จับสัญญาณแรง"บิ๊กเจี๊ยบ" ฮึ่ม "แดงไอที" อย่าเดินเกมป่วน

เมื่อ "บิ๊กเจี๊ยบ" ผบ.ทบ.คนใหม่ทอดด้ามส่งสัญาณสะกิดเตือนไปถึง "กลุ่มแดงไอที" อย่าคิดเดินเกมใต้ดินป่วน

        เหมือนสถานการณ์จะไม่มีอะไร พลันที่ “แม่ทัพบกหมวกแดง” ลั่นวาจาให้จับตากลุุ่มใต้ดิน ก็เหมือนดังบทกวีวรรคทองที่ว่า “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ”

        เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่กองบัญชาการกองทัพบก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) โดยตอนหนึ่งแม่ทัพบกคนใหม่กล่าวว่า

         “ส่วนที่ผมเป็นห่วงใยคือการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อาจใช้ความรุนแรง...เนื่องจากงานด้านการข่าวพบว่า ยังมีกลุ่มที่เห็นต่าง และมีแนวความคิดใช้ความรุนแรง ดังนั้นในความรู้สึกของความเป็นทหารก็ต้องระมัดระวังทั้งหมด ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ต้องเตรียมพร้อมมาตรการป้องกันที่ดีที่สุด”

 จับสัญญาณแรง"บิ๊กเจี๊ยบ" ฮึ่ม "แดงไอที" อย่าเดินเกมป่วน

 

        สำทับด้วยถ้อยแถลงของโฆษกกองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี ที่ได้กล่าวถึงภารกิจของกองทัพบก ในการติดตามอาวุธ อุปกรณ์ และยานพาหนะของกองทัพที่ถูกยึด และถูกทำลายให้เสียหาย จากเหตุชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

        โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ซึ่งกองทัพบกจำแนกเหตุการณ์ได้ดังนี้

        1.เหตุการณ์ที่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 มียอดปืนถูกยึดไป ได้แก่ ปืนทาโว่ จำนวน 12 กระบอก ภายหลังได้กลับคืนมาจำนวน 10 กระบอก คงเหลือจำนวน 2 กระบอกรวมถึงปืนลูกซอง จำนวน 35 กระบอก ได้กลับคืนมาจำนวน 15 กระบอก คงเหลืออีก 20 กระบอก ซึ่งหน่วยเจ้าของปืนคือ ร.29 พัน.1

        2.เหตุการณ์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 มียอดปืนถูกยึดไป เป็นปืนทาโว่ จำนวน 13 กระบอก ได้คืนกลับมาแล้วจำนวน 3 กระบอก เหลืออีก 10 เป็นของหน่วย ร.19 พัน.1 และปืนลูกซอง จำนวน 3 กระบอก ที่ยังไม่ได้คืน ของหน่วย ร.19 พัน.3 ปืนเอ็ม 16 เอ 1 จำนวน 1 กระบอก ยังไม่ได้คืน ของหน่วย ม.พัน.19

         3.เหตุการณ์แถวบางขุนพรหม เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ปืนเอ็ม 16 เอ 2 จำนวน 4 กระบอก ซึ่งยังไม่ได้รับคืน ของหน่วย ศร. พัน.2

        4.เหตุการณ์ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 มีปืนกล 59 จำนวน 6 กระบอก ปืนเอ็ม 16 เอ 2 จำนวน 5 กระบอก ได้คืนจำนวน 1 เหลือจำนวน 4 กระบอก ปืนรอสซี่ 3 กระบอก ปืนพกสั้น .45 จำนวน 2 กระบอก เป็นของหลายหน่วย

       5.เหตุการณ์ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 มีรถสายพานลำเลียง 85 เสียหาย จำนวน 6 คัน รถยนต์ขนาด 1 1/4 ตัน เสียหาย 3 คัน

      6.เหตุการณ์ที่แยกมัฆวาน และแยกเทวกรรม เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ถูกยึดกระบอกยิงกระสุนยาง 2 กระบอก ยังไม่ได้คืน มีรถบรรทุก เอ็ม 35 เสียหาย 2 คัน เสื้อเกราะหาย 2 ตัว ยังไม่ได้คืน

      7.เหตุการณ์ที่ถนนตะนาว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ถูกยึดชุดควบคุมฝูงชน เครื่องมือสื่อสารทางทหาร และอุปกรณ์ของเสนารักษ์ รวมทั้งมีการทำลายยานพาหนะอีกเป็นจำนวนมาก

      8.เหตุการณ์ที่มักกะสัน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 มีปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก ยังไม่ได้คืน

      9.เหตุการณ์ที่ซอยหมอเหล็ง มักกะสัน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 มีเสื้อเกราะถูกยึดไป 14 ตัว ยังไม่ได้คืน มีรถยนต์เสียหาย 1 คัน ของ ร้อย.บก.ร.1 รอ.

      10.เหตุการณ์ที่ใต้ด่วนดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 มีเสื้อเกราะถูกยึดไป 14 ตัว ยังไม่ได้คืน มีรถยนต์เสียหาย 1 คันของ ร้อย.บก.ร.1 รอ.

       สำหรับเรื่องอาวุธและยุทโธปกรณ์ ที่ถูกประทุษร้ายไป กองทัพบกยังติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ทางราชการ แม้ว่าบางคดีพนักงานอัยการได้สั่งงดการสอบสวนเนื่องจากความพร้อมของหลักฐาน

       อย่างไรก็ตาม รวมแล้วมีรายการอาวุธหายทั้งหมด 86 รายการ และได้กลับคืนมาจำนวน 29 รายการหากมองจากการประเมินสถานการณ์ของ “บิ๊กเจี๊ยบ” และบทขยายจากโฆษกกองทัพบก ฝ่ายตรงข้าม คสช.คงวิจารณ์ว่า เป็นการตีปลาหน้าไซ หรือกลยุทธ์ด้านการข่าวของกองทัพ ที่ต้องการกลบกระแสข่าวเชิงลบบางเรื่อง

        ตรงกันข้าม ถ้าตรวจสอบข่าวสารการเคลื่อนไหวของนักการเมืองบางคน และการส่งสัญญาณบางอย่างมาจาก “ประเทศเพื่อนบ้าน” ก็มิอาจมองข้ามความห่วงใยของฝ่ายกองทัพ

 จับสัญญาณแรง"บิ๊กเจี๊ยบ" ฮึ่ม "แดงไอที" อย่าเดินเกมป่วน 

     เมื่อเร็วๆ นี้ วัฒนา เมืองสุข พร้อมด้วยลูกชายลูกสาว ได้เดินทางไปพบ ทักษิณ ชินวัตร ที่วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา และได้โพสต์ความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของ คสช. ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “หากวันหนึ่งประชาชนรู้สึกผิดหวังในกระบวนการยุติธรรม ว่าไม่สามารถพึ่งพิงได้ ก็จะแสวงหาความยุติธรรมด้วยตัวเอง นั่นคือจะเกิด “สงครามกลางเมือง” ขึ้นเหมือนกับที่เคยเกิดมาแล้วในหลายประเทศ”

        จริงๆ แล้ว วลี “สงครามกลางเมือง” ของ วัฒนา เมืองสุข ก็ไม่ต่างจากบทวิเคราะห์ของนักวิชาการบางกลุ่มที่ชอบอ้างถึงความขัดแย้งและสงครามขั้วสี อาจมีน้ำหนักหรือไม่มีน้ำหนักก็ได้

       ที่หน่วยข่าวกองทัพให้ความสนใจ น่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของ “แดงฮาร์ดคอร์”

       เมื่อเย็นวันที่ 2 ตุลาคม ที่วัดหลักสี่ ได้มีงานฌาปนกิจ “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” หรือ พฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ แกนนำแดงฮาร์ดคอร์กลุ่มเดียวกับ “โกตี๋ เรดการ์ด” เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด บรรยากาศภายในงาน มีคนสวมชุดแดงมาร่วมงานกันหลายร้อยคน

       ส่วน “โกตี๋” หรือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แห่งเรดการ์ดเรดิโอ ลำลูกกา ที่หนีออกนอกประเทศก่อนการรัฐประหารนั้น ปัจจุบัน ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และได้กลับมาจัดรายการวิทยุออนไลน์ เผยแพร่ผ่านยูทูบ ร่วมกับกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น

       โกตี๋ ใช้นามแฝงว่า “สหายหมาน้อย” ได้จัดรายการเพื่อมวลชนสัญจร โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

        เมื่อเร็วๆ นี้ โกตี๋ หรือสหายหมาน้อย ได้จัดรายการคู่กับ ชูพงศ์ ถี่ถ้วน แกนนำแดงใต้ดิน เรียกร้องให้คนเสื้อแดงฉวยจังหวะนี้ ออกปฏิบัติการ “ลอบสังหาร”บุคคลสำคัญของประเทศ

       และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ ซึ่งปฏิบัติการ “ส่งซิกข้ามฟ้า” ทำให้แม่ทัพบกหมวกแดง มีเซ้นส์การข่าวและรู้สึกได้ถึงกลิ่นความรุนแรงรอบใหม่

 จับสัญญาณแรง"บิ๊กเจี๊ยบ" ฮึ่ม "แดงไอที" อย่าเดินเกมป่วน

 

กองกำลังการข่าว “แดงใต้ดิน”

 

       ในชั่วโมงนี้ ฝ่ายต่อต้าน คสช. ที่กำลังขยายแนวร่วมอย่างคึกคักคือ กลุ่มวิทยุใต้ดิน หรือกลุ่มโฆษกใต้ดิน โดยใช้ช่องทางการปลุกระดมมวลชนผ่านยูทูบ

       รูปแบบการทำงานของแดงนอก ไม่ต่างจากการจัดรายการวิทยุชุมชน เพียงแต่เนื้อหาออกแนวฮาร์ดคอร์ จะพูดอะไรก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น

      ทุกวันนี้ มีแดงใต้ดินที่ทำคลิปออกยูทูบอยู่หลายสิบกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามถิ่นฐานที่อยู่

      1.กลุ่มเพื่อนบ้าน (ลาว, กัมพูชา และชายแดนพม่า) ประกอบด้วย สุรชัย แซ่ด่าน, สมาชิกวงดนตรีไฟเย็น, กลุ่มลุงสนามหลวง (ชูชีพ ชีวะสุทธิ์), กลุ่มสหายหมาน้อย (โกตี๋ เรดการ์ด), โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ และอาจารย์หวาน (สุดา รังกุพันธุ์)

      2.กลุ่มยุโรป ได้แก่ เย็นลมป่า (จารุพงษ์ เรืองสุวรรณ), สุนัย จุลพงศธร, จักรภพ เพ็ญแข และเมย์อียู

      3.กลุ่มสหรัฐ มี ชูพงศ์ ถี่ถ้วน และเพียงดิน รักไทย (เสน่ห์ ถิ่นแสน) เป็นแกนหลัก

      รายการวิเคราะห์สถานการณ์ ที่กำลังได้รับความนิยม อาทิ เพื่อมวลชนสัญจร โดยสหายหมาน้อย, ไฟเย็นพบประชาชนและลุงสนามหลวง, ชูพงศ์ สนทนา ป้าหนิง, ปฏิวัติประเทศไทย โดย สุรชัย แซ่ด่าน ฯลฯ

       นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสหายสนามหลวง หรือชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ที่ผลิตรายการเชิงทฤษฎีการเมือง เนื่องจากตัวชูชีพเชื่อมั่นในแนวทางการปฏิวัติไอที เหมือนที่ทำอยู่ในทุกวันนี้

      กลุ่มที่เน้นเรื่องทฤษฎีการเมืองประกอบด้วยสหายสนามหลวง, สหายยังบลัด และสหายศรัทธา

      ทั้งสามคนล้วนเป็น “อดีตสหาย” จากเขตงานอีสานใต้

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

เปิดอ่าน