ในหลวงทรงให้คนไทยมีสติไม่ประมาท

ในหลวงเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ทรงย้ำให้คนไทยอยู่ในความไม่ประมาท มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ พสกนิกรรับเสด็จเนืองแน่น นายกฯโพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กถวายพร ตำรวจนครบาลแจ้งปิดจราจรรับเสด็จ 5 ธันวาคมช่วง 2 เวล

 เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินลงจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดมาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ โดยเสด็จด้วย

ในหลวงทรงมีพระพักตร์แจ่มใส

 ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดขาวจักรี พระพักตร์แจ่มใส ทรงแย้มพระโอษฐ์ และทรงโบกพระหัตถ์ เมื่อทอดพระเนตรพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินตั้งแต่ในโรงพยาบาลศิริราช บริเวณหน้าโรงพยาบาลศิริราช ถนนอรุณอมรินทร์ บนสะพานพระปิ่นเกล้าทั้งสองด้าน เส้นทางถนนราชดำเนิน หน้าศาลฎีกา ตลอดจนหน้าพระบรมมหาราชวัง ประชาชนที่มาเฝ้าต่างพร้อมใจกันสวมสีชมพู โบกธงชาติและธงสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา และเปล่งเสียงทรงพระเจริญอย่างกึกก้อง ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งที่วิ่งไปอย่างช้าๆ ผ่านหน้าทุกคน เพื่อเข้าไปภายในพระบรมมหาราชวัง 

 เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงในเวลา 10.57 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ครุยราชภูษิตาภรณ์ทับชุดขาวจักรี ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร 

สมเด็จพระบรมฯทรงนำถวายพระพร

 จากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออกหน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล ความว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม บัดดี้วันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาได้เวียนมาอีกวาระหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ มีความปีติเป็นพ้นประมาณที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้มาประชุมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล

 ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สำนึกรู้อยู่เป็นนิตย์ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีก็ด้วยอาศัยพระบารมีแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท คุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อมอยู่เช้าค่ำ พระบารมีนั้นเกิดแต่การที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมั่นอยู่ในราชธรรม และทรงพระราชอุตสาหะ ปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ให้บรรลุศุภผล โดยถือเอาประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง จึงเป็นพระบารมีที่พิสุทธิ์ไพศาล แผ่ปกคุ้มไปทั่วแผ่นดินไทย ยังผลให้ชาวไทยทั่วหน้ามีความสุขความเจริญและต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอยู่ทุกเวลา

 ในมหามงคลสมัยนี้ จึงเป็นวาระอันประเสิรฐ ที่คนไทยจะได้สนองพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ให้ทรงมีพระราชหฤทัยผ่องแผ้วเบิกบาน ปลอดพ้นจากเรื่องรบกวนกังวล ข้าพระพุทธเจ้าจึงขอพระราชทานถวายสัตย์ปฏิญาณจากใจจริงว่า จะประพฤติตน ปฏิบัติงานให้เหมาะสมและถูกตรงตามฐานะหน้าที่ โดยยึดมั่นในเหตุผลความรู้จักถูกผิดเพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์และความเจริญมั่นคงของประชาชนและประเทศชาติ กับขอพระราชทานตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพรชัยมงคล

 ขออานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กับทั้งพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์ จงพร้อมกันอภิบาลรักษาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทรงสมบูรณ์ด้วยพระพลานามัย มีพระราชประสงค์จำนงใดที่จะช่วยอำนวยความผาสุกมั่นคงให้แก่ประเทศชาติและประชาชนขอจงสำเร็จศุภผลดังพระราชหฤทัยจำนงทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

 จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล ตามลำดับ ต่อมา พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพทหารรักษาพระองค์จำนวน 48 นาย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำทหารถวายสัตย์ปฏิญาณตนพร้อมกับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 12 กองพัน ที่อยู่บริเวณหน้าศาลาสหทัยสมาคม ในบรมมหาราชวัง

ในหลวงพระราชทานพระราชดำรัส

 เวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบ ความว่า  "ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมมาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญาโดยประการต่างๆ ข้าพเจ้าของสนองพร และไมตรีทั้งนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง และร่มเย็นเป็นปกติสุขสืบมาช้านาน เพราะเรามีความยึดมั่นในชาติและต่างร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ ตามหน้าที่โดยถือประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นเป้าหมายสูงสุด

 ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่าจึงควรจะได้ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่างแล้วตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะการกระทำโดยไม่ประมาทขาดความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดเสียหายในหน้าที่ และการกระทำโดยขาดสติยั้งคิด ขาดเหตุผลความรู้จักถูกผิดนั้น เป็นเหตุให้เกิดความหลงความลืมตัว นำพาให้กระทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่โดยชอบได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก อาจนำความเสื่อมสลายมาสู่ตนเอง ตลอดถึงประเทศชาติได้ จึงขอให้ทุกคนได้สังวร ระวังให้มาก และประคับประคองกายใจให้เที่ยงตรงหนักแน่นในอันที่จะปฏิบัติภารกิจของตนให้ถูกตรงตามหน้าที่ เพื่อความมั่นคงและเพื่อประโยชน์สุขอันยั่งยืนของชาติไทยเรา ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาท่าน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล ให้สัมฤทธิ์แก่ท่านทั่วหน้ากัน"

 จากนั้นเวลา 11. 20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง ออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อเสด็จฯ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ กลับโรงพยาบาลศิริราช ตามเส้นทางเดิม

 จากนั้นเวลา 11.42 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ มาถึงอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดครุยราชภูษิตาภรณ์ ทรงแย้มพระสรวลและทรงโบกพระหัตถ์แก่พสกนิกร ยังความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จอย่างหาที่สุดมิได้ หลายคนไม่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความปลื้มปีติไว้ได้

 ต่อมาเวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานพัดยศ สถาปนาเลื่อนและแต่งตั้งสมณศักดิ์พระเถรานุเถระ ประจำปีพุทธศักราช 2553 จำนวน 67 รูป เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

บุคคลสำคัญเข้าถวายพระพร

 บรรยากาศการถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ตั้งช่วงเช้า เมื่อเวลา 07.00 น. ที่อาคารศาลาว่าการพระราชวัง บรรดาข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมืองระดับสูง อันได้แก่ องคนตรี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายทหารระดับสูง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และภริยา พร้อมทั้งคณะทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ อาทิ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศอินเดีย ประเทศนอร์เวย์ ประเทศบรูไน สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น เดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา

 ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น. ที่หน้ากระทรวงกลาโหม ทหารกองเกียรติยศ 12 กองพัน ทยอยตั้งแถวเตรียมสวนสนามเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เมื่อทหารกองเกียรติรวมพลกันโดยพร้อมเพรียงที่บริเวณสนามหญ้าหน้าศาลาสหทัยสมาคมแล้ว พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และผู้บังคับการกองผสมสั่งแถวทหารทั้งหมดให้ขวาหัน ก่อนเชิญธงชัยเฉลิมพล เข้าประจำหน้าแถวทหารเพื่อรอรับเสด็จ ทั้งนี้การสวนสนามของกองทหารรักษาพระองค์ครั้งนี้ เต็มไปด้วยความองอาจ สง่าสาม สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จเป็นอย่างมาก

นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษสำนักพระราชวัง กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จึงต้องมีการซักซ้อมพิธีการเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
      
“เมื่อปีที่แล้วไม่มีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของทหาร ในปีนี้ทุกเหล่าทัพจึงได้ขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทหารกล่าวว่า พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นพิธีที่สำคัญที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพิธีนี้ขึ้นในวันที่ 5 ธันวาคม ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จึงเป็นพิธีที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมที่ไม่เคยมี” นายรัตนาวุธกล่าว
      
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในพระบรมมหาราชวัง เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. โดยจัดเตรียมโต๊ะสำหรับลงนามไว้ 6 ที่บริเวณสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุนใน โดยจะปิดการลงนามถวายพระพรที่ศาลาศิริราช 100 ปี    
    
พสกนิกรรับเสด็จออกมหาสมาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมาก สวมเสื้อสีชมพู ต่างหลั่งไหลทยอยกันเกินทางมายังโรงพยาบาลศิริราช เพื่อจับจองที่นั่ง รอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเนื่องแน่น เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินออกมหาสมาคมตั้งแต่เวลา 10.00น.วันนี้

พระสหายสายบุรีถวายความจงรักภักดี

 นอกจากนี้นายวาเด็ง ปูเต๊ะ อายุ 96 ปี พระสหายจากสายบุรี จ.ปัตตานี "นก"สินจัย เปล่งพานิช "ต่าย"เพ็ญพักตร ศิริกุล "อุ๋ม"อาภาศิริ นิติพน นักแสดงชื่อดังเฝ้ารอรับเสด็จฯด้วย

เหล่านักแสดงกล่าวภายหลังรับเสด็จว่า รู้สึกปลื้มปิติดีใจ นับเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต แม้ว่าพวกเราเป็นเพียงนักแสดงก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมแสดงในภาพยนต์เทิดพระเกียรติในหลวง จึงอยากจะมาเข้าเฝ้าและแสดงความจงรักภักดี    

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณท่าเรือวังหลัง เหล่าบรรดาร้านอาหารที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่างเปิดให้ลูกค้าที่จะเข้ามาชมขบวนเรือและการแสดงต่างๆ  ขณะที่ท่าเรือทั้ง 14 แห่ง ซึ่งเป็นจุดรับประชาชนลงเรือถวายพระพรทางน้ำ ก็ได้เตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัยไว้อย่างเต็มที่แล้ว และจะมีการปิดเส้นทางจราจรทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 12.00 น. ขณะที่การแสดงบนเวทีกลางน้ำจะเริ่มหลังเคารพธงชาติเวลา 18.00 น.

"นายกฯ"พร้อมภริยาลงนามถวายพระพร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยา เดินทางเพื่อลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ ห้องแดง ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวังจากนั้นเวลา 10.00 นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออกมหาสมาคม ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง และในเวลา 16.00 น. นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ ในพิธีบรรพชิตจีนและญวนถวายพระพร ณ พระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย

 ต่อจากนั้นในเวลา 19.19 น. นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานพิธีถวายเครื่องราชสักการะ จุดเทียนชัยถวายพระพร ณ ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน และเวลา 20.29 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล และปล่อยโคมลอย บนเรือริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าโรงพยาบาลศิริราช

นายกฯข้อความผ่านเฟชบุ๊กถวายพร

ทั้งนี้เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.วานนี้ (4) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 ในเฟซบุ๊ค www.facebook.com/Abhisit.M.Vejjajiva ว่า "ข้าพระพุทธเจ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในนามของรัฐบาล และประชาชนชาวไทย ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสตั้งจิตพร้อมน้อมอธิษฐาน ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดดลบันดาลประทานพรชัยมงคลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นพระมิ่งขวัญปวงชน ข้าพระพุทธเจ้าเหล่าพสกนิกรตราบกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ"

ตำรวจนครบาลแจ้งปิดจราจรรับเสด็จ

พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานจราจร เปิดเผยว่า ขอประชาสัมพันธ์ปิดเส้นทางจราจรงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธันวาคม ดังนี้ เวลาประมาณ 10.00-12.00 น. ปิดการจราจรตั้งแต่บริเวณหน้าโรงพยาบาลศิริราชเส้นถนนอรุณอมรินทร์ บนสะพานพระปิ่นเกล้าทั้งสองด้าน และเส้นถนนราชดำเนินใน สองช่องทางหน้าศาลฎีกา ตลอดจนถึงพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากมีขบวนเสด็จฯ

เวลา 17.00-22.00 น.ปิดการจราจรบริเวณถนนราชดำเนินในตลอดสาย บริเวณลานพระราชวังดุสิต ถนนอู่ทองในตลอดสาย ถนนศรีอยุธยา แยก พล.1 ถึงแยกวัดเบญจมบพิตร เนื่องจากมีการจัดงาน "5 ธันวามหาราช"

สำหรับประชาชนที่มารอเฝ้าฯรับเสด็จในวันดังกล่าว สามารถมาเฝ้าฯรอรับเสด็จได้ทั้ง 2 ฝั่งข้างทาง ตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลศิริราช ถนนอรุณอมรินทร์ บนสะพานพระปิ่นเกล้า หน้าศาลฎีกา จนถึงประตูวังโดยขอให้ประชาชนอยู่แต่บนฟุตบาทเท่านั้น ห้ามลงมายังพื้นถนน ส่วนพื้นที่เขตหวงห้าม คือ บริเวณรั้วพระบรมมหาราชวัง จะมีทหารประจำการอยู่

ขสมก.จัดรถฟรีร่วมงานวันพ่อ

 นายวิรัตน์ โชคคติวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 ขสมก.ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดเดินรถบริการฟรีสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 3-5 ธันวาคม 2553 ซึ่งกำหนดจัดกิจกรรมขึ้น ณ บริเวณสถานีหัวลำโพง โดยรถบริการฟรี 7 เส้นทาง ได้แก่ สาย 4 (คลองเตย-หัวลำโพง-ท่าน้ำภาษีเจริญ), สาย 7 (บางแค-หัวลำโพง), สาย 25 (ปากน้ำ-หัวลำโพง-ท่าช้าง), สาย 29 (รังสิต-วิภาวดี-หัวลำโพง), สาย 34 (รังสิต-พหลโยธิน-หัวลำโพง), สาย 53 (วงกลมรอบเมือง-เทเวศร์-หัวลำโพง), สาย 75 (วัดพุทธบูชา-หัวลำโพง)

 นอกจากนี้ ขสมก.ยังได้จัด “โครงการเทิดพระเกียรติ 5 ธันวาพาพ่อเที่ยวกับ ขสมก.” สำหรับครอบครัวที่พาพ่อไปท่องเที่ยวไหว้พระ 9 วัด ตั้งแต่วันที่ 3-5 ธันวาคม 2553 เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไป จ.พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และนครนายก (7 เส้นทาง) แบบเช้าไป เย็นกลับ ค่าโดยสารลดพิเศษคนละ 350 บาท โดยให้สิทธิ์ “พ่อ” ได้รับการยกเว้นค่าโดยสาร

พบร้อยละ 85.7อยู่บ้านชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีฯ

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ (Cornell Institute for Public Affairs) มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความสุขของคนไทยในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช 2553 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เพชรบุรี สระบุรี นครปฐม ชลบุรี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สกลนคร เลย ขอนแก่น อุบลราชธานี นราธิวาช นครศรีธรรมราช พัทลุง จำนวนทั้งสิ้น 1,542 ตัวอย่าง

 โดยดำเนินการสำรวจในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 4 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.7 อยู่บ้านติดตามการถ่ายทอดสดพระราชพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในขณะที่ร้อยละ 14.3 ไม่ได้ติดตามชมรายการสด

 เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนควรจะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปปฏิบัติ 5 อันดับแรก พบว่า อันดับแรกหรือ   ร้อยละ 89.2 ระบุการใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง ร้อยละ 87.5 ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ร้อยละ 86.4 มีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้ผิดรู้ชอบ ร้อยละ 85.7 ตั้งจิตตั้งใจทำความดีเพื่อตนเองและสังคม และร้อยละ 83.2 มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง

 และเมื่อถามถึงการได้เจอ/พูดคุยกับพ่อในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 48.9 ระบุได้เจอ/พูดคุยกับพ่อทุกวัน ร้อยละ 14.1 อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ร้อยละ 8.7 อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ร้อยละ 5.3 เดือนละ 2-4 ครั้ง และร้อยละ 23.0 เดือนละ 1 ครั้ง/น้อยกว่าเดือนละครั้ง

 สำหรับกิจกรรมที่ทำร่วมกัน พบว่า เพียงร้อยละ 35.2 เท่านั้นที่ทานข้าวร่วมกัน ร้อยละ 27.2 ดูข่าว ดูละครร่วมกัน ร้อยละ 23.3 พูดคุยกันเรื่องส่วนตัว ร้อยละ 7.8 ช็อปปิ้งร่วมกัน ร้อยละ 7.2 ท่องเที่ยวด้วยกัน ร้อยละ 7.1 ชมภาพยนตร์ด้วยกัน และร้อยละ 4.1 ออกกำลังกายร่วมกัน

 นอกจากนี้สิ่งที่ “ผู้เป็นลูก” ตั้งใจจะทำให้ พ่อ ในวันพ่อที่จะมาถึงนี้ พบว่า ร้อยละ 45.6 จะอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากัน ร้อยละ 40.1 ไปทำบุญตักบาตร ร้อยละ 35.2 ให้ของขวัญ การ์ด ดอกไม้ และรองๆ ลงไปคือ ทานข้าวนอกบ้านกับพ่อ ให้เงินพ่อ ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว พาพ่อไปพักผ่อน ทำบุญอุทิศส่วนกุศล พาพ่อไปเที่ยว ไปตรวจสุขภาพ และโทรศัพท์หาพ่อ ตามลำดับ

 และสิ่งที่ “ผู้เป็นลูก” อยากขอบคุณ “ผู้เป็นพ่อ” พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 48.3 ขอบคุณพ่อที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ร้อยละ 42.0 ขอบคุณที่เลี้ยงดูให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม ร้อยละ 37.2 ขอบคุณที่พ่อให้อนาคตที่ดี ให้การศึกษา รองๆ ลงไปคือ ขอบคุณที่พ่อดูแลแม่และครอบครัวเป็นอย่างดี ขอบคุณที่พ่อเข้าใจและให้อภัยในสิ่งที่ลูกเคยทำผิดพลาดไป ขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้ง และให้ชีวิต ให้กำเนิด และขอบคุณที่พ่อรักลูกเท่าๆ กัน ไม่นอกใจแม่ มีเวลาให้และเชื่อใจลูก ตามลำดับ

 สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ 5 อันดับแรก กลุ่มคนที่ต้องปรับปรุงภาพลักษณ์เรื่องภายในครอบครัว พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 79.2 ระบุเป็นกลุ่มดารานักแสดง เพราะมีแต่เรื่องชู้สาว เรื่องมือที่สาม เรื่องบุตรที่หาคนเป็นพ่อไม่ได้ มีครรภ์ก่อนแต่งงาน มีปัญหาการยอมรับไม่ยอมรับของพ่อแม่ฝ่ายชายฝ่ายหญิง และการแย่งสามี ภรรยากัน เป็นต้น ในขณะที่รองลงมาคือร้อยละ 70.5 ระบุเป็นกลุ่มข้าราชการ โดยมีเหตุผลคล้ายกัน แต่ที่เด่นในปัญหาครอบครัวของกลุ่มข้าราชการคือ เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา การนอกใจภรรยาและสามีของตนเอง และการข่มขืน การคุกคามทางเพศระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน เป็นต้น และอันดับสามที่มีเหตุผลไม่แตกต่างกันคือ ร้อยละ 64.8 ระบุเป็นกลุ่มนักการเมือง ร้อยละ 55.1 ระบุเป็นกลุ่มนักธุรกิจ และร้อยละ 53.6 ระบุเป็นกลุ่มรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป

 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลวิจัยแนวโน้มความสุขมวลรวมหรือค่า Gross Domestic Happiness, GDH ของคนไทยภายในประเทศในวันที่ 5 ธันวาคม ปี 2553 ล่าสุดเพิ่มสูงขึ้นจาก 5.42 มาอยู่ที่ 8.37 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

 ผอ. ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า น่าเป็นห่วงที่กลุ่มดารานักแสดงและกลุ่มข้าราชการกลายเป็นกลุ่มที่มีปัญหาต้องปรับปรุงภาพลักษณ์เรื่องภายในครอบครัวพอๆ กัน และเมื่อครอบครัวเป็นรากแก้วที่สำคัญของสังคม ความมั่นคงภายในครอบครัวจะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศได้ ทุกคนในสังคมจึงน่าจะช่วยกันรักษาสถาบันหลักที่เป็นเอกลักษณ์ที่ดีของสังคมไทยเอาไว้ โดยรัฐบาลน่าจะมีนโยบายสาธารณะที่สำคัญต่อสวัสดิการทางสังคมในการเอื้อต่อประโยชน์และความสุขของครอบครัว จากข้อมูลที่ค้นพบในงานวิจัยที่ผ่านมาและครั้งล่าสุด จึงเสนอแนวคิดในนโยบายสาธารณะ “ครอบครัวเป็นสุขมั่นคงถ้วนหน้า” อย่างน้อย 6 ประการต่อไปนี้

 1. จัดทำฐานข้อมูลครอบครัวที่มีความประสงค์รับการสนับสนุนจากรัฐ อาศัยเกณฑ์ด้าน “เศรษฐสังคม”  2. จัดทำคูปองสินค้าและบริการ ด้าน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และเงินสนับสนุนที่จำเป็นเบื้องต้นสำหรับการเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนถึงอายุ 5 ขวบ (คูปองนี้สามารถใช้ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปคู่กับบัตรประจำตัวประชาชนของพ่อหรือแม่ที่ระบุไว้ในฐานข้อมูล)

3. มีกฎหมายดูแลให้เด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบมีผู้ปกครองอยู่บ้านด้วย โดยรัฐและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจสนับสนุนให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น 4. เพิ่มการสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กที่ต้องการการเลี้ยงดูกลุ่มเด็กพิเศษของสังคม  5. เข้มงวดต่อการเคารพสิทธิ ลดปัญหาคุกคามสิทธิกลุ่มครอบครัวพิเศษเหล่านั้นอย่างจริงจังต่อเนื่อง 6. จัดทำโครงการประเมินผลติดตามการช่วยเหลือจากรัฐและเอกชนต่อคุณภาพเด็กและครอบครัวที่เข้าโครงการว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีต่อสังคมได้มากน้อยเพียงไร


เปิดอ่าน