รู้รักสามัคคี อีกหนึ่งความดีตั้งใจถวาาย ร.9

ถ้าคนไทยไม่ช่วยกันจะเป็นเหตุให้คนอื่นเข้ามาย่ำยีบ้านเมืองเราได้

รู้รักสามัคคี อีกหนึ่งความดีตั้งใจถวาาย ร.9

         บรรยากาศในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิต ภายในพระบรมมหาราชวัง
เป็นวันที่ 130  โดยเจ้าหน้าที่เปิดประตูให้เข้าตั้งแต่เวลา 04.50 น. ปรากฎว่ายังคงมีประชาชนจากทั่วประเทศ อาทิ จ.สุพรรณบุรี, จ.สมุทรสงคราม, จ.ภูเก็ต, จ.สุพรรณบุรี, จ.กาฬสินทร์ ฯลฯ ต่างเดินทางมาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเวลากลางวัน

รู้รักสามัคคี อีกหนึ่งความดีตั้งใจถวาาย ร.9

     นางสาววนิดา วุฒิชัย อายุ 59 ปี อาชีพค้าขาย เดินทางมาพร้อมกับพี่ นายเชษฐ์ กัณหานนท์ อายุ 73 ปี และน้องสาว นางสาวชุติมา วุฒิชัย จากลาดกระบัง โดยนั่งรถไฟจากสถานีลาดกระบังมาลงที่สถานหัวลำโพงแล้วต่อชัตเตอร์บัสมาที่สนามหลวง เล่าว่าเพิ่งมาเป็นครั้งแรก ด้วยเหตุผลเพราะอายุมากแล้วสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงต้องรอเวลาให้ถึงช่วงที่ประชาชนน้อยลง ประกอบกับวันนี้เป็นวันหยุดด้วยไม่ได้ขายของจึงรีบออกจากบ้านมาตั้งแต่เช้า ซึ่งพอได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระบรมศพแล้ว ส่วนหนึ่งคือรู้สึกปลาบปลื้ม อีกส่วนหนึ่งก็คิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะคำสอนของพระองค์ท่านเรื่องความพอเพียงและการแบ่งปัน ซึ่งโดยส่วนตัวได้น้อมนำมาใช้ในอาชีพขายข้าวนึ่ง นั่นคือเวลาเตรียมของไปขายก็จะเตรียมแต่พอดี ไม่ทำจนเยอะเกินไป และหากมีเหลือก็จะแบ่งให้เพื่อนๆ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดด้วยกัน 
         ขณะที่ นายเชษฐ์ กัณหานนท์ เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลาว่า ดีใจมากๆ ที่ได้มากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะต้นตระกูลของตัวเองเคยมีโอกาสได้รับใช้เบื้องใต้พระยุคลบาทพระบรมวงศานุวงศ์มาก่อน  ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้  และเพราะความดีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงมีความตั้งใจว่าตลอดชีวิตนี้จะถวายชีวิตของตัวเองเป็นราชพลี นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอดคือคำสอนของพระองค์ท่าน คือเรื่องความรู้รักสามัคคี ถ้าคนไทยไม่ช่วยกัน หรือมีความแตกแยกชิงดีชิงเด่นกัน ก็จะเป็นเหตุให้คนอื่นเข้ามาย่ำยีบ้านเมืองเราได้

รู้รักสามัคคี อีกหนึ่งความดีตั้งใจถวาาย ร.9

         นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวถึงความรู้สึกภายหลังได้นำคณะสมาชิกผู้บริหาร ฝ่ายข้าราชการประจำจากเทศบาลนครภูเก็ตร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ ว่า การที่เทศบาลนครภูเก็ตได้เดินทางมาร่วมสวดพระอภิธรรมศพวันนี้ ถือเป็นตัวแทนจากประชาชนในจังหวัดภูเก็ตที่ได้แสดงถึงซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและคุณความดีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงเป็นต้นแบบของคนไทย ในการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนตลอดระยะเวลาที่ทรงงานกว่า 70 ปี ทั้งนี้ พระองค์ได้ใช้บริบทของพื้นที่เป็นหลักในการทรงงาน คือ การลงพื้นที่ถิ่นทุรกันดานด้วยตัวพระองค์เอง ซึ่งในความเป็นจริงพระองค์ไม่ต้องปฎิบัติเช่นนั้นก็ได้ แต่พระองค์เลือกที่จะทำ เพราะเห็นว่าประชาชนคือคนพระองค์
          “สิ่งที่ชาวภูเก็ตทุกคนทรงจดจำได้เสมอและบอกต่อกันมาจนมายังรุ่นลูกรุ่นหลาน รวมถึงตัวเองที่จำได้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้เสด็จประพาสจังหวัดภูเก็ตถึง 4 ครั้ง และครั้งหนึ่งตัวเองจำได้ว่าสมัยที่ตนยังเด็ก เมื่อปี 2502 ในครั้งนั้น พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรกิจการต่างๆ แม้แต่หมู่บ้านชาวเลที่บ้านราไวย์ ชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อยท่านก็ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญ ซึ่งเมื่อก่อนภูเก็ตไม่ได้เจริญเหมือนทุกวันนี้ ไม่ได้มีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง แม้แต่จังหวัดพังงาก็ต้องเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่เท่านั้น การเดินทางลำบากมากจริงๆ แต่พระองค์ก็ยังมีความห่วงใยต่อประชาชน ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าพระองค์อยากเดินทางมาสัมผัสด้วยพระองค์เองดีกว่าให้ผู้อื่นนำทูล ท้ายสุดคือ ชาวภูเก็ตทุกคนก็รักพระองค์ท่านมากไม่แพ้คนไทยทุกคน และอยากให้คนไทยรักและสามัคคีกัน ตลอดจนนำพระราชดำรัสมาปรับใช้ในแต่ครอบครัว ซึ่งหากหลายครอบครัวทำได้ก็จะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่น สู่การพัฒนาประเทศในที่สุด” นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าว


เปิดอ่าน
5 อันดับ ข่าวในพระราชสำนักฮิต