำดับสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ก็ต้องเสนอผู้มีอาวุโสลำดับรองลงไปแทน

 

ซึ่งตามข้อเสนอของ สนช. จึงเท่ากับว่าตัดทั้งส่วนของ มหาเถรสมาคม และ ตัดเรื่องลำดับอาวุโสดยสมณศักดิ์ และให้เป็นพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยจะรูปใดก็ได้ และที่สำคัญคือ “ไม่ต้องเรียงลำดับอาวุโสก็ได้”

 

สนช. ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่ผ่านมา รวมถึงกลับไปใช้ความเดิมตามโบราณราชประเพณี ที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 

 

 นอกจากนี้ยังอ้างเหตุผลว่าพระสังฆราชควรเป็นผู้เสนอชื่อตามความเหมาะสมของการประพฤติปฏิบัติตัว มิใช่ใช้ระบบอาวุโสคล้ายระบบข้าราชการของทางโลก

 

โดยเรื่องดังกล่าว จะนำเข้าสู่วาระการพิจารณาของ สนช. ในวันที่ 29 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยจะให้ตัวแทนของรัฐบาลเข้ามาร่วมรับฟัง และมีความเป็นได้สูงว่า อาจจะผ่านสามวะวาระรวด ในวันเดียวกัน

 

หากเป็นจริง ถือเป็นการพิจารณาเรื่องใหญ่ทิ้งท้ายปี ก่อนจะหยุดยาว

 

เรียกว่าไม่อ้อมค้อมกันกับเหตุผล เพราะทุกคนก็รู้กันว่าที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เพราะสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์สูงสุดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ และมหาเถรสมาคมมีมติเสนอชื่อก็คือ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ)”

 

แต่ที่ผ่านมาท่าเองก็ถูกข้อกล่าวหาว่ามีความใกล้ชิดกับ “วัดพระธรรมกาย” ที่กำลังมีปัญหาในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องคดีรถหรูที่จดแจ้งไม่ถูกต้อง และคดียังค้างคาอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำให้ท่านถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

 

ซึ่งที่ผ่านมาดูเหมือนรัฐบาลก็พยายามหาทางแก้ไข โดยเรียกประชุมรวมถึงให้มีการตีความกฎหมาย ว่าจะเป็นอื่นได้หรือไม่ โดยไม่ยึดติดกับมติของมหาเถรสมาคม หรือกระทั่งให้นายกฯเป็นผู้ตั้งเรื่อง แต่ทั้งหมดก็เป็นทางตัน เพราะกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนจนยากที่จะตีความเป็นอื่น  

 

และนี่เองที่เป็นที่มาซึ่งนายกฯยังยอมไม่ทูลเกล้ารายชื่อ “สมเด็จช่วงฯ” เสียที จนเกิดภาวะสูญญากาศขึ้น 

 

จึงเป็นที่มาของการ “ผ่าทางตัน” ในครั้งนี้  

หากเป็นเช่นนี้ ลำดับชั้นอาวุโสก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป เช่นเดียวกับมติของมหาเถรสมาคม 

 

แน่นอนว่ากลุ่มที่หนุน “สมเด็จช่วงฯ” อาจจะคลางแคลงใจอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่อยู่ในสถานะที่จะพูดอะไรได้

 

นอกจากนี้หากปลดล็อกได้ สมเด็จพระราชาคณะที่เหลือ ไม่ว่ามีอาวุโสเท่าไหร่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีสิทธิได้รับการสถาปนาทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่  พระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ที่เพิ่งได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ  และถูกมองว่าเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ก็จะถือเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิเช่นกัน 

  

 ----------

 

รายชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เรียง ลำดับอาวุโส

-สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สถาปนา 2538 (91 ปี)

-สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) สถาปนา 2544 (98 ปี)

-สมเด็จพระมหามุณีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) สถาปนา 2552 (89 ปี)

-สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรฺมคุตฺโต) สถาปนา 2552 (80 ปี)

-สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) สถาปนา 2553 (69 ปี)

-สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) สถาปนา 2554 (75 ปี)

-สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) สถาปนา 2557 (74 ปี)

-สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) สถาปนา 2559 (78 ปี)

-----------


เปิดอ่าน
คลิปเกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด >>