คุก"ซินแสโชกุน" 871 กระทง 4,355 ปี(ฉบับเต็ม)

ข่าวทั่วไป  :  12 ก.ย. 2561

พงส.-ผู้เสียหาย เบิกความชัด ศาลลงโทษปรับ "บ.เวลท์เอเวอร์" กว่า 435 ล้าน "ทอมบอยโชกุน-แฟนสาว-แม่ทีม" เจอ 4 พันปี แต่คุกจริงตามก.ม. 20 ปีพร้อมชดใช้อีก 51 ล้าน

 

           12  กันยายน  2561  "1 ปีศาลอาญาสืบพยานเสร็จ 50 ปาก พงส.-ผู้เสียหาย เบิกความชัด ศาลลงโทษปรับ "บ.เวลท์เอเวอร์" กว่า 435 ล้าน "ทอมบอยโชกุน-แฟนสาว-แม่ทีม" เจอ 4 พันปี แต่คุกจริงตามก.ม. 20 ปีพร้อมชดใช้อีก 51 ล้าน"

 

 

 

           ที่ห้องพิจารณาคดี 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกงประชาชนหลอกลวงลงทุนซื้ออาหารเสริม แลกทัวร์เอเชีย หมายเลขดำ อ.2176/2560 ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด , น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน อายุ 31 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ , นางมณฑญาณ์ นิรันดร หรือจันทร์ฉาย นาคฤทธิ์ อายุ 56 ปี มารดาของซินแสโชกุน, นายก้องศรัณย์ แสงประภา อายุ 23 ปี ลูกพี่ลูกน้องของซินแสโชกุน,

 

           น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ อายุ 36 ปี เลขานุการและคนรักของซินแสโชกุน , นางประนอม พลานุสนธิ์ อายุ 41 ปี รองประธานบริษัท, นางณิชมน แสงประภา อายุ 65 ปี ป้าของซินแสโชกุน และเป็นมารดาของนายก้องศรัณย์ , นางพารินธรญ์ หงส์หิรัญ ดัคกอร์ อายุ 36 ปี ผู้ดูแลการเงินและผู้ช่วยการโฆษณาของบริษัท , น.ส.สุดารัตน์ อเนกนวล อายุ 26 ปี ผู้ดูแลการขาย และนายโกวิท ช่วยสัตว์ อายุ 31 ปี คนรักของ น.ส.สุดารัตน์ เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 3, 4, 12

 

           และฟ้องจำเลยที่ 2-10 ในความผิดฐานร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นเท็จน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 (1) และเป็นซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210

 

           ขณะที่ บจก.เวลท์เอเวอร์ และ น.ส.พสิษฐ์ จำเลยที่ 1-2 ยังถูกฟ้องอีกในข้อหาร่วมกันจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุมฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6 (10), 51 และยังฟ้อง น.ส.พสิษฐ์ จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานซื้อหรือรับไว้ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรฯ ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ด้วย โดยท้ายฟ้องอัยการยังขอให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 51 ล้านบาทเศษ คืนให้กับผู้เสียหาย 871 คน พร้อมดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องคดีวันที่ 6 ก.ค. 2560

 

           หลังจากที่จำเลยชักชวนให้ผู้เสียหายเข้าเป็นสมาชิกของบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. 2560 โดยอ้างว่าจะมีสิทธิได้เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศแถบเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง แต่มีผู้เสียหายหลายร้อยรายไม่ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นตามที่จำเลยโฆษณา เนื่องจากไม่มีสายการบินเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นตามวันเวลาที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงติดค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

 

           โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ม.ค. - 11 เม.ย.60 น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน จำเลยที่ 2 ได้มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม MASTERMIND ชนิดแคปซูล รวม 425 กระปุก กับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม GENESIS รวม 50 กระป๋อง รวมทั้งอาหารเสริม SMART KIDS รวม 31 กระป๋อง ซึ่งจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีแหล่งผลิตในต่างประเทศ โดยมีผู้อื่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังไม่ได้เสียภาษี หรือผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง รวมมูลค่าสินค้าและอากรที่ต้องจ่าย  945,131 บาท แล้วจำเลยที่ 2 - 10 ได้สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กระทำผิดเป็นซ่องโจรร่วมกันฉ้อโกงประชาชน แสดงข้อความอันเป็นเท็จ

 

          โฆษณาชักชวนประชาชนทั่วไปผ่านเพจเฟซบุ๊ก "WealthEver For Life" เว็บไซต์ยูทูปและแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม เชิญชวนให้ประชาชนสมัครเข้าเป็นสมาชิกและร่วมลงทุนกับพวกจำเลย จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมของบริษัท ALLYSIAN (แอลลี่เชี่ยน) ซึ่งเป็นบริษัทในต่างประเทศ รวมทั้งจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง และมีการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวให้สมาชิกเดินทางไปเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 10 - 15 เม.ย. 2560 และ 11- 16 เม.ย. 2560 โดยเครื่องบิน Airbus A330-300 ขนาด 377 ที่นั่ง ของสายการบินคาร์เธ่ แปซิฟิก รวม 6 ลำ จนมีประชาชน 871 ราย หลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและร่วมลงทุนทำธุรกิจกับบริษัทจำเลยที่ 1 กับพวกได้รับความเสียหายจำนวนมาก เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธทั้งชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา

 

          ขณะที่ตลอดการพิจารณา จำเลยที่ 2-10 ไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งหมดถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและทัณฑสถานหญิงกลาง โดยวันนี้ ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 2-10 มาฟังคำพิพากษา ซึ่งมีญาติของจำเลยเดินทางมาให้กำลังใจ รวมทั้งผู้เสียหายส่วนหนึ่งก็เดินทางมาติดตามผลการพิพากษาเต็มห้องพิจารณาด้วยเกือบ 50 คน

 

          ทั้งนี้ผลคำพิพากษา "ศาล" ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานที่อัยการโจทก์และจำเลยทั้ง 10 นำสืบหักล้างกันแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยข้อที่ 1 ว่า น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน จำเลยที่ 2 กระทำการซื้อหรือรับสินค้าที่นำเข้ามาโดยยังไม่ได้เสียภาษี หรือผ่านขั้นตอนศุลกากรโดยถูกต้องหรือไม่ ศาลเห็นว่าประเด็นนี้มีผู้จัดการบริษัท ALLYSIAN ที่นำเข้าผลิตภัณฑ์เบิกความว่าบริษัทมีที่ตั้งอยู่ประเทศแคนาดา มีสาขาอยู่หลายประเทศ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์มาในช่วงต้นปี 2560 และจำเลยที่ 2 ได้ชำระค่าสินค้าทั้งหมดแล้ว

 

          จึงรับฟังได้ว่าช่วงเกิดเหตุมีเพียงจำเลยที่ 2 เท่านั้น ที่สั่งซื้อผลิตภัณฑ์โดยรับฟังได้จากพยานอื่นซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเบิกความสอดคล้องกันว่าจำเลยที่ 2 จะชักชวนให้สมาชิกมาร่วมลงทุนซื้ออาหารเสริม โดยจ่ายเงินลงทุน 9,730 บาท จะได้รับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 2 กระป๋อง และสิทธิไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น โดยการตรวจค้นรถของจำเลยที่ 2 ก็พบว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 52 กระป๋องเก็บไว้ พยานหลักฐานที่นำสืบมาจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมาจำหน่ายให้กับสมาชิกของตนเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการนำผลิตภัณฑ์เข้ามาในราชอาณาจักร หลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักพอรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเข้าหรือรู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นนำเข้ามาโดยไม่เสียภาษี จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร

 

          ข้อที่ 2 บจก.เวลท์เอเวอร์ และ น.ส.พสิษฐ์ จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ควบคุมฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้องหรือไม่ ศาลเห็นว่าแม้จำเลยที่ 2 ซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมาจำหน่ายตามปกติ แต่ผลิตภัณฑ์นั้นมีข้อความบนฉลากเป็นภาษาอังกฤษ ไม่มีภาษาไทย ไม่มีเลขสารบบอาหาร ซึ่งตรงกับคำเบิกความของพยานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบแล้วพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ขณะที่ผู้จัดการบริษัท ALLYSIAN เบิกความอ้างขอขึ้นทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุญาต

 

          ดังนั้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงยังไม่มีเลขสารบบอาหารให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งจำเลยที่ 1-2 ก็ย่อมจะทราบว่าสินค้าที่นำเข้านั้นเป็นอาหารที่ควบคุมฉลาก แต่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ที่จำเลยต่อสู้ว่าผลิตภัณฑ์มีการรับรองจากต่างประเทศแล้ว สามารถนำมาจำหน่ายได้ เป็นข้อต่อสู้ที่ปราศจากเหตุผลและง่ายต่อการกล่าวอ้าง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในส่วนนี้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1-2 ได้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาหารฯ

 

          ข้อที่ 3 จำเลยที่ 1-10 กระทำผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยจำเลยที่ 2-10 ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่ เห็นว่าตามทางนำสืบของโจทก์ มีตำรวจปอท. , ปคบ. และกองปราบปราม คณะพนักงานสอบสวนตามคำสั่งของ บช.ก. พนักงาน บจก.เวลท์เอเวอร์ บางราย และกลุ่มผู้เสียหาย เบิกความเป็นพยานเชื่อมโยงสอดคล้องกันถึงพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ได้ชักชวนกลุ่มผู้เสียหายมาสมัครสมาชิกและซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

 

          โดยจะให้สมาชิกลงทุนครั้งแรกคนละ 9,730 บาท แล้วจะได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้กลุ่มผู้เสียหายส่วนใหญ่ที่ถูกชักชวนได้ตัดสินใจร่วมลงทุนเป็นสมาชิก เพราะอยากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปกติการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นต่อคนต่อครั้งต้องใช้เงินประมาณ 30,000 – 50,000 บาท โดยมูลค่าเงินที่ให้สมัครสมาชิกนั้น เมื่อเทียบกับราคาไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นถือว่ามีราคาถูกมาก รวมทั้งการอ้างถึงค่าตอบแทนเป็นผลประโยชน์ให้กับผู้เสียหายนั้น ก็มีมูลค่าสูงกว่าที่สถาบันการเงินทั่วไปตามกฎหมายจะจ่ายให้ได้ จากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะให้ผู้เสียหายหลงเชื่อกับการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่าที่จะให้ซื้อสินค้า

 

          ขณะที่เมื่อมีการชำระค่าสมาชิกตามที่อ้างแล้ว ผู้เสียหายในคดีนี้ 871 ราย ก็ไม่ได้เดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากไม่มีตั๋วเครื่องบิน ไม่มีการการจองห้องที่พักในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับคำเบิกความของพนักงานบริษัทสายการบิน อีกทั้งยังได้ความว่าช่วงเวลาดังกล่าวที่สนามบินสุวรรณภูมิประกาศงดการบินเช่าเหมาลำ เนื่องจากมีการซ่อมแซมรันเวย์บางส่วน ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2 นั้นทำให้เกิดความเสียหายกว่า 51 ล้านบาท

 

          ส่วน น.ส.ทัศย์ดาว เลขานุการและคนรักของซินแสโชกุน จำเลยที่ 5 และนางพารินธรญ์ ผู้ดูแลการเงินและผู้ช่วยการโฆษณาของบริษัท จำเลยที่ 8 ตามทางนำสืบก็รับฟังได้ว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการชักชวนให้ผู้เสียหายมาสมัครเป็นสมาชิก ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทนิติบุคคลได้ร่วมกระทำผิด โดยเมื่อมีการตรวจสอบเฟซบุ๊กและกลุ่มไลน์ของบริษัท ก็พบว่าได้ลงรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่จำเลยที่ 2 สั่งมาให้กับสมาชิกด้วย โดยจำเลยที่ 1, 2, 5, 8 ไม่มีหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักในประเทศญี่ปุ่น และหลักฐานอื่นมานำสืบหักล้างพยานโจทก์ได้ จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกันกระทำผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน, ประมวลกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน มาตรา 343 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 

          สำหรับนางมณฑญาณ์ จำเลยที่ 3 ฟังได้เพียงว่าเป็นมารดาจำเลยที่ 2 แม้จะปรากฏว่าได้ร่วมถ่ายรูปกับจำเลยที่ 2 นั่งบนเครื่องบินที่นำไปลงโฆษณา แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ชักชวนสมาชิกให้มาร่วมลงทุน, นายก้องศรัณย์ จำเลยที่ 4 จะเคยไปบริษัทจำเลยที่ 1 แต่ก็ฟังได้เพียงว่าเป็นการไปพบหรือช่วยเหลืองานเล็กน้อยแก่จำเลยที่ 2 ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันเท่านั้น แต่ไม่มีหลักฐานว่าร่วมกันชักชวนสมาชิก , นางประนอม จำเลยที่ 6 แม้จะมีการระบุว่าเป็นรองประธานบริษัท แต่ทางนำสืบจากพยานซึ่งเป็นพนักงานบริษัท

 

          รวมทั้งข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 6 ก็ฟังได้ว่าครั้งแรกจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชักชวนจำเลยที่ 6 ให้มาร่วมงานในบริษัท และมีสัญญาจ้างให้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนเริ่มแรก 20,000 – 30,000 บาท ขณะที่อำนาจแท้จริงในการบริหารทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 6 ได้ร่วมชักจูงโฆษณาเชิญชวนผู้เสียหาย แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 6 ได้กระทำในฐานะพนักงานบริษัทคนหนึ่งไปตามจำเลยที่ 2 มีคำสั่ง

 

          นางณิชมน จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นป้าของจำเลยที่ 2 แม้จะฟังได้ว่าเคยไปเที่ยวกับจำเลยที่ 2 บ้างเป็นบางครั้ง และเป็นผู้สั่งสินค้าโดยใช้บ้านของตนเป็นที่เก็บสินค้านั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ไหว้วานสั่งการ ไม่ปรากฏว่าได้ชักชวนผู้เสียหาย, น.ส.สุดารัตน์ จำเลยที่ 9 แม้จะเป็นผู้โพสต์ขายสินค้า แต่เมื่อขายได้แล้วเงินก็โอนให้กับจำเลยที่ 2 ทั้งหมด ไม่ปรากฏว่าได้ชักชวนผู้เสียหายเป็นสมาชิก และไม่มีอำนาจในบริษัทจำเลยที่ 1 ส่วนนายโกวิท จำเลยที่ 10 เป็นคนรักของจำเลยที่ 9 ที่คอยรับส่งจำเลยที่ 9 เท่านั้น แม้ปรากฏภาพเคยไปประเทศญี่ปุ่นในช่วงแรกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าได้ชักชวนผู้เสียหายเป็นสมาชิก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในส่วนของจำเลยที่ 3, 4, 6, 7, 9, 10 ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยร่วมกระทำความผิด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

 

          ข้อที่ 4 จำเลยที่ 2-10 กระทำความผิดฐานซ่องโจรหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานซ่องโจร มาตรา 210 ต้องสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เมื่อศาลวินิจฉัยความผิดแล้วว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกันของจำเลยที่ 2, 5, 8 ซึ่งกระทำผิดเพียง 3 คน จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในฐานนี้ ดังนั้นจำเลยที่ 2-10 จึงไม่มีความผิดฐานซ่องโจร

 

          จึงพิพากษาว่า การกระทำของ บจก.เวลท์เอเวอร์ จำเลยที่ 1, น.ส.พสิษฐ์ จำเลยที่ 2, น.ส.ทัศย์ดาว จำเลยที่ 5 และ นางพารินธรญ์ จำเลยที่ 8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 5, 12 ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) และ พ.ร.บ.อาหาร มาตรา 6 เฉพาะจำเลยที่ 1-2 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไป ซึ่งการกระทำฐานฉ้อโกงและการนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ให้ลงโทษบทหนักสุดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมฯ จำคุกจำเลยที่ 2, 5, 8 คนละ 871 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุก 4,355 ปี ให้ปรับบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 435,500,000 บาทและให้ปรับจำเลยที่ 1-2 รายละ 20,000 ตามความผิด พ.ร.บ.อาหาร จึงรวมโทษปรับบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 435,520,000 บาท ส่วนโทษจำคุกจำเลยที่ 2, 5, 8 เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) แล้ว ให้จำคุกจำเลยได้สูงสุดคนละ 20 ปี

 

          ทั้งนี้ ศาลยังพิพากษาให้จำเลยที่ 1, 2, 5, 8 ร่วมกันชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 871 ราย มูลค่ากว่า 51 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง 6 ก.ค.2560 เป็นต้นไป ริบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของกลางจากรถยนต์ของจำเลยที่ 2 และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมจำเลยที่ 2, 5, 8 ร้อยละ 25 ของค่าปรับจำเลยที่1 เมื่อคดีถึงที่สุด ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3, 4, 6, 7, 9, 10

 

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศภายหลังฟังคำตัดสินแล้ว จำเลยหญิงรายหนึ่งซึ่งถูกพิพากษาจำคุก ถึงกับร่ำไห้สวมกอดกับครอบครัวและญาติที่เดินทางมาให้กำลังใจ ส่วนตัว "ซินแสโชกุน" ทอมบอย ยังคงมีมีสีหน้าเรียบเฉย

 

          ขณะที่กลุ่มจำเลยชาย-หญิง 6 คนที่ศาลยกฟ้องนั้น ก็จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป เนื่องจากศาลไม่ได้สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

 

          ทั้งนี้คดีดังกล่าวครั้งแรกอัยการโจทก์ อ้างพยานถึง 1,208 ปาก แต่เมื่อศาลได้ตรวจพยานหลักฐานวันที่ 11 ก.ย.60 แล้วให้โจทก์จัดกลุ่มพยานที่จะนำเข้าสืบ ซึ่งปรากฏว่าจากพยานโจทก์ที่ศาลอนุญาตให้นำสืบ 80 ปากนั้น ฝ่ายจำเลยสามารถรับข้อเท็จจริงได้ 30 ปาก จึงนำสืบพยานโจทก์เพียง 60 ปาก ขณะที่ฝ่ายจำเลยครั้งแรกศาลอนุญาตให้นำพยานเข้าสืบ 40 ปาก แต่เมื่อสืบพยานฝ่ายจำเลยนำสืบเพียง 10 ปาก

 

          โดยระหว่างการพิจารณา คู่ความก็ให้ความร่วมมือต่อศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทั่งสืบพยานเสร็จเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา (เกือบครบ 1 ปี) ซึ่งเสร็จสิ้นก่อนกำหนดนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายในเดือน ต.ค.นี้ ก็เป็นการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วตามนโยบายของนายบุญชู ทัศนประพันธ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ที่ว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าคือการปฏิเสธความ