จับตาประมูลดิวตี้ฟรี

ข่าวทั่วไป  :  14 มี.ค. 2562

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ยันจับตาประมูลร้านค้าดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน หวั่นเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่

          องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯยืนยันจับตาประมูลร้านค้าดิวตี้ฟรี 4 สนามบินอย่างใกล้ชิดต่อ ข้องใจรายได้จากการขายสินค้าปลอดภาษีที่ผ่านมาต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น หวั่นการประมูลใหม่เอื้อประโยชน์ให้กับทุนใหญ่ก่อนมีรัฐบาลใหม่

          ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวถึง การประมูลโครงการร้านค้าปลอดภาษีอากร (Duty Free Shop) ครั้งใหม่ในสนามบิน 4 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบิน หาดใหญ่, สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ รวมทั้งสิทธิ์เปิดจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick-Up Counter) ที่นักท่องเที่ยวซื้อจากร้านค้าปลอดภาษีในเมือง ซึ่งปัจจุบันธุรกิจนี้มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท เป็นอีกโครงการประมูลใหญ่ที่ทางองค์กรฯเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่า อาจถูกสอดแทรก เร่งอนุมัติหรือปรับแก้เงื่อนไขเอื้อประโยชน์ให้กับทุนใหญ่ก่อนมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

 

ข้อมูลจาก Generation research พบว่า ปี 2559 ไทยมีจานวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 32.6 ล้านคน (จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ค้างแรม) กลับสามารถสร้างรายได้จากการขายสินค้าปลอดภาษีอากรได้แค่ราว 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 6.1 หมื่นล้านบาท  ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้มีจานวนผู้มาเยือนเพียง 16.9 ล้านคน แต่ยอดขายสินค้าปลอดภาษีและธุรกิจค้าปลีกในสนามบินสูงกว่าประเทศไทยถึง 5.7 เท่า โดยเป็นจำนวนเงินถึง 10.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.49 แสนล้านบาท

 

          เมื่อพิจารณาข้อมูลต่างๆแล้ว ยังพบว่า ประเทศชาติได้ผลตอบแทนจากอุตสาหกรรมนี้ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น เกาหลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และกว่าสิบปีที่ผ่านมามีข่าวไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับร้าานค้าปลอดภาษีอากรมากมาย ทั้งที่เป็นคดีความและเรื่องที่ถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา สภาปฏิรูป สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป เช่น การจ่ายผลตอบแทนไม่เป็นไปตามสัญญา การตรวจสอบของเจ้าหน้ารัฐด้อยประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการไม่โปร่งใส เป็นต้น ขณะที่หลายประเทศสามารถสร้างจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ด้วยการช้อปปิ้งโดยเฉพาะสินค้าปลออดภาษีอากร นอกจากจะทำให้ตลาดท่องเที่ยวเติบโตแล้วยังสร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน ให้ผลตอบแทนที่ดีแก่รัฐ จึงไม่สมควรที่จะเสียโอกาสเหล่านี้ไปอีก

 

          “กว่าสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสหารายได้และสร้างชื่อเสียงด้านนี้ไปมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ   ถ้าวันนี้เอกชนไม่สามารถผูกขาดธุรกิจได้อีกต่อไป จะเกิดการพัฒนาธุรกิจเพื่อการแข่งขัน ยอดขายโดยรวมของไทยสามารถเพิ่มจากปีละ 6 หมื่นล้าน เป็น 3 แสนล้านต่อปี รายได้ของรัฐ เพิ่มจาก 9,000 ล้านบาท เป็น กว่าแสนล้านบาทต่อปีได้ ดังนั้นการประมูลครั้งใหม่ที่จะมีขึ้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส เปิดกว้างและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เราจึงทำหนังสือถึงนายกฯอีกครั้ง เสนอให้ใช้ข้อตกลงคุณธรรมกับการประมูลนี้ ให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบตั้งแต่ต้น เพื่อความโปร่งใส และหวังว่าท่านนายกฯ จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้” ดร.มานะ กล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่