ศูนย์เฉพาะกิจฯสรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงวันนี้(13ส.ค.)

ข่าวทั่วไป  :  13 ส.ค. 2561

สรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงประจำวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2561

ศูนย์เฉพาะชั่วคราวในภาวะวิกฤติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช) ได้สรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญประจำวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2561 เวลา 07.00 น. 


สรุปสถานการณ์ 
•    เมื่อเวลา 22.00 น. ของเมื่อวานนี้ (12 ส.ค. 61) พายุดีเปรสชันบริเวณชายฝั่งของประเทศจีนตอนใต้ ยังไม่เคลื่อนที่แต่คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 15-16 สิงหาคม 2561 โดยจะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง  สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย มีกำลังแรงขึ้น 
•    13-14 ส.ค. 61 ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง 
•    วันที่ 15-18 ส.ค. 61 ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องได้บางแห่ง ส่วนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงมีกำลังแรง ส่งผลให้แนวปะทะของลมมรสุมในด้านตะวันตกของประเทศ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
•    ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจาน และไหลผ่านทางระบายน้ำล้น (Spillway) ลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี มีแนวโน้มลดลงตามการระบายน้ำจากเขื่อน 
•    แม่น้ำสายสำคัญ : ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีระดับน้ำน้อย ภาคกลางและใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก 
•    แม่น้ำระหว่างประเทศ : แม่น้ำโขง ระดับน้ำลดลงปัจจุบันระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 
สถานการณ์ฝน 
•    13-14 ส.ค. 61 ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 21 จังหวัด ที่ต้องเฝ้าระวัง ภาคเหนือ เชียงราย พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร อุบลราชธานี ภาคกลาง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด ภาคใต้ ระนอง พังงา
•    24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (04.00 น.) ฝนตกปานกลางถึงหนักในภาคเหนือ และภาคใต้ ส่วนภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยมีฝนตกหนักในภาคเหนือ กำแพงเพชร 44 มิลลิเมตร พิจิตร 36.6 มิลลิเมตร พิษณุโลก 35 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุบลราชธานี 58 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก ตราด 41.2 มิลลิเมตร ภาคใต้ ระนอง 126 มิลลิเมตร พังงา 102 มิลลิเมตร ชุมพร 67.5 มิลลิเมตร สุราษฎร์ธานี 35.8 มิลลิเมตร
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ มีจำนวน 3 แห่ง ดังนี้
1. เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น.) ปริมาณน้ำ 726 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 102% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 12.87 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายออกวันละ 14.12  ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานได้ติดตั้งกาลักน้ำ จำนวน 15 ชุด เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากอ่างฯ น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 36 ซม. (เมื่อวาน 40 ซม.) แนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง และจากการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ อาจมีฝนตกมากขึ้นส่งผลให้น้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ยังอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ระดับน้ำท้ายเขื่อน (06.00 น.) บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 1.18 ม. (เมื่อวาน 1.03 ม.) ปริมาณน้ำไหลผ่าน 142.30 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 156.15 ลบ.ม./วินาที) ทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งลำน้ำในบริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และอ.บ้านแหลม ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมีแนวโน้มทรงตัว
การบริหารจัดการน้ำ มีการตัดยอดน้ำก่อนผ่านเขื่อนเพชรโดยเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทาน และคลอง D9 ทำให้ระดับน้ำ (06.00 น.) อ.เมืองเพชรบุรีมีระดับลดลง ต่ำกว่าตลิ่ง 0.69 ม. (เมื่อวาน 0.52 ม.) แต่ยังต้องเฝ้าระวัง ทั้งนี้ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงที่อาจจะมีน้ำเอ่อเข้าท่วมพื้นที่และชุมชน จำนวน 31 เครื่อง (สำรอง 5 เครื่อง) ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำในจุดที่มีการระบายน้ำได้ช้า จำนวน 38 เครื่อง (สำรอง 8 เครื่อง) เตรียมพร้อมยานพาหนะและเครื่องจักรกล เช่น รถขุดตัก จำนวน 20 คัน ประจำในพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ออกประกาศฉบับที่ 3/2561 (10 ส.ค.61) เรื่องสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี 
2. เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00น.) ปริมาณน้ำ 534 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 103 % ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 4.35 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 5.21 ล้าน ลบ.ม. 
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ยังคงปกติ คาดว่าจะไม่มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีน้ำล้นตลิ่ง
การบริหารจัดการน้ำ ติดตั้งกาลักน้ำ 25 ชุด เพื่อช่วยเร่งระบาย
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งให้ติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดสกลนคร บึงกาฬ นครพนม ซึ่งลำน้ำอูนและลำน้ำสงคราม ไหลผ่าน
3. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (00.00 น.) มีปริมาณน้ำ 7,583 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 57.68  ล้าน ลบ.ม. (แนวโน้มลดลง) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 42.66 ล้าน ลบ.ม. 
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ จากการติดตามสภาพน้ำด้านท้ายน้ำไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ 
การบริหารจัดการน้ำ แผนการระบายน้ำอยู่ที่วันละ 43 ล้าน ลบ. ม. ตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน 2561 
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำ

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำ/ลำน้ำ 
แม่น้ำสายสำคัญ  
- ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญลำน้ำสายหลักเพิ่มขึ้น
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างที่ฝนตกน้อยส่งผลให้แม่น้ำมูลตอนบนมีระดับน้ำต่ำ
- ภาคกลางและภาคใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก 
- ปัจจุบันมีน้ำล้นตลิ่งเล็กน้อยบริเวณลำน้ำอูน และลำน้ำก่ำ จ.สกลนคร แม่น้ำสงคราม จ.บึงกาฬ แม่น้ำแควน้อย จ.กาญจนบุรี แม่น้ำเพชรบุรี อ.ท่ายาง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี
แม่น้ำระหว่างประเทศ : แม่น้ำโขง มีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำที่ไหลจากประเทศจีนคงที่ มวลน้ำจากประเทศลาวไหลลงแม่น้ำโขงลดลง

 

การติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่
อ่างฯ ขนาดใหญ่+ กลาง : ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 50,124 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 71 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มี 3,066 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 รับน้ำได้อีก 22,850 ล้าน ลบ. ม.
น้ำไหลเข้าอ่างฯ ( 14 ก.ค. – 12 ส.ค. 61) มีน้ำไหลเข้าอ่างฯขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศ 11,781 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็น ภาคเหนือ 3,671 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,741 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 298 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก 4,429 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 255 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 1,684 ล้าน ลบ.ม.
อ่างฯที่ความจุเกิน 100% ขนาดใหญ่ 2 แห่ง เขื่อนน้ำอูน (103%) เขื่อนแก่งกระจาน(102%) ขนาดกลาง 15 แห่ง (ลดลง 5 แห่ง) ซึ่งอยู่ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 แห่ง (ลดลง 4 แห่ง) และภาคตะวันออก 2 แห่ง (ลดลง 1 แห่ง) ภาคใต้  1 แห่ง (เท่าเดิม)
อ่างเฝ้าระวัง (80-100%) ขนาดใหญ่ 3 แห่ง เขื่อนศรีนครินทร์ (88% เพิ่มขึ้น 1% จากเมื่อวาน) เขื่อนวชิราลงกรณ (86% เพิ่มขึ้น 1% จากเมื่อวาน) เขื่อนรัชชประภา (86% เพิ่มขึ้น 1% จากเมื่อวาน) ขนาดกลาง 57 แห่ง ( เท่าเดิม ) แยกเป็น ภาคเหนือ 5 แห่ง (เท่าเดิม) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 43 แห่ง (เท่าเดิม) ภาคตะวันออก 6 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง) ภาคกลาง 1 แห่ง (เท่าเดิม) และภาคใต้ 2 แห่ง (ลดลง 1 แห่ง)

- พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม : ริมแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี แม่น้ำกระบุรี อ.กระบุรี อ.ละอุ่น และอ.เมืองระนอง จังหวัดระนอง แม่น้ำตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา 
- พื้นที่เฝ้าระวังจากการเร่งระบายน้ำ : อ่างฯขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม 8 แห่งและอ่างฯที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนน้ำอูน รวมถึงอ่างขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำ 100%
- ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องจัดทำแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ 
- จัดทำมาตรการเตรียมความพร้อมลดความเสี่ยงอุทกภัย : กรณีการระบายน้ำฉุกเฉินของอ่างเก็บน้ำและกรณีเขื่อนวิกฤติ สำรวจความแข็งแรงของเขื่อน และสร้างการรับรู้ภาคประชาชนต่อเนื่อง 
- สทนช.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ จาก 9 หน่วยงานร่วมปฏิบัติงานตลอด 24 ชม.ณ อาคาร SWOC กรมชลประทาน สามเสน ตั้งแต่ 3 ส.ค. 61
- ประกาศศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ รวม 4 ฉบับ ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.61 ออกประกาศ 2 ฉบับ ได้แก่
     - ฉบับที่ 3  สถานการณ์น้ำ จ.เพชรบุรี คาดการณ์ปริมาณฝนลดลงต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคม ส่งผลปริมาณน้ำผ่านทางระบายน้ำ และในแม่น้ำเพชรบุรีลดลง แต่ยังต้องบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เฝ้าระวัง พร้อมปรับแผนเผชิญเหตุให้เหมาะสม ลดผลกระทบกับประชาชนให้มากที่สุด 
    - ฉบับที่ 4 เตือนอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำมากกว่า 80% เร่งพร่องน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน ตลอดจนตรวจสอบความมั่นคงของอาคาร รวมถึงประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ


เปิดอ่าน
tags :